การเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึง เราได้เห็นหลายพรรคการเมืองออกมานำเสนอนโยบายต่างๆ มากมาย ซึ่งในภาพรวมแล้วไม่ได้แตกต่างกันมากนักในแง่ของวิธีคิด
เพราะทุกพรรคต่างก็เห็นปัญหาของเศรษฐกิจไทยที่เรื้อรังมายาวนาน เช่น ปัญหาหนี้ครัวเรือนที่ไปแตะเกือบ 90% ของ GDP การยกระดับภาคเกษตร อุตสาหกรรม และบริการของไทย หรือการจัดการกับเศรษฐกิจนอกระบบซึ่งคิดเป็นประมาณ 48% ของ GDP มูลค่าราว 9 ล้านล้านบาท เป็นต้น
อย่างไรก็ตาม มิติที่น่าสนใจคือเบื้องหลังในการคิดนโยบายของพรรคการเมืองแต่ละพรรคในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจไทยเติบโตต่ำที่สุด ตามการคาดการณ์ของ IMF ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยจะเติบโตที่ประมาณ 1.6% ซึ่งเป็นการเติบโตที่ต่ำกว่าศักยภาพอย่างมากของไทย
บทความนี้จะขอพาไปโฟกัสประเด็นที่ผู้เขียนตั้งข้อสังเกตว่ามี 2 พรรคการเมืองที่พยายามสื่อสารในเรื่องที่ใกล้เคียงกันคือ การพาให้ไทยไปเป็นประเทศรายได้สูง หรือประเทศร่ำรวย ผ่านโมเดลที่แตกต่างกัน
พรรคเพื่อไทยมุ่งใช้ยุทธศาสตร์นวัตกรรมสร้างการเติบโต (Innovation- driven growth) ในขณะที่พรรคประชาชนเลือกใช้ยุทธศาสตร์ปฏิรูปสร้างการเติบโต (Reform-driven growth)
สิ่งนี้สะท้อนผ่านการสื่อสารของพรรค โดยพรรคประชาชนมีทิศทางที่เน้นเรื่องการ “เปลี่ยน” ผ่านการปฏิรูป ทั้งมิติของการเปลี่ยนรัฐ และการปฏิรูปเชิงโครงสร้าง เช่น การรื้อราชการรวมศูนย์ ทลายทุนผูกขาด เพื่อนำมาสู่สร้างภาครัฐให้ ‘คลีนและลีน’ โปร่งใสมีประสิทธิภาพมากขึ้น
ขณะที่พรรคเพื่อไทยมุ่งเน้นเศรษฐกิจฐานรากโดยเน้นที่การยกระดับภาคเกษตรผ่านการประกันกำไรสินค้าเกษตร 30% ผ่านวลีอย่าง “รดน้ำต้องรดที่ราก” และการใช้ AI เข้ามาขับเคลื่อนเศรษฐกิจผ่านแนวคิด AI for all รวมไปถึงการมุ่งเน้นเรื่องการสร้างนวัตกรรม
หากดูตัวอย่างในต่างประเทศเราจะเห็นทิศทางว่า การพัฒนาเศรษฐกิจที่หลายประเทศกำลังทำ มุ่งเน้นไปสู่ทิศทางนี้เช่นกันเดียว คือการปฏิรูปราชการ ปรับปรุงประสิทธิภาพการทำงานของภาครัฐ ที่ถูกมองว่ามีความเทอะทะ ล่าช้าและมีกฎระเบียบที่ไม่จำเป็น ทำให้การขับเคลื่อนนโยบายทำได้ยากลำบาก
ยกตัวอย่างเช่น เวียดนาม ที่ประสบความสำเร็จในการปฏิรูปครั้งแรกไปแล้วในปี 1986 รายได้ต่อคนเพิ่มขึ้น 18 เท่าตัว จนนำมาสู่การปฏิรูปครั้งที่ 2 ภายใต้ชื่อ “โด่ยเหมย 2.0” ด้วยเป้าหมายที่ทะเยอทะยานเพื่อก้าวสู่การเป็นประเทศรายได้สูงภายในปี 2045
