วันอังคาร ที่ 3 มีนาคม 2569

Login
Login

ก่อนเดินเข้า'คูหา' อย่าปล่อยให้ ‘โพลตัดสินใจแทนคุณ’

ก่อนเดินเข้า'คูหา' อย่าปล่อยให้ ‘โพลตัดสินใจแทนคุณ’

วันที่ 8 กุมภาพันธ์นี้ เราคงทราบผลเลือกตั้ง และจะได้ทราบกันว่าโพลที่ออกมามากมายช่วงที่ผ่านมานั้นแม่นยำเพียงใด ย้อนไปเมื่อ 3 ปีก่อนเลือกตั้งปี 2566 ผมเคยเขียนบทความที่เกี่ยวกับความน่าเชื่อถือของ “โพล” ชี้ให้เห็นว่าโพลออนไลน์มีความน่าเชื่อถือค่อนข้างต่ำ เพราะผู้ตอบมักเป็นกลุ่มคนที่ตั้งใจมาตอบมากกว่าการสุ่มตัวอย่างที่เหมาะสมตามหลักสถิติ

นอกจากนั้น ยังมีการเอาบอตหรือทีมไอโอเข้ามาระดมตอบ และผลเลือกตั้งครั้งนั้นก็พิสูจน์ให้เห็นจริง เมื่อพรรคก้าวไกลได้ 151 ที่นั่ง เหนือความคาดหมายของโพลส่วนใหญ่ที่เคยประเมินว่า พรรคเพื่อไทยจะได้อันดับหนึ่ง

คำถามที่หลายคนสงสัย คือ แล้วโพลทั่วโลกแม่นยำมากน้อยเพียงใด มีงานศึกษาในสหรัฐอเมริกาของ AAPOR หรือ American Association for Public Opinion Research ซึ่งเป็นองค์กรหลักด้านสำรวจความคิดเห็น ได้เก็บสถิติความคลาดเคลื่อนโพลย้อนหลังตั้งแต่ปี 1998 พบว่า ค่าเฉลี่ยอยู่ที่ราว 6 จุด 

แต่ที่น่าสนใจ คือ โพลในการเลือกตั้งกลางเทอมปี 2022 กลับแม่นยำสูงเป็นประวัติการณ์ โดยมีค่าความคลาดเคลื่อนเพียง 4.8 จุด ดีกว่าช่วงปี 2019-2020 ที่คลาดเคลื่อนถึง 6.3 จุด ทั้งนี้โพลสามารถทำนายผู้ชนะได้ถูกต้องราว 94% ในกรณีที่คะแนนห่างกันมากกว่าค่าความคลาดเคลื่อน แต่ปัญหามักเกิดในการเลือกตั้งที่สูสี ซึ่งความคลาดเคลื่อนเพียงเล็กน้อยก็อาจสลับผู้ชนะได้ แต่มีหลายกรณีที่คนมักรู้สึกว่าโพลไม่น่าเชื่อถือ เช่น เลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐปี 2016 และ 2020 ที่แม้โพลระดับชาติทำนายคะแนนนิยมรวมได้ค่อนข้างดี แต่พอดูโพลระดับรัฐโดยเฉพาะในรัฐที่สูสี (swing state) กลับมีความคลาดเคลื่อนสูงกว่า

AAPOR ระบุว่าโพลก่อนเลือกตั้งปี 2020 เป็นโพลที่คลาดเคลื่อนมากที่สุดในรอบ 40 ปี โดย 93% ของโพลประเมินคะแนนนำของประธานาธิบดีไบเดนสูงเกินจริง สาเหตุหลักมาจากผู้สนับสนุนประธานาธิบดีทรัมป์จำนวนมากไม่ไว้วางใจต่อสื่อและองค์กรสำรวจ จึงไม่ยอมตอบแบบสอบถาม ทำให้โพลประเมินคะแนนฝ่ายอนุรักษนิยมต่ำกว่าความเป็นจริง

