วันพุธ ที่ 4 มีนาคม 2569

Login
Login

การแก้ไขรัฐธรรมนูญกับการ (ไม่) ฟื้นฟูประชาธิปไตย

การแก้ไขรัฐธรรมนูญกับการ (ไม่) ฟื้นฟูประชาธิปไตย

ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา ราชอาณาจักรไทยผ่านวัฏจักรการร่างและยกเลิกรัฐธรรมนูญมาแล้วกว่า 20 ฉบับ ทว่าการเมืองไทยกลับยังคงเวียนว่ายอยู่ใน “วัฏสงสาร” แห่งกิเลส เงิน และอำนาจ

ไม่ว่าจะเป็น ระบอบธนาธิปไตย คณาธิปไตยหรือแม้กระทั่งอนาธิปไตย ซึ่งเป็นเครื่องชี้ให้เห็นว่า หากปราศจากการปฏิรูปคุณภาพและระบบบริหารจัดการบุคลากรทางการเมือง การร่างกฎหมายสูงสุดฉบับใหม่ย่อมไม่อาจสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกได้จริง 

การดึงดันแก้ไขรัฐธรรมนูญในสภาวะตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่แผ่ขยายไปทั่วโลกเช่นนี้ จึงเปรียบเสมือนการพยายามฝืนสร้างมหาสถาปัตยกรรมบนผืนทราย ที่ปราศจากเสาเข็มอันมั่นคงและวัสดุภัณฑ์ที่ได้มาตรฐาน ตรงชายฝั่งท่ามกลางพายุร้าย ท้ายที่สุดย่อมหนีไม่พ้นการพังทลายเสื่อมสลายเช่นเดียวกับ หรือยิ่งกว่าที่ผ่านมา

ในท่ามกลางข้อถกเถียงเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 256 ที่เหล่านักวิชาการและภาคการเมืองต่างยกขึ้นมาเป็นประเด็นหลักนั้น หัวใจสำคัญมิได้อยู่ที่เพียงตัวเลขสัดส่วนคะแนนเสียง แต่คือ ข้อกังขาต่อคุณภาพและที่มาของตัวบุคคล 

โดยหลักการแล้ว หากสถาบันนิติบัญญัติประกอบด้วยบุคลากรที่สังคมประจักษ์ชัดในคุณวุฒิและจริยธรรม การกลั่นกรองกฎหมายที่สร้างสรรค์ย่อมได้รับเสียงสนับสนุนในสัดส่วนที่สูงถึง 3 ใน 4 หรือ 4 ใน 5 ของสภาได้โดยง่าย (จะมีก็แต่ในกรณีที่พิเศษจริงๆ ที่ไม่สามารถที่จะสร้างประเด็นหรือหลักการร่วมกันได้ จึงจะใช้การตัดสินโดยเสียงข้างมากคือ 50% ขึ้นไป)

ซึ่งตรรกะนี้ครอบคลุมไปถึงเงื่อนไขการยอมรับจากฝั่งฝ่ายค้านไม่น้อยกว่าร้อยละ 20 ในมาตรานี้ด้วย เพราะสาระสำคัญที่เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมย่อมยากที่จะถูกปฏิเสธด้วยเหตุผลในหมู่ผู้ทรงคุณวุฒิ ไม่ว่าผู้นั้นจะสังกัดฝ่ายใด

ทว่าในสภาวการณ์ปัจจุบัน เงื่อนไขเหล่านี้กลับถูกมองเป็นเพียง “กุญแจล็อก” ทางการเมืองเพื่อการสืบทอดอำนาจ สะท้อนชัดว่าวิกฤตการณ์ที่เกิดขึ้นมีรากเหง้ามาจากคุณภาพของบุคลากรเป็นสำคัญ

การมุ่งแก้มาตรา 256 โดยละเลยการปฏิรูปมาตรฐานตัวบุคคลและ ระบบบริหารจัดการบุคลากรทางการเมือง จึงเป็นการแก้ปัญหาที่ “ผิดฝาผิดตัว” และจะนำไปสู่วังวนแห่งการร่างและรื้อทำลายที่ไม่สิ้นสุด

ทว่าประเด็นสำคัญที่สังคมมองข้ามไม่ได้ คือ เราจะมั่นใจได้อย่างไรว่ากลุ่มผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองที่ยังติดหล่มอยู่ในวัฏจักร ‘ธนาธิปไตย’ (การใช้เงินซื้อเสียงเพื่อถอนทุนคืน) และ ‘คณาธิปไตย’ (การแบ่งฝักแบ่งฝ่ายเพื่อรักษาฐานอำนาจกลุ่มก้อน)

จะสามารถทำหน้าที่เป็นตัวแทนเจตจำนงของประชาชนในการออกแบบและกลั่นกรองกฎหมายสูงสุด (รวมทั้งกฎหมายอื่น อนุมัติโครงการอื่น ฯลฯ) ได้อย่างถูกต้องแท้จริง

บทความนี้จึงขอเสนอ road map เป็น 3 ระยะคือ

ระยะสั้น: มาตรการ “ยาแรง” และนวัตกรรมการตรวจสอบโปร่งใสทุกขั้นตอน

มุ่งเน้นการลงโทษสถานหนักควบคู่กับการสร้างแรงจูงใจผ่านระบบ “โบนัสปัญญาสุจริต” โดยมีหัวใจหลักคือ การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่มาสร้างความโปร่งใสที่ตรวจสอบได้ในทุกขั้นตอน ผ่านการใช้ AI (เช่น ในงาน คัดกรองคำร้องเรียน ตรวจจับการทุจริต และวิเคราะห์ความสัมพันธ์ที่มีผลประโยชน์ทับซ้อน)

blockchain (เช่น ในงานการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ ตัวตนดิจิทัล และระบบสัญญาอัจฉริยะ) IoT (เช่น ในการตรวจสอบโครงการก่อสร้าง และการบริหารจัดการทรัพยากร โดยทำให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลได้แบบ real time) 

