วันอังคาร ที่ 10 กุมภาพันธ์ 2569

Login
Login

ฉากจบ ‘คนป่วยของเอเชีย’ จะฟื้นหรือติดเตียง

ฉากจบ ‘คนป่วยของเอเชีย’ จะฟื้นหรือติดเตียง

สัปดาห์ที่แล้ว สื่อต่างประเทศหลายสำนัก รวมถึง Financial Times (FT) พูดถึงประเทศไทยว่าเป็น “คนป่วยของเอเชีย” อ้างถึงเศรษฐกิจที่ขยายตัวตํ่าต่อเนื่องที่ร้อยละ 2 การลดลงของผลิตภาพการผลิต

หนี้ครัวเรือนที่สูง สังคมสูงวัย และความไม่แน่นอนทางการเมือง เป็นตัวอย่างของเศรษฐกิจที่เคยรุ่งเรือง แต่ไม่ปรับตัว ไม่ยกระดับ ทำให้ประเทศมีปัญหาโครงสร้างมาก ไม่สามารถดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ แนะนําประเทศไทยให้ปฏิรูปเศรษฐกิจ และมองว่าไทยเป็นตัวอย่างที่เตือนประเทศอื่นๆ

เรื่องเหล่านี้ผู้ทำนโยบายในประเทศเรารู้ดีแต่ไม่ทำอะไร ไม่ปฏิรูปเศรษฐกิจ คําถามคือถ้ายังไม่ทำอะไร และอาการป่วยของเศรษฐกิจยิ่งรุนแรงมากขึ้น ฉากจบของประเทศไทยจะเป็นอย่างไร ใครควรรับผิดชอบ เป็นประเด็นที่ไม่มีใครถาม ไม่มีใครพูดถึง แต่สำคัญ และนี่คือประเด็นที่จะเขียนวันนี้

ปกติคนเราเมื่อป่วย ก็ต้องรักษาตัว เปลี่ยนพฤติกรรมที่ทำลายสุขภาพ เพื่อรักษาชีวิต แต่ถ้าไม่ทำอะไร อาการป่วยก็จะยิ่งรุนแรง อาจถึงขั้นต้องนอนติดเตียงหรือเสียชีวิตได้ เศรษฐกิจก็เช่นกัน เมื่อมีปัญหาก็ต้องแก้ไข ไม่งั้นจะป่วยมากขึ้น และเศรษฐกิจเมื่อป่วยก็มักป่วยแบบไม่รู้ตัว พอรู้ตัวก็สายเกินแก้

อาการป่วยของเศรษฐกิจไทยตามที่บทความ FT วิเคราะห์ไม่มีใครปฏิเสธ นักเศรษฐศาสตร์ไทยส่วนใหญ่ก็เห็นเช่นกัน และเห็นพ้องว่าการแก้ปัญหาต้องการการปฏิรูปเศรษฐกิจ เพราะ

สิ่งที่ทำให้เศรษฐกิจไทยป่วยและตกต่ำต่อเนื่องก็มาจากระบบต่างๆ ที่มีอยู่ในระบบเศรษฐกิจและระบบการเมืองของประเทศที่ทำลายแรงจูงใจ ทำลายโอกาสของประชาชน ทำลายธรรมาภิบาล และบิดเบือนการจัดสรรทรัพยากรเศรษฐกิจ 

ระบบเหล่านี้ในประเทศเราไม่เหมือนใคร เป็นสิ่งที่ทำให้ประเทศตกต่ำ เป็นสิ่งที่ต้องแก้ไข และถ้าไม่แก้ไข ความตกต่ำและความเสื่อมถอยของประเทศก็จะยิ่งทวีคูณ