สิ่งที่น่าสนใจอีกประการ คือ ความแม่นยำของโพลจะต่างกันตามระบบเลือกตั้ง โพลที่ใช้คาดคะแนนในระบบบัญชีรายชื่อมักแม่นกว่าโพลทำนายผล สส.เขต เหตุผลเพราะระบบบัญชีรายชื่อเป็นระบบสัดส่วนที่สะท้อนคะแนนนิยมทั่วประเทศโดยตรง ซึ่งตรงกับสิ่งที่โพลถามว่า “ถ้าเลือกวันนี้จะเลือกพรรคไหน” แต่ระบบ สส.เขต เป็นแบบผู้ชนะได้หมด หากสองพรรคมีคะแนนห่างกันไม่มากนัก ก็อาจทำให้สลับผู้ชนะเขตได้ทันที ยิ่งเขตที่มีตัวแปรท้องถิ่น ทั้งเครือข่ายบ้านใหญ่ ฐานคะแนนส่วนบุคคล และการมาใช้สิทธิลงคะแนนเลือกตั้ง ที่อาจต่างจากค่าเฉลี่ยประเทศ โอกาสโพลจะผิดยิ่งสูง

เมื่อพิจารณาวิธีสำรวจ พบแต่ละวิธีมีจุดแข็งจุดอ่อนต่างกัน การสัมภาษณ์แบบตัวต่อตัว ให้ผลที่เป็นตัวแทนประชากรได้ดีที่สุด แต่มีต้นทุนสูงและใช้เวลานาน การสำรวจทางโทรศัพท์ก็เป็นวิธีการที่ดีเพราะเข้าถึงได้ทั่วประเทศและตรวจสอบได้ แต่อัตราการตอบกลับลดลงมากในยุคที่คนไม่รับสายเบอร์แปลก ส่วนการสำรวจออนไลน์แม้รวดเร็วและราคาถูก แต่จะมีปัญหาเพราะจะเข้าถึงเฉพาะคนที่ใช้อินเทอร์เน็ตที่เข้าถึงแบบสำรวจนั้นเท่านั้น อีกประเด็นที่ต้องระวังคือเมื่อผู้ตอบแบบสำรวจมีแนวโน้มที่อาจไม่กล้าบอกความจริงว่าจะเลือกพรรคใด

ปัจจัยสำคัญที่ทำให้โพลน่าเชื่อถือยังรวมถึงขนาดตัวอย่างที่เพียงพอ เช่นตัวอย่าง 1,000 คน ให้ค่าความคลาดเคลื่อนราว 3.1% หากเพิ่มเป็น 2,000 คนจะลดเหลือ 2.2% การใช้วิธีการสุ่มหมายเลขโทรศัพท์ก็ช่วยให้ทุกคนมีโอกาสถูกเลือกเท่าเทียมกัน การถ่วงน้ำหนักตามโครงสร้างประชากรก็สำคัญมาก เพราะโพลระดับรัฐที่ทำนายผลเลือกตั้งสหรัฐปี 2016 ผิดพลาดนั้น ส่วนหนึ่งเป็นเพราะไม่ได้ปรับน้ำหนักให้สะท้อนความจริงที่ว่าผู้จบมหาวิทยาลัยมักตอบแบบสำรวจมากกว่าคนอื่น และที่สำคัญคือช่วงเวลาสำรวจ โพลที่ทำใกล้วันเลือกตั้งมักมีความแม่นกว่าโพลที่ทำก่อนหน้านั้นมาก

สำหรับประเทศไทย โพลสถาบันหลักอย่างนิด้าโพลและสวนดุสิตโพล ที่ใช้สุ่มตัวอย่างแบบมีกรอบทั่วประเทศ มักให้ภาพอันดับพรรคและแนวโน้มความนิยมได้ค่อนข้างดีในระดับประเทศ โดยเฉพาะนิด้าโพลที่เคยทำนายผลเลือกตั้งผู้ว่า กทม. ได้ถูกต้องทั้งปี 2556 และ 2565 รวมถึงทำนายผล สส.เขต กทม. ปี 2566 ได้ถูกต้องครบทั้ง 33 เขต

อย่างไรก็ตาม การวิเคราะห์สำนักโพลไทยในปี 2566 พบว่าบางสำนักมีความโน้มเอียง เช่น บางโพลมีแนวโน้มประเมินฝ่ายอนุรักษนิยมสูงเกินจริง ขณะที่โพลจากสื่อบางแห่งก็โน้มเอียงไปทางฝ่ายก้าวหน้าเพราะฐานผู้ตอบกระจุกอยู่ในกลุ่มคนเมืองที่ใช้อินเทอร์เน็ต

แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่าโพลไหนน่าเชื่อถือ? หลักการสำคัญมีอยู่ 5 ข้อ ดังนี้

