ในเวลาที่ใกล้การเลือกตั้งดังเช่นปัจจุบันนี้ ไม่แปลกที่แต่ละคนมักอ้างว่าตนก็มีความสนใจส่วนตัว ซึ่งอาจไม่ตรงกับของคนอื่นหรือพรรคการเมืองอื่น ๆ แต่สิ่งหนึ่งที่เป็นความสนใจของส่วนรวม
คือ ชื่อเสียงและผลงานของการพัฒนาชาติไทยในหลายแง่มุม เพราะปัจจัยเหล่านี้นำมาซึ่ง “ความเชื่อมั่นที่ต่างชาติมีต่อเศรษฐกิจไทย”
“ความเชื่อมั่น” นี้มีความสำคัญเป็นอันมาก เพราะประเทศเรามีความเชื่อมโยงและ / หรือ พึ่งพาตลาดโลกอย่างใกล้ชิดทั้งในแง่สินค้า บริการ และเงินทุน คุณค่าของ “ความเชื่อมั่น” นี้ยิ่งเพิ่มขึ้นไปอีกเพราะมันเป็นสิ่งที่สร้างขึ้นยาก ใช้เวลามาก และมักฝังอยู่ในใจของต่างชาติเป็นเวลานานกว่าจะเปลี่ยนแปลงได้
เพื่อให้เราเห็นถึงความสำคัญของ “ความเชื่อมั่น” ดังที่กล่าวข้างต้น ลองสมมุติตนว่าเป็นชาวต่างชาติและพิจารณาสถิติทางเศรษฐกิจไทยในอดีตบ้าง ในรอบ 24 ปีหลังจากวิกฤติ ต้มยำกุ้ง เป็นต้นมา GDP ไทย โตช้าลงเสมอมาจาก 5.3% ต่อปีในช่วงปี 2543-2550 เป็น 3.6% ต่อปีในช่วงปี 2553-2562 และ 2.4% ต่อปีในช่วงปี 2565-2567
ภาพเศรษฐกิจที่อ่อนแอลงนี้ยืนยันได้จากสถิติรายได้ประชาชาติต่อหัวของไทยที่เพิ่มขึ้นช้าเกือบที่สุดในหมู่ประเทศสมาชิกอาเซียน จึงคงส่งผลเสียแก่ “ความเชื่อมั่น” ที่ชาวต่างชาติมองไทย สาเหตุของความน่าสลดใจนี้ ได้แก่ การลงทุนที่ตกต่ำเพราะขาดแรงงานที่มีคุณภาพ ฐานะครัวเรือนที่เปราะบาง ความยุ่งยากสับสนของกฎเกณฑ์และนโยบายที่ไม่สัมพันธ์หรือต่อเนื่องกันของหน่วยงานรัฐ
ต้นตอของปัญหาเหล่านี้ คือ ระบบการศึกษาที่ยังมีข้อบกพร่องอยู่มากมายทั้งในแง่การกระจายตัว หลักสูตร วิธีการสอน และการเพิ่มทักษะ
ในเมื่อเราเห็นถึงจุดอ่อนของเศรษฐกิจไทยเป็นอันมากเหล่านี้ เราคงอยากเลือกพรรคการเมืองที่ไม่เพียงแต่จะ “หาเสียง” ในแนวเดียวกับที่กล่าวข้างต้น แต่สามารถ “แก้ไขปัญหา” ได้อย่าง “ถูกต้อง แท้จริง และทันต่อเวลา” ด้วย
การแก้ไขปัญหาเช่นนั้นทำได้ไม่ง่ายในวงการการเมือง เพราะแทบทุกคนคงทราบดีว่า “ประสบการณ์” ในการทำงานนั้นสามารถสร้างทั้งผลดีและผลเสีย
กล่าวคือ ผู้ที่มีประสบการณ์รับราชการหรือประกอบอาชีพมาก่อนย่อมรู้มากกว่าคนอ่อนวัยว่า นโยบายหรือมาตรการใดเราสามารถนำมาปฏิบัติได้อย่างแท้จริง ดังนั้น นักการเมืองที่แก่กว่ามักเสนอทางเลือกแบบอนุรักษนิยม ในขณะที่นักการเมืองที่อ่อนวัยกว่ามักอยากที่จะคิดค้นและเสนอทางเลือกใหม่ ๆ เพื่อนำมาล่อหรือดึงดูดใจประชาชน
ดังนั้น ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง คงมีความลำบากใจที่จะเลือกพรรคใดดี แต่ข้อสังเกต 2 ประการที่จะกล่าวต่อไปนี้น่าจะช่วยให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งมีความรอบคอบมากยิ่งขึ้นก่อนที่จะไปใช้สิทธิเลือกตั้งในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ ศกนี้
(1) พรรคการเมืองใดมีผู้หาเสียงที่แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าเข้าใจถึงปัญหา “ความเชื่อมั่น” ดังที่กล่าวข้างต้น
(2) ผู้หาเสียงเสนอวิธีการแก้ไขปัญหา “ความเชื่อมั่น” แบบเร่งด่วนหรือไม่ และคาดว่าจะประสบความสำเร็จภายในระยะเวลาเท่าใด โดยจะลาออกจากสภาผู้แทนราษฎรทันทีหากไม่พยายามแก้ไขปัญหาตามที่สัญญาไว้ หรือแก้ไขปัญหาไม่สำเร็จ
สุดท้ายนี้ หวังว่าผู้อ่านเห็นถึงความสำคัญของปัญหา “ความเชื่อมั่น” ว่าน่าวิตกกว่าปัญหา “หาเช้ากินค่ำ” เป็นอันมาก เพราะปัญหา “ความเชื่อมั่น” เกี่ยวโยงกับ โครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจ ที่มีผลแก่ประเทศไทยในระยะยาว