และความร่วมมือจาก สภาวิศวกร สภาอุตสาหกรรมสภาหอการค้า สมาคมธนาคารไทย เพื่อร่วมประเมินราคากลางโครงการรัฐบนฐานข้อมูลเปิด (Open Data) หากทีมนักการเมืองบริหารโครงการโดยประหยัดงบประมาณได้ (เช่น 5-20%)

โดยไม่ลดทอนคุณภาพ และความคงทน รัฐฯจะจ่ายโบนัสตอบแทน 20% จากเงินที่ประหยัดได้นั้น โดยส่วนที่เหลือ 80% นำไปใช้ในโครงการ สวัสดิภาพถ้วนหน้า หรือโครงงานอื่นๆ ที่มีความจำเป็นเร่งด่วน เป็นต้น

ขณะเดียวกันต้องมีมาตรการริบทรัพย์สินทั้งหมดในกรณีทุจริตเกิน 1.5 ล้านบาท (โดยโมเดลจีนมุ่งการตัดสินประหารชีวิต) และริบทรัพย์สินเฉพาะที่ไม่มีที่มาในกรณีทุจริตไม่เกิน 1.5 ล้านบาท โดยขยายวงครอบคลุมไปถึงเครือญาติของนักการเมือง

รวมถึงคณะกรรมการบริหารพรรคที่นักการเมืองผู้ทุจริตนั้นสังกัดอยู่ รวมถึงเครือญาติของกรรมการบริหารพรรคด้วย เพื่อตัดวงจรการนอมินีและผ่องถ่ายทรัพย์สิน

ระยะกลาง: การคัดกรองคุณภาพและ “ใบขับขี่ทางการเมือง” ตามแนวทางศาสตร์พระราชา

ขอน้อมนำพระราชดำรัสในหลวงรัชกาลที่ 9 ความตอนหนึ่งว่า “...ส่งเสริมคนดี ให้คนดีได้ปกครองบ้านเมือง และควบคุมคนไม่ดีไม่ให้มีอำนาจ...” มาเป็นหัวใจในการจัดตั้ง “คณะกรรมการกลั่นกรองผู้ทรงคุณวุฒิ” เพื่อออก “ใบขับขี่ทางการเมือง” (Political License) ตามต้นแบบของ ประเทศสิงคโปร์

โดยคัดสรรบุคคลระดับ “ดีเยี่ยม” เข้ามาทำหน้าที่ปกครอง พร้อมจัดทำ “สมุดพกนักการเมือง” บันทึกประวัติและพฤติกรรมอย่างโปร่งใส เพื่อให้ประชาชนใช้เป็นข้อมูลเชิงประจักษ์ในการเลือกคนดีเข้าสู่สภาอย่างมีนัยสำคัญ

ระยะยาว: การหล่อหลอม DNA ทางการเมืองและรากฐาน Civic Education

ปฏิรูปที่รากเหง้าผ่านการปลูกฝังจิตสำนึกสาธารณะในหลักสูตร สพฐ. เน้นกิจกรรม (เช่นในระดับประถมต้นให้มีการออกมาพูดหน้าชั้นว่าในแต่ละสัปดาห์ได้ช่วยงานอะไรในครอบครัวและชั้นเรียนบ้าง ในระดับประถมปลายเน้นการช่วยงานที่เป็นหลักในบ้านและในชั้นเรียน

ในระดับมัธยมต้นเน้นการช่วยงานที่สร้างรายได้และช่วยเหลือเพื่อนบ้าน โครงงานของโรงเรียนและชุมชน ในระดับมัธยมปลายให้เน้นการช่วยเหลือสังคมและโครงงานสาธารณะ เป็นต้น

ที่สะท้อนธาตุแท้ของความซื่อสัตย์ กตัญญู และความเสียสละ (โดยใช้ Big Data บันทึกประวัติจิตสาธารณะ) ควบคู่ไปกับการศึกษาระดับอุดมศึกษาที่เรียกว่า “Civic Education” ตามแบบอย่างของเยอรมนี เพื่อสร้างระเบียนข้อมูล (ที่มาของ) บุคลากรชั้นเลิศที่ยากต่อการล่อลวง

เมื่อสังคมไทยหนาแน่นด้วยคนและนักการเมืองน้ำดี ก็เป็นไปได้ที่พรรคการเมืองไทยจะเข้มแข็งจนสามารถบ่มเพาะบุคลากรเองได้ดังเช่นประเทศในแถบสแกนดิเนเวียหรือสวิตเซอร์แลนด์

โดยสรุปแล้ว ระบอบประชาธิปไตยไทยจะได้รับการฟื้นฟูอย่างยั่งยืนได้ ไม่ใช่วัดกันเพียงที่มาตรากฎหมายของรัฐธรรมนูญ แต่วัดกันที่ความกล้าในการปฏิรูป “คน” และการใช้เทคโนโลยีสร้างระบบพัฒนาทุนมนุษย์ และบริหารจัดการบุคลากรที่เที่ยงธรรม

เพื่อให้กฎหมายสูงสุดถูกขับเคลื่อนโดยกลุ่มบุคลากรผู้ทรงคุณค่าและคุณธรรม คู่ควรกับความหวังของประชาชนทั้งแผ่นดินอย่างแท้จริง