ครั้งที่แล้วผมสรุปว่า การแข่งขันด้านการผลิตสินค้าอุตสาหกรรมเกือบทุกประเภทนั้น ประเทศไทยเสียเปรียบจีนอย่างมาก และกำลังถูกคุกคามจากสหรัฐที่มุ่งแต่จะกีดกันและเก็บภาษีสินค้าดังกล่าว
ดังนั้น ประเทศไทยจึงควรจะหันมาผลิตสินค้าอุตสาหกรรมการเกษตรโดยมุ่งเน้นการผลิตอาหารมูลค่าสูง เช่น ผักผลไม้และเนื้อสัตว์
การผลิตสินค้าอุตสาหกรรมเกษตรนั้น ควรเน้นอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการ เช่น โปรตีนและวิตามินแร่ธาตุต่างๆ เพราะจะตรงกับความต้องการของประชากรไทยเองที่แก่ตัวลงอย่างรวดเร็ว (คนแก่ ต้องกินข้าวและน้ำตาลน้อยลง แต่กินโปรตีนมากขึ้น)
และประชากรของประเทศจีนและประเทศพัฒนาแล้ว อื่นๆ ก็กำลังแก่ตัวอย่างรวดเร็วเช่นกัน จึงคาดการณ์ได้ว่า ความต้องการอาหารที่ปลอดภัยและมีคุณค่าสูงนั้น นับวันมีแต่จะเพิ่มขึ้น
ประเทศไทยมีศักยภาพด้านการเกษตรเป็นพื้นฐานอยู่แล้ว เห็นได้จากรูปข้างล่างที่ไทยส่งออกสินค้าเกษตรจำนวนมาก ไทยส่งออกและนำเข้าสินค้ามูลค่าใกล้เคียงกัน แต่การส่งออกสินค้าเกษตรนั้นคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 15 ถึง 20% ของการส่งออกทั้งหมด ในขณะที่การนำเข้าสินค้าเกษตรนั้นคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 4.5 ถึง 6.5% ของการนำเข้าทั้งหมด
ในขณะเดียวกัน ประเทศจีนแม้จะเป็นมหาอำนาจในการผลิตสินค้าอุตสาหกรรมหนัก และอุตสาหกรรมแห่งอนาคต แต่ก็ไม่สามารถผลิตอาหารให้เพียงพอกับความต้องการของประชาชนได้ และการขาดดุลการค้าด้านอาหารของจีนนั้น มีแต่จะเพิ่มขึ้นเพราะการแก่ตัวของประชากรและความต้องการเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมดั้งเดิมและอุตสาหกรรมแห่งอนาคต
สหรัฐอเมริกาเป็นผู้ส่งออกสินค้าเกษตรสุทธิ เช่นเดียวกับไทย แต่ที่สำคัญคือ มลรัฐที่มีภาคเกษตรและส่งออกธัญพืชเป็นพื้นฐานนั้น มีน้ำหนักและอำนาจต่อรองทางการเมืองสูง โดยเฉพาะกับพรรครีพับลิกัน ดังนั้นสหรัฐจึงกดดันให้ไทยเปิดตลาดสินค้าเกษตร และหากไทยปฏิเสธ ก็เสี่ยงที่จะถูกขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากไทย
แล้วทำไมประเทศไทยต้อง ”ยอม” เปิดภาคเกษตรให้สหรัฐ?