· วิธีการสุ่มตัวอย่าง โพลที่ดีต้องสุ่มตัวอย่างที่ทุกคนในประชากรเป้าหมายมีโอกาสถูกเลือก ไม่ใช่โพลออนไลน์แบบเปิดให้ใครก็คลิกตอบได้

· ขนาดตัวอย่าง ระดับประเทศควรมีอย่างน้อย 1,000-2,000 ตัวอย่าง ซึ่งจะมีค่าความคลาดเคลื่อนราว 2-3 จุด

· การถ่วงน้ำหนักตามโครงสร้างประชากร ทั้งเพศ อายุ ภูมิภาค และการศึกษา เพื่อให้กลุ่มตัวอย่างสะท้อนประชากรจริง

· ความโปร่งใสของวิธีการ โพลที่ดีต้องเปิดเผยวันที่สำรวจ วิธีเก็บข้อมูล และขนาดกลุ่มตัวอย่าง

· ประวัติความแม่นยำ ควรดูว่าสำนักนี้เคยทำนายผลใกล้เคียงความจริงในการเลือกตั้งครั้งก่อนๆ มากน้อยเพียงใด

ในสหรัฐอเมริกามีเว็บไซต์ชื่อ FiveThirtyEight ที่จัดเกรดสำนักโพลตั้งแต่ A+ ถึง D โดยวัดจากความแม่นยำย้อนหลัง พบว่าสำนักที่ได้เกรด A+ อย่าง Siena College/The New York Times และ ABC News/The Washington Post ยังคงใช้วิธีสำรวจโดยโทรศัพท์เจาะจงไปยังกลุ่มตัวอย่าง ขณะที่โพลออนไลน์แบบ opt-in อย่าง SurveyMonkey ได้เกรดเพียง C เท่านั้น งานวิจัยของ Pew Research Center ยังพบว่าโพลออนไลน์ในสหรัฐมีผู้ปลอมมาตอบ

แบบสอบถามในทุกโพลราว 4-7% และผู้ตอบจำนวนหนึ่งมาตอบเพียงเพราะต้องการของรางวัล ซึ่งทำให้ผลสำรวจคลาดเคลื่อนได้

วิธีอ่านโพลที่ดีจึงไม่ใช่การยึดตัวเลขตายตัว แต่ควรดูแนวโน้มว่าพรรคใดนำหรือแผ่วลง ช่องว่างระหว่างพรรคกว้างหรือแคบลง และควรเผื่อค่าความคลาดเคลื่อนไว้เสมอ ถ้าโพลบอกว่าพรรค A ได้ 30% ควรคิดว่าอาจได้จริงในช่วง 27-33% มากกว่าจะเชื่อว่าได้ 30% แน่นอน นอกจากนี้ ควรดูผลจากหลายสำนัก ถ้าโพลที่มีมาตรฐานหลายแห่งให้ภาพใกล้กัน ก็พอจะเชื่อได้ว่าแนวโน้มนั้นสะท้อนความจริง แต่ถ้ามีสำนักใดให้ผลต่างจากทุกเจ้าโดยไม่มีเหตุผลด้านวิธีการรองรับ ก็ควรตั้งคำถาม

สุดท้ายแล้ว โพลเป็นเพียงภาพถ่ายความคิดเห็น ณ จุดเวลาที่สำรวจ ไม่ใช่สิ่งชี้ชะตาผลเลือกตั้ง เพราะยังมีปัจจัยโค้งสุดท้ายอีกมาก ทั้งการดีเบต การปราศรัย เหตุการณ์การเมืองก่อนวันเลือกตั้ง และที่สำคัญคือการออกมาลงคะแนนเลือกตั้งของแต่ละกลุ่ม หากคนรุ่นใหม่ออกมาใช้สิทธิสูงกว่าที่โพลประเมิน พรรคที่พึ่งฐานกลุ่มนี้ก็จะได้เปรียบ

วันอาทิตย์นี้ เราควรไปเลือกตั้งด้วยความเป็นตัวของตัวเอง ตามข้อมูลและการตัดสินใจที่เรามีอยู่ อย่าให้โพลมาชี้นำหรือทำให้เราหวั่นไหว เพราะสิทธิในการเลือกเป็นของเราทุกคน ไม่ใช่เอาผลสำรวจความคิดของคนอื่นมาชี้นำ ที่บางครั้งก็อาจขาดหลักวิชาการและมีค่าความคลาดเคลื่อนสูง