อีกไม่กี่วัน ประเทศไทยจะเดินเข้าสู่คูหาเลือกตั้ง ท่ามกลางคำมั่นสัญญาของพรรคการเมืองที่แข่งขันกันเสนอแนวทางสร้างรายได้และยกระดับเศรษฐกิจของประเทศ
หนึ่งในนโยบายที่ถูกพูดถึงจากพรรคการเมืองไม่น้อย คือ การผลักดัน “อุตสาหกรรมอาหาร” ให้เป็นฟันเฟืองหนึ่งที่ช่วยสร้างการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจไทย อุตสาหกรรมที่เป็นความหวังนี้ ผู้ที่เป็น “คีย์แมน” ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการทำให้อุตสาหกรรมอาหารไทยสามารถแข่งขันได้ในระดับโลก คือ แรงงานด้าน Food Science
ที่ผ่านมาไทยเป็นผู้ส่งออกอาหารรายสำคัญของโลก จนคำว่า “ครัวโลก” กลายเป็นภาพจำของไทยในเวทีระหว่างประเทศ โดยจากการสำรวจความต้องการบุคลากรทักษะสูงในอุตสาหกรรมเป้าหมายของสำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.)
และบริษัท ไอริส คอนซัลติ้ง จำกัด บ่งชี้ว่าระหว่างปี 2568–2572 อุตสาหกรรมแปรรูปอาหารและอาหารแห่งอนาคตมีความต้องการแรงงานกว่า 4.7 หมื่นตำแหน่ง
อย่างไรก็ตาม ข้อมูลอีกด้านหนึ่งซึ่งเป็นข้อมูลจากการวิเคราะห์ข้อมูลประกาศรับสมัครงานออนไลน์จากกว่า 23 เว็บไซต์ทั่วประเทศ โดยทีมวิจัย Big Data ทีดีอาร์ไอ ซึ่งได้รับการสนับสนุนทุนวิจัยจากกองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (ววน.) ผ่านหน่วยหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนากำลังคน และทุนด้านการพัฒนาสถาบันอุดมศึกษา การวิจัย และสร้างนวัตกรรม (บพค.)
กลับพบว่า ความต้องการแรงงานในสาขา Food Science ไม่ได้ขยายตัวตามที่คาดการณ์กันไว้ และความนิยมในการเข้าศึกษายังมีแนวโน้มลดลง
จากการเปรียบเทียบข้อมูลจำนวนประกาศรับสมัครงานที่ต้องการผู้จบสาขาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการอาหารในไตรมาส 3 ปี 2567 กับไตรมาสเดียวกันในปี 2568 พบประกาศรับสมัครงานเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อยจาก 1,219 เป็น 1,257 ตำแหน่ง
ขณะเดียวกัน อุตสาหกรรมอาหารในกลุ่มการแปรรูปอาหาร (S-Curve) มีจำนวนประกาศงานลดลง -6.33% และกลุ่มเกษตรและอาหาร (BCG) ลดลง -6.83% สะท้อนว่าความต้องการแรงงานของภาคเอกชนในช่วงเวลาดังกล่าวอยู่ในระดับทรงตัวมากกว่าการเติบโตอย่างชัดเจน
ตำแหน่งงานระดับเริ่มต้นน้อยกว่าจำนวนเด็กจบใหม่
ช่วงไตรมาส 4 ปี 2567 ถึงไตรมาส 3 ปี 2568 มีประกาศรับสมัครงานที่ต้องการผู้สำเร็จการศึกษาด้าน Food Science รวม 5,134 ตำแหน่ง แต่จำนวนผู้สำเร็จการศึกษาในปี 2568 มี 3,389 คน แม้ว่าตัวเลขดังกล่าวจะแสดงให้เห็นว่าจำนวนแรงงานที่นายจ้างต้องการ มากกว่าจำนวนผู้สำเร็จการศึกษา จนเป็นที่มาของมุมมองที่คิดว่าแรงงานด้านนี้ขาดแคลน
แต่เมื่อวิเคราะห์เชิงลึกลงไปถึงข้อมูลตำแหน่งงานในระดับเริ่มต้น Entry Level หรือที่มีประสบการณ์ต่ำกว่า 3 ปี จะพบว่ามีเพียง 2,408 ตำแหน่งเท่านั้น ในขณะที่มีผู้จบใหม่ในสาขานี้ 3,389 คน สะท้อนให้เห็นว่า ตลาดแรงงานด้าน Food Science ยังไม่อยู่ในภาวะขาดแคลนแรงงานอย่างชัดเจน
แต่อย่างไรก็ตาม การประเมินดังกล่าวยังมีข้อจำกัดสำคัญ เนื่องจากข้อมูลจากเว็บไซต์ประกาศรับสมัครงานสะท้อนเพียงส่วนหนึ่งของตลาดแรงงานจริง
เรียนยาก งานหนัก ค่าตอบแทนน้อย
ปัญหาสำคัญอีกประการของการผลิตบุคลากรสายนี้ ความนิยมของการเข้าศึกษาต่อลดลง ข้อมูลจากกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) พบว่า จำนวนผู้จบการศึกษาในสาขาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมอาหาร ลดลงอย่างต่อเนื่องทุกปี
โดยตัวเลขปรับลดจาก 4,015 คนในปี 2564 เหลือเพียง 3,389 คนในปี 2568 คิดเป็นสัดส่วนลดลง -15.6% ในระยะเวลา 5 ปี ซึ่งสะท้อนแนวโน้มจำนวนผู้เข้าเรียนสาขา Food Science ที่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ
ข้อมูลของ MyTcas พบว่าค่ามัธยฐานเงินเดือนในสายงาน Food Science อยู่ในระดับต่ำสวนทางกับความยากของหลักสูตรและภาระงานที่ค่อนข้างหนัก อีกทั้งยังต่ำกว่าสาขาที่ใช้ทักษะวิทยาศาสตร์ใกล้เคียงกัน เช่น วิศวกรรมไฟฟ้าและเคมี
ระดับค่าตอบแทนที่ไม่ดึงดูดใจจึงเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้ผู้เรียนหันไปเลือกสาขาอื่นที่ให้ผลตอบแทนทางอาชีพสูงกว่า สะท้อนคำถามสำคัญว่าค่าจ้างที่ต่ำดังกล่าว อาจเชื่อมโยงกับอุปทานแรงงานที่สูงกว่าความต้องการของตลาดหรือไม่?