ตอนนี้ประธานาธิบดีทรัมป์คงจะยังไม่สนใจประเทศไทย ซึ่งเป็นเรื่องที่ดีในระยะสั้น แต่ในระยะยาว ประเทศไทยจะต้องปรับความสัมพันธ์ทางการค้ากับสหรัฐฯให้เกิดความชัดเจน และการพึ่งพาสหรัฐฯ ด้านการค้าก็จะต้องลดลง
แต่สหรัฐฯ ก็น่าจะยังเป็นตลาดส่งออกที่สำคัญเป็นอันดับต้นๆของไทย เพราะปัจจุบันไทยส่งออกไปสหรัฐฯ คิดเป็นมูลค่าเกือบ 2 ล้านล้านบาท มากกว่ารายได้จากการท่องเที่ยวทั้งหมด
สหรัฐจะกดดันให้ไทยเปิดตลาดเกษตรโดยเฉพาะอย่างยิ่งการซื้อธัญพืช เช่น ข้าวโพดและถั่วเหลืองรวมทั้ง การเปิดตลาดหมู เนื้อวัวและผลไม้ ซึ่งก็มีกระแสต่อต้านไม่ยอมสหรัฐเพื่อปกป้อง เกษตรกรของไทย โดยบางคนจะค้านว่า สินค้าส่งออกของไทยไปตลาดสหรัฐฯ หลายชนิด
ก็คือ สินค้าที่ผลิตโดยบริษัทสหรัฐที่มาตั้งฐานการผลิตในไทย (เช่น ฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ของซีเกท และเวสเทิร์นดิจิตอล – แต่ก็จ้างงานคนไทยนับหมื่นคน)
อย่างไรก็ดี แม้จะนับเฉพาะสินค้าส่งออกของ “คนไทย” ที่จะได้รับผลกระทบ ก็จะพบว่ามีมูลค่า กว่า 556,000 ล้านบาท ซึ่งน่าจะจ้างงานประมาณ 500,000 ถึง 700,000 คน ดังข้อมูลที่ปรากฏในตารางข้างล่าง
ประเด็นสำคัญที่ถูกยกมาเป็นข้อพิจารณา เพื่อจะไม่เปิดตลาดสุกรให้กับสหรัฐฯ คือ ราคาสุกรของไทยแพงกว่าสหรัฐอย่างมาก ซึ่งเป็นความจริง ดังปรากฏในตารางข้างล่าง (ข้อมูลมาจาก อุตสาหกรรมสุกรของไทย)
จะเห็นได้ว่า ราคาเนื้อหมูที่สหรัฐนั้นต่ำกว่าที่ประเทศไทย ประมาณ 27% และสำหรับเครื่องในหมูนั้น ราคาที่สหรัฐต่ำกว่าไทยประมาณ 33% แต่หากดูตารางต้นทุนวัตถุดิบอาหารสัตว์ของไทยก็จะเห็นว่าต้นทุนของเราสูงกว่าสหรัฐประมาณ 38.6%
ทำไมประเทศไทยที่ส่งออกสินค้าเกษตรจึงมีต้นทุนด้านการเกษตรสูงกว่าสหรัฐอย่างมาก? เพราะภาคเกษตรของไทย ไม่ได้พัฒนา แต่ถูกปกป้องคุ้มครองให้ไม่ต้องปรับตัว ในขณะที่อุตสาหกรรมอาหาร เช่น หมู ไก่ และอาหารสัตว์เลี้ยง พัฒนาจนกระทั่งสามารถตอบสนองความต้องการในประเทศและยังส่งออกได้อีกด้วย
อุตสาหกรรมอาหารของไทย ต้องใช้อาหารสัตว์ปีละ 20 ล้านตัน แต่เกษตรกรไทยผลิตได้เพียง 8 ล้านตัน ทำให้ต้องนำเข้า 12 ล้านตัน (ดูตารางข้างล่าง) และประเทศไทยเก็บภาษีศุลกากร การนำเข้าสินค้าเกษตร เฉลี่ยสูงถึง 20% นอกจากนั้นยังมีมาตรการจำกัดปริมาณ ที่เพิ่มต้นทุนอย่างมากอีกด้วย
หากอุตสาหกรรมอาหารของไทยสามารถนำเข้าวัตถุดิบด้านการเกษตรได้เพียงพอโดยไม่ถูกเก็บภาษี (ซึ่งจะนำเข้าจากสหรัฐ และอีกหลายประเทศ) อุตสาหกรรมอาหารจะลดค่าใช้จ่ายของคนไทย และจะเป็นหัวจักรที่ขับเคลื่อนการขยายตัวของเศรษฐกิจและการส่งออกของไทยไปทั่วโลก เพราะข้อมูลข้างต้นฟ้องว่า อุปสรรคหลักคือ อาหารสัตว์ที่มีต้นทุนสูงและปริมาณการผลิตที่ไม่เพียงพอ
ที่สำคัญคือ ประเทศไทยจะเป็นลูกค้าคนสำคัญของเกษตรกรของอเมริกันและประเทศอื่นๆ ทำให้ประเทศไทยมีอำนาจต่อรองในการเจรจาปรับความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจการค้าที่ยั่งยืนกับประเทศสหรัฐ และประเทศอื่นๆ รวมทั้งประเทศจีนและประเทศอื่นๆ ที่ต้องการนำเข้าอาหาร
ดังนั้น การสร้างอุตสาหกรรมอาหารชั้นนำของโลก น่าจะทำให้ไทยมีผลประโยชน์ร่วมและมีอำนาจต่อรองกับสหรัฐ ในขณะเดียวกัน ไทยจะสามารถเป็นคู่ค้าที่พึ่งพาได้ในการสร้างความมั่นคงทางด้านอาหาร (food security) ให้กับประเทศต่างๆ เช่น จีน และประเทศอื่นๆในอาเซียน
จึงจะเป็นกลไกสำคัญ ทั้งในเชิงของการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจและการปรับความสัมพันธ์ของไทยกับประเทศมหาอำนาจ รวมทั้งการทำให้ประเทศไทยมีจุดแข็งในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสร้างความสมดุลในเชิงของภูมิรัฐศาสตร์อีกด้วย





