ปัญญาประดิษฐ์ได้เข้ามาเปลี่ยนโฉมหน้าเศรษฐกิจ สังคม และการดำเนินชีวิตประจำวันอย่างมากในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา องค์กรต่างๆ ไม่อาจยึดติดอยู่กับรูปแบบการบริหารจัดการแบบเก่าอีกต่อไปได้ แต่จำเป็นต้องพัฒนาเข้าสู่องค์กรขั้นถัดไป
หนึ่งในโมเดลองค์กรที่น่าสนใจและมีการพูดกันมาสักระยะคือ “องค์กรสีทีล” (Teal organizations) ที่เน้นการจัดการตนเอง (Self-management) ความเป็นองค์รวมของมนุษย์ (Wholeness) และการมีวัตถุประสงค์ที่วิวัฒน์ไปเอง (Evolutionary purpose)
องค์กรในอดีตเปรียบเหมือนเครื่องจักรกลที่มีโครงสร้างลำดับชั้นชัดเจน ผู้บังคับบัญชาคือผู้สั่งการและผู้ใต้บังคับบัญชาคือฟันเฟืองที่ต้องหมุนไปตามกลไก รูปแบบนี้กำลังเสื่อมพลังลงในยุคเอไอ เพราะเครื่องจักรและอัลกอริทึมสามารถทำงานแทนมนุษย์ได้ดีขึ้นมาก องค์กรที่ปฏิบัติต่อมนุษย์เหมือนชิ้นส่วนของเครื่องจักรจะทำให้ พลังสร้างสรรค์และความหมายในการทำงานก็จะค่อยๆ ถูกกัดกร่อนลง
การจัดการองค์กรแบบสีทีลเป็นโมเดลที่เปิดพื้นที่ให้มนุษย์กลับมาเป็นมนุษย์ที่แท้จริงอีกครั้ง ไม่ใช่เป็นเพียง “ทรัพยากรบุคคล” (Human Resource) หรือ “ทุนมนุษย์” (Human Capital) ที่มองมนุษย์เป็น ทรัพยากรหรือเป็นทุนที่ต้องใช้ให้คุ้มค่ากับเงินเดือน
การเปลี่ยนผ่านนี้จะช่วยให้เกิด ความเท่าเทียม (Equality) การลดลำดับชั้นที่กดทับ และการให้อำนาจกับทีมเล็กๆ ที่สามารถตัดสินใจได้เอง มีกรณีศึกษาของ Buurtzorg องค์กรบริการดูแลสุขภาพในชุมชน ในประเทศเนเธอร์แลนด์
ซึ่งเป็นตัวอย่างโดดเด่นของการบริหารตนเองโดยไม่มีผู้จัดการ แต่ทีมพยาบาลอิสระเป็นทีมที่บริหารตนเอง (Self-managing teams) พยาบาลทุกคนร่วมกันดูแลผู้ป่วยด้วยความเข้าใจและศักดิ์ศรี ส่งผลให้ทั้งคุณภาพการรักษาและความพึงพอใจสูงขึ้นอย่างที่ระบบราชการแบบเก่าไม่สามารถทำได้
เมื่อข้อมูลไหลเวียนรวดเร็วและการตัดสินใจต้องอาศัยความรู้เฉพาะจุด การรวมศูนย์อำนาจไว้ที่ยอดพีระมิดกลายเป็นข้อจำกัด การกระจายอำนาจ (Decentralization) ไม่เพียงแต่ทำให้องค์กรยืดหยุ่นขึ้น แต่ยังปลดล็อกศักยภาพของคนที่อยู่แนวหน้า
ความอิสระ (Freedom) ก็เป็นอีกหนึ่งคุณค่าที่สำคัญ เมื่อเอไอสามารถวิเคราะห์ จัดการ และสั่งการได้อย่างแม่นยำมากขึ้นเรื่อยๆ สิ่งที่มนุษย์ยังคงมีเหนือกว่าคือ เสรีภาพในการตีความและการสร้างสรรค์ การให้อิสระแก่คนทำงานไม่ใช่ความไร้ระเบียบ
แต่คือ การมีโครงสร้างแบบใหม่ที่เปิดทางให้ทุกคนใช้วิจารณญาณและความคิดสร้างสรรค์ของตนอย่างเต็มที่ โดยมีกระบวนการปรึกษาหารือ (Advice process) เป็นกลไกตัดสินใจร่วมแทนการสั่งจากเบื้องบน ซึ่งช่วยให้การตัดสินใจเกิดขึ้นเร็วขึ้น แต่ก็ยังมีความรอบคอบจากการฟังหลายมุมมอง