เวียดนามมุ่งเน้นเรื่องการปฏิรูปข้าราชการผ่าน การกำจัดระบบราชการที่ซ้ำซ้อนและเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน “โต เลิม” ผู้นำของเวียดนาม ประกาศยุบกระทรวง 5 กระทรวง ยกเลิกขั้นตอนการทำงานในท้องถิ่นและขั้นตอนของรัฐที่ไม่จำเป็นลง 30%
ขณะเดียวกันก็ทำไปพร้อมกับการขับเคลื่อนด้านนวัตกรรมด้วยความพยามเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานโลก ผ่านการดึงดูดการลงทุนจากบริษัทยักษ์ใหญ่ระดับโลก ที่กระจายตัวอยู่ทั่วประเทศ
ซึ่งเวียดนามสามารถเป็นฐานการผลิตของอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ ซึ่งเป็นชิ้นส่วนสำคัญของสินค้าเทคโนโลยีเกือบทุกชนิด
ในขณะที่อเมริกาภายใต้การเข้ามาของโดนัลด์ ทรัมป์ ก็มีความพยายามดำเนินการปฏิรูประบบราชการ ผ่านหน่วยงานอย่าง DOGE (Department of Government Efficiency) ภายใต้การนำของอีลอน มัสก์ ที่เคยประกาศว่าเขาต้องการ ยุติ "เผด็จการของระบบราชการ"
สะท้อนว่าแม้แต่ประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจอันดับ 1 อย่างสหรัฐอเมริกาก็ยังเจอปัญหาเรื่องการปฏิรูประบบราชการเช่นเดียวกัน หลังจากที่ทรัมป์เข้ามาดำรงตำแหน่ง นับจากวันพิธีสาบานตน (Inauguration Day)
พบว่ามหาเศรษฐีแนวหน้าของสหรัฐด้านบิ๊กเทคฯ อย่าง Apple Google และ Microsoft รวยขึ้นมหาศาลจากการรายงานของ Financial Times จากนโยบายของทรัมป์ที่ต้องการทำให้สหรัฐครองความเป็นผู้นำด้าน AI
จะเห็นได้ว่า ยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่ใช้ทั้ง การปฏิรูป (Reform) และนวัตกรรม (Innovation) เป็นสองสิ่งที่ไม่อาจทำแยกกันได้เลย เนื่องจากทั้งสองมิตินี้ต้องทำงานเอื้อประสานกันเพื่อการสร้างประสิทธิภาพสูงสุดในการยกระดับเศรษฐกิจไทย
อย่างไรก็ตาม ผลการเลือกตั้งเป็นสิ่งที่ยากจะคาดเดา ก่อนหน้านี้ Bloomberg เพิ่งรายงานว่า บรรดาผู้จัดการกองทุนระดับโลกหลายแห่งเริ่มจำกัดการลงทุนในประเทศไทยล่วงหน้าก่อนการเลือกตั้งทั่วไปที่จะมีขึ้นในวันที่ 8 กุมภาพันธ์นี้
เนื่องจากความกังวลที่เพิ่มสูงขึ้นว่าผลการเลือกตั้งอาจไม่สามารถแก้ไขปัญหาเรื้อรัง ที่กัดกร่อนศักยภาพของประเทศมาอย่างยาวนาน
ซึ่งนักลงทุนมองว่าการเมืองไทยมักนำไปสู่การจัดตั้งรัฐบาลผสมที่ไม่มีพรรคใดได้เสียงข้างมากเด็ดขาด ส่งผลให้นโยบายเศรษฐกิจที่ควรจะเฉียบขาดถูกลดทอนประสิทธิภาพลงจากการต่อรองทางการเมือง ซึ่งผลลัพธ์จะเป็นอย่างไร เราจะได้ทราบผลกันในวันที่ 8 กุมภาพันธ์นี้