ข้อมูลของสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ชี้ว่า ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมอาหารกว่า 87.1% หรือ 125,679 ราย เป็นธุรกิจขนาดเล็กมาก (Micro Enterprise) ซึ่งสูงกว่าอุตสาหกรรมอื่น เช่น การขนส่งและสถานที่เก็บสินค้า (49.22%) และการก่อสร้าง (62.34%)
โครงสร้างเช่นนี้ทำให้ผู้ประกอบการส่วนใหญ่มีข้อจำกัดด้านเงินทุนและความสามารถในการจ้างแรงงานทักษะสูง ส่งผลให้ระดับค่าตอบแทนในสาขา Food Science อยู่ในระดับที่ไม่สูง
คำถามคือ...จะทำอย่างไรที่จะไปสู่เป้าหมายที่วางไว้ได้ ในขณะที่ “หัวใจ” สำคัญของอุตสาหกรรมนี้ อยู่ในสภาพ “ไม่ตายแต่ไม่โต”
เมื่อภาพรวมของปัญหาหลักเกิดจากศักยภาพ และกำลังการจ้างงานของอุตสาหกรรมอาหารไทยที่ยังไม่เพียงพอ ส่งผลให้ระดับค่าตอบแทนอยู่ในระดับไม่ดึงดูดใจ ดังนั้น การแก้ปัญหาที่ตรงจุดไม่ใช่การเพิ่มจำนวนผู้เรียนเพียงอย่างเดียว
แต่คือ การยกระดับศักยภาพของอุตสาหกรรมอาหาร เพื่อให้เกิดความต้องการแรงงานทักษะสูงมากขึ้นและสามารถให้ค่าตอบแทนที่เหมาะสมได้ โดยควรดำเนินการตามข้อเสนอ 3 ข้อดังนี้
1.ส่งเสริมให้ผู้ประกอบการรายย่อยเข้าถึงเทคโนโลยีการผลิตสมัยใหม่ มาตรฐานความปลอดภัยอาหาร (GMP/HACCP) การพัฒนาบรรจุภัณฑ์ และเครื่องมือเพิ่มผลิตภาพ ผ่านโครงการสนับสนุนต้นทุน การให้คำปรึกษาเชิงเทคนิค และศูนย์บริการร่วม (Shared Facilities) ในภูมิภาคต่าง ๆ
พร้อมกับการยกระดับความสามารถที่จะช่วยให้ผลิตภาพดีขึ้น ต้นทุนลดลง และรายได้เพิ่มขึ้น ซึ่งส่งผลต่อความสามารถของอุตสาหกรรมในการจ้างแรงงานทักษะสูงด้าน Food Science มากขึ้น
2.ส่งเสริมการทำวิจัยและพัฒนา (R&D) พร้อมกับการขยับจากการรับจ้างผลิตสู่การสร้างแบรนด์ของตนเอง โดยภาครัฐควรสนับสนุนให้ผู้ประกอบการรายย่อยลงทุนด้าน R&D เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ สร้างสินค้าใหม่ที่มีมูลค่าเพิ่ม เมื่อรายย่อยสามารถสร้าง Value Added ได้มากขึ้น จะช่วยให้ภาคอุตสาหกรรมเติบโต ส่งผลให้ความต้องการแรงงานทักษะสูงและค่าตอบแทนเพิ่มขึ้นในระยะยาว
3.พัฒนาโครงการเชื่อมโยงแรงงานสู่ภูมิภาค โดยจัดทำโครงการจับคู่แรงงานสาขา Food Science กับสถานประกอบการในต่างจังหวัด โดยร่วมมือกับสถาบันการศึกษา หน่วยงานท้องถิ่น และสถานประกอบการ เพื่อส่งเสริมการเคลื่อนย้ายแรงงานคุณภาพจากพื้นที่ส่วนกลางสู่จังหวัดที่มีความต้องการสูง ผ่านการจัด Job Matching และโครงการฝึกงานระยะยาว
การดำเนินโครงการลักษณะนี้จะช่วยลดความเสี่ยงขาดแคลนแรงงานในภูมิภาค และกระจายกำลังคนไปยังพื้นที่ที่กำลังเติบโตในอุตสาหกรรมอาหารได้อย่างมีประสิทธิภาพ
หากดำเนินการตามข้อเสนอเหล่านี้จะทำให้เป้าหมายในการการยกระดับศักยภาพของอุตสาหกรรมอาหารไทยเกิดขึ้นได้จริง เป็นเครื่องยนต์สำคัญทางเศรษฐกิจใหม่ของไทยต่อไป