ข้อได้เปรียบอันหนึ่งของนักเศรษฐศาสตร์ที่มีประสบการณ์ด้านนโยบาย คือสามารถนําสิ่งที่เกิดขึ้นในหลายประเทศมาวิเคราะห์เพื่อหารูปแบบที่ควรเกิดขึ้นในประเทศที่มีปัญหาคล้ายกัน ดังนั้น ถ้าเราวิเคราะห์ประเทศอื่นที่มีปัญหาความเสื่อมถอยและมีความท้าทายคล้ายกับไทย

ทั้งที่แย่กว่า ที่เกิดขึ้นไปเเล้ว หรือที่กำลังเกิดขึ้นคล้ายกับเรา ไล่ตั้งแต่ ซิมบับเว เวเนซุเอลา อาร์เจนตินา ไปถึงอิตาลี ฉากจบของประเทศไทย ถ้าไม่มีการปฏิรูปเศรษฐกิจ ก็คงออกมาลักษณะนี้ ถือเป็นกรณีเลวร้ายสุด

หนึ่ง ประเทศไม่มีตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ทุกอย่างหมดแรง การส่งออกแข่งขันไม่ได้ ต้นทุนสูง การท่องเที่ยวถูกเมิน กําลังซื้อคนในประเทศต่ำ ทำให้ไม่มีการลงทุน เศรษฐกิจเติบโตโดยใช้หรือบริโภคของที่มีอยู่เดิมหรือที่เป็นมรดกส่งผ่านมาจากอดีต คือกินบุญเก่า ทั้งเงินออม ขายทรัพย์สิน เช่นที่ดิน รายได้ภาคเกษตร 

รวมถึงใช้เครดิตหรือชื่อเสียงที่ประเทศมีหาประโยชน์ เช่น ให้ประเทศกลายเป็นสวรรค์ของสิ่งผิดกฎหมาย สังคมมีคนสูงวัยมาก ล้าหลังในแง่ความเป็นอยู่ การเมืองไม่มีเสถียรภาพเอาแน่เอานอนไม่ได้ นักลงทุนมองข้ามเพราะประเทศไม่มีศักยภาพที่จะเติบโต ผลคือเศรษฐกิจอยู่นิ่ง ไม่ไปไหน ความยากจนกลับมา แต่ไม่มีวิกฤติเหมือนปี 40 เพราะไม่มีการเติบโต

สอง ระบบที่ไม่ดีต่างๆ ที่มีในระบบเศรษฐกิจและการเมืองที่ทำให้ประเทศตกต่ำ จะถูกยกระดับเป็นความปกติของสังคมไทยที่โจ่งแจ้ง ชัดเจน มีอิทธิพล และต้องยอมรับถ้าจะอยู่หรือทำธุรกิจในประเทศไทย

ซึ่งตัวหลักคือ ระบบอุปถัมภ์ ที่ทำให้การจัดสรรทรัพยากรเศรษฐกิจ ขึ้นอยู่กับระบบเส้นสาย ระบบเครือข่าย การวิ่งเต้น การแลกผลประโยชน์ มากกว่า กลไกตลาด การแข่งขัน และระบบคุณธรรม 

สิ่งเหล่านี้กระทบเเรงจูงใจในระบบเศรษฐกิจและการลงทุนจากต่างประเทศ ขณะเดียวกัน ระบบอุปถัมภ์ระหว่างการเมืองกับธุรกิจโดยเฉพาะธุรกิจรายใหญ่ก็จะกระชับมากขึ้น การให้ประโยชน์และปกป้องผลประโยชน์ซึ่งกันและกันจะทำอย่างเปิดเผยเพื่อให้รู้ว่าอำนาจเป็นใหญ่

ผลคือ การแข่งขันในระบบเศรษฐกิจลดลง พื้นที่ธุรกิจสำหรับธุรกิจขนาดใหญ่และกลางอื่นๆ รวมถึงรายใหม่ก็ลดลงตามไปด้วย