สิ่งนี้จะกลายเป็นหัวใจในการอยู่รอดขององค์กรในยุคเอไอ เพราะการตอบสนองต่อสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลันไม่อาจพึ่งพาเพียงผู้นำไม่กี่คนได้อีกต่อไป
อย่างไรก็ตาม อิสระโดยปราศจากวินัยอาจนำไปสู่ความโกลาหล ดังนั้นสิ่งที่ต้องมาควบคู่กันคือ การบังคับตนเอง (Self-discipline) แนวคิดขององค์กรแบบใหม่ไม่ใช่การไร้ผู้บังคับบัญชาโดยสิ้นเชิง แต่คือการสร้างวัฒนธรรมที่ทุกคนรับผิดชอบต่อการตัดสินใจและการกระทำของตนเอง เหมือนระบบนิเวศทางธรรมชาติที่แต่ละส่วนต่างทำหน้าที่ของมันอย่างสอดประสาน โดยไม่ต้องมีใครคอยสั่ง
ทุกทีมและทุกบุคคลต้องมีความตระหนักรู้ มีความสามารถในการบริหารจัดการตนเอง และรู้ว่าทิศทางร่วมขององค์กรคืออะไร เอไอสามารถเป็นเครื่องมือช่วยเสริม เช่น วิเคราะห์ข้อมูล เตือนความเสี่ยง หรือช่วยจัดลำดับความสำคัญ แต่ไม่ใช่ผู้ควบคุมที่ทำให้มนุษย์สูญเสียอำนาจตัดสินใจ
ในแง่ของผู้นำ รูปแบบผู้นำแบบใหม่ไม่ใช่ผู้นำที่ยืนอยู่เหนือใคร แต่เป็น ผู้นำในเครือข่าย (Network leader) เป็นผู้ประสาน พี่เลี้ยง และผู้สร้างสภาวะแวดล้อมที่เอื้อให้ทุกคนแสดงศักยภาพได้เต็มที่ ผู้นำเช่นนี้ยอมรับว่าตนเองไม่จำเป็นต้องรู้คำตอบทั้งหมด แต่เป็นคนที่ฟัง ไว้วางใจ และปล่อยให้องค์กรวิวัฒน์ไปตามธรรมชาติของมัน
การนำในยุคเอไอไม่ใช่การควบคุมแต่เป็นการสร้างพื้นที่ที่ปลอดภัยและเอื้อต่อการทดลอง ผิดพลาด และเรียนรู้ร่วมกัน (Collective learning)
องค์กรที่ยึดหลักเท่าเทียม อิสระ และการบังคับตนเองสะท้อนคุณค่าของ ความเป็นองค์รวม (Wholeness) เปิดโอกาสให้คนทำงานไม่ต้องใส่หน้ากากความเป็นมืออาชีพ (Professional self) แบบแคบๆ แต่สามารถนำทั้งความรู้สึก ความคิดสร้างสรรค์ และตัวตนที่แท้จริง เข้ามาในที่ทำงานได้ ช่วยให้การทำงานมีความหมายมากขึ้น และเชื่อมโยงมนุษย์เข้าด้วยกัน
เมื่อเอไอกำลังลดช่องว่างระหว่างคนกับเครื่องจักร การรักษาความเป็นมนุษย์ด้วยการยอมรับความเปราะบาง ความรู้สึก และความสัมพันธ์ จะเป็นพลังที่องค์กรแบบใหม่ต้องให้ความสำคัญ
สิ่งที่องค์กรในยุคเอไอควรมุ่งไปให้ได้คือการตระหนักว่าองค์กรมีวัตถุประสงค์ที่วิวัฒน์ไปเอง ไม่ใช่แค่เป้าหมายทางเศรษฐกิจหรือการเติบโตเชิงปริมาณ แต่คือ การมุ่งสร้างคุณค่าให้แก่สังคม สิ่งแวดล้อม และชีวิตมนุษย์โดยรวม การมีเอไอเป็นเครื่องมือทำให้คนทำงานและองค์กรสามารถฟังสัญญาณอนาคตจากโลกได้ละเอียดขึ้น เข้าใจความต้องการที่แท้จริงของผู้คนและโลกใบนี้ได้มากขึ้น
หากเปรียบเทียบกับสัญลักษณ์ ผู้นำและองค์กรแบบใหม่ในยุคเอไออาจไม่ใช่ปราสาทสูงที่มีหอคอยสำหรับผู้นำ แต่คือโต๊ะกลมแบบในตำนานคิงอาร์เธอร์ (King Arthur) ที่ทุกคนมีที่นั่งเท่าเทียมกัน ไม่มีใครอยู่สูงกว่าใครและทุกเสียงล้วนมีความหมาย บนโต๊ะกลมแห่งนี้ผู้นำ มนุษย์แต่ละคนและเอไอไม่ได้เผชิญหน้าในฐานะคู่แข่ง หากแต่เป็นพันธมิตรที่ร่วมกันสร้างอนาคตใหม่ร่วมกัน