การเมืองในประเทศจะเป็นการเมืองที่ขับเคลื่อนโดยระบบอุปถัมภ์ ไม่มีอย่างอื่น โดยกลไกบ้านใหญ่ มันนี่โพลิติค และการเติบโตของการเมือง ครอบครัวที่ส่งต่อตําแหน่งจากรุ่นสู่รุ่นเพื่อปกป้องพื้นที่และผลประโยชน์ของครอบครัว ไม่ใช่เพื่อแก้ปัญหาประเทศ

การทุจริตคอร์รัปชันรุนแรงแต่ถูกทำให้เป็นเรื่องปรกติของสังคม ไม่มีใครพูดถึง ไม่มีใครสนใจ ความไว้วางใจของประชาชนต่อระบบราชการและภาครัฐบอบบาง ขณะที่เสียงเรียกร้องต่อต้านของประชาชน แม้มีได้ ก็เหมือนเสียงนกเสียงกา คือ ไม่มีอะไรเกิดขึ้น

สาม การปฏิรูปเศรษฐกิจไม่เกิดขึ้นอ้างเหตุผลของการรักษาเสถียรภาพ การแก้เศรษฐกิจจะเน้นเรื่องระยะสั้นตามสถานการณ์ ประชานิยมจะเป็นรูปแบบของนโยบายเศรษฐกิจของทุกพรรคเพื่อหาเสียง

รัฐบาลจะใช้การกู้เงินสร้างหนี้ซื้อเวลาให้เศรษฐกิจไปต่อได้โดยไม่ต้องปฏิรูป พื้นที่นโยบายจะลดลงและปัญหาที่ควรแก้ถูกทิ้งไว้ให้กับคนรุ่นหลัง คนรุ่นต่อไปจะรับมอบเศรษฐกิจที่มีปัญหาหนักและแก้ยาก เพราะการแก้ปัญหาถูกละเลยมานาน การแก้ปัญหาจะมีต้นทุนสูงและทางเลือกมีน้อยเพราะพื้นที่ทุกอย่างได้ถูกใช้หมดแล้ว

นี่คือสิ่งที่จะเกิดขึ้นในฉากจบของเศรษฐกิจไทย ถ้าไม่ปฏิรูป เศรษฐกิจจะป่วยหนัก ติดหล่ม ไม่มีเงิน ไม่มีแรง เพราะระบบต่างๆในร่างกายคือในระบบเศรษฐกิจการเมืองของประเทศล้วนเป็นพิษ ประเทศไม่ไปไหน เหมือนคนนอนติดเตียง เด็กรุ่นใหม่จะถอยห่างไม่ยุ่งด้วยเพราะประเทศไม่มีอนาคต

คนเก่งไปต่างประเทศ ชนชั้นกลางเริ่มบริหารความเสี่ยงเริ่มอพยพ ขณะที่คนมีฐานะไปนานแล้ว เหลืออยู่แต่คนสูงวัยและประชากรที่ไปไหนไม่ได้ รอต้อนรับคนต่างชาติที่อาศัยความอ่อนแอของประเทศและการบริหาร เข้ามาฉวยโอกาสซื้อทรัพย์สิน ซื้อธุรกิจ ซื้อสถานะความเป็นคนไทยเพื่อหาประโยชน์

นี่คือฉากจบประเทศไทย ที่จะเป็นประเทศกําลังพัฒนาแบบถาวร สูญเสียความรุ่งเรือง ทรัพย์สิน ความมั่งคั่ง ชื่อเสียงเกียรติยศของประเทศที่สะสมมา เพราะผู้นำผู้มีอำนาจในภาคการเมือง ภาคราชการ และภาคธุรกิจมองสั้น มองแต่ประโยชน์ตัวเองเมื่อมีอำนาจ

ไม่ได้มองยาว ไม่เข้าใจว่าหน้าที่ของอำนาจคือการรักษาประเทศ รักษาผลประโยชน์ของประเทศ และส่งมอบประเทศที่เข้มแข็งให้กับคนไทยรุ่นต่อไป

 

ฉากจบ ‘คนป่วยของเอเชีย’ จะฟื้นหรือติดเตียง