background-default

วันพฤหัสบดี ที่ 5 กุมภาพันธ์ 2569

Login
Login

Power of Powerless แสดงพลังวันกาบัตร

Power of Powerless แสดงพลังวันกาบัตร

สุนทรพจน์ของ “มาร์ก คาร์นีย์” นายกรัฐมนตรีแคนาดา ในการประชุมเวิลด์ อีโคโนมิก ฟอรัม 2026 ที่เมืองดาวอส ประเทศสวิตเซอร์แลนด์เมื่อมกราคมที่ผ่านมา

สร้างความฮือฮาในวงประชุมและทั่วโลกในยามที่ขั้วอำนาจในโลกกำลังแตกออกเป็นเสี่ยงจากนโยบายของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ 

ในสุนทรพจน์นั้นนายกฯ แคนาดาอ้างอิงข้อเขียนทางการเมืองเรื่อง Power of Powerless ของ Vaclav Havel ในปี 2521 ที่กล่าวว่าการที่ระบอบใดจะมีอำนาจอย่างถาวรนั้นมาจากการที่คนเล็กคนน้อยทั้งหลายยอมที่จะรับหรืออยู่ภายใต้อำนาจนั้น

โดยกระทำสิ่งซ้ำๆ ที่โดนสั่งให้ทำโดยไม่มีปากมีเสียง การสยบยอมของคนเล็กคนน้อยที่ไร้อำนาจ ทำให้ผู้มีอำนาจหรือระบอบบางอย่างยังคงยืนผงาดอยู่ได้ โดยปราศจากการตั้งคำถามหรือการต่อต้านใดๆ

นายกฯ แคนาดาบอกว่าในภาวะที่ระเบียบโลกเปลี่ยนไปอย่างที่เรียกว่าถูกทำลายแบบแตกหัก ไม่ใช่เปลี่ยนแบบมีพัฒนาการ ประเทศต่างๆ ทั้งกลางและเล็กจะต้องลุกขึ้นมาผนึกกำลังเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลง ไม่ใช่ก้มหน้าก้มตายอมรับชะตากรรมที่ถูกขีดเส้นจากมหาอำนาจ

สุนทรพจน์อันทรงพลังนี้น่าจะทำให้ประเทศทั้งหลายหันมาพิจารณาการสร้างกลุ่มก้อนพันธมิตรกันใหม่ เริ่มส่งเสียงให้ดังมากขึ้น และรวมพลังกันมากขึ้น ไม่รับสภาพที่ต้อง “เชื่อง” หรือสยบยอมต่อความต้องการของมหาอำนาจ ที่วันนี้เห็นแล้วว่ากระทำการโดยปราศจากความชอบธรรมที่ค้านสายตาคนทั้งโลก

เหลียวกลับมาดูประเทศไทยในวันที่กำลังก้าวสู่การเลือกตั้งครั้งสำคัญในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 บทเรียนที่ผ่านๆ ควรจะเป็นบทเรียนสำคัญให้ประชาชนทั้งหลายที่ถือว่าเป็นกลุ่ม Powerless แสดงพลังให้เป็นที่ประจักษ์เพื่อสร้างการเมืองใหม่ที่บริสุทธิ์และที่ควรจะเป็น

หลังจากที่ประเทศไทยติดหล่มและล้าหลังมาเกือบ 20 ปีที่น่าจะเรียกว่าเป็น 2 ทศวรรษที่สูญหายจากนักเลือกตั้งและกลุ่มอำนาจอื่นๆ ที่เล่นเกมโดยอ้างประชาชนเป็นตัวประกัน

การเลือกตั้งคราวนี้ถึงเวลาที่ประชาชนไทยจะต้องทำให้นักการเมืองทั้งหลายประจักษ์ว่า Powerless อย่างประชาชนธรรมดาสามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงและสั่งสอนนักการเมืองไร้จริยธรรมที่นำพาบ้านเมืองไปสู่ปากเหวแห่งหายนะได้ ตราบใดที่เราไม่ก้มหน้าก้มตาทำสิ่งเดิม

ประการแรก ปฏิเสธการซื้อสิทธิขายเสียงทุกรูปแบบ ในขณะที่นักการเมืองบางกลุ่มพยายามจะซื้อสิทธิ ประชาชนต้องยืนยันที่จะไม่ขายเสียงของตัวเอง เพราะการยอมรับเงินจากนักการเมืองย่อมหมายถึงการยอมที่จะลดทอนคุณค่าของตัวเอง เงินที่นักการเมืองจ่ายไปเพียงเล็กน้อยเทียบไม่ได้กับการทุจริตคอร์รัปชันที่จะตามมาจากการถอนทุนคืน 

ประชาชนที่ไร้อำนาจจะต้องทนกับถนนที่ไร้คุณภาพ ทำเสร็จไม่เท่าไรก็เป็นหลุมเป็นบ่อ สิ่งก่อสร้างที่ไร้คุณภาพจนเป็นเหตุทำให้คนเสียชีวิตมากมาย การผลาญงบประมาณกับเรื่องที่ไม่ถูกต้องทั้งที่ควรจะนำกลับมาสร้างชีวิตที่ดีให้กับประชาชนและลูกหลาน การปฏิเสธการซื้อสิทธิขายเสียงทุกรูปแบบคือการทำให้เสียงของ Powerless ดังชัดว่าเราไม่ต้องการการเมืองแบบเก่าอีกต่อไป

ประการที่สอง ปฏิเสธนักเลือกตั้งที่มีประวัติด่างพร้อย ต้องไม่ให้การเมืองกลายเป็นเครื่องมือ “ฟอกขาว” ให้นักการเมืองและบรรดาวงศ์วานว่านเครือทั้งหลาย ปฏิเสธผู้สมัครที่เกี่ยวข้องกับเรื่องสีหม่นๆ สีเทา และสีดำ รวมทั้งการประพฤติผิดศีลธรรมจริยธรรมใดๆ

ประชาชนในท้องถิ่นย่อมรู้ดีอย่างยิ่งว่าใครเป็นใคร ลูกหลานใคร และทำอะไรไว้บ้างในท้องถิ่น จะได้ไม่ต้องเจ็บปวดใจที่ปล่อยให้คนที่มีชนักติดหลัง มีเบื้องหลังสกปรกกลายเป็นสมาชิกผู้ทรงเกียรติอยู่ในสภา

ประการที่สาม ปฏิเสธผู้สมัครที่ไร้คุณภาพและความสามารถ ตรวจสอบให้แน่ใจก่อนการลงคะแนนว่าผู้สมัครมีความสามารถอย่างแท้จริง ไม่ใช่คิดจะก้าวเข้ามาในการเมืองโดยอาศัยร่มเงาของใคร บทเรียนในอดีตมีให้เห็นแล้ว คนไทยจึงไม่ควรจะพลาดในเรื่องนี้อีก

เพราะเราไม่ต้องการเพียงผู้แทนราษฎรที่เข้าไปนั่งเฉยๆ ไม่เคยมีปากมีเสียงหรือคิดจะผลักดันสิ่งที่เป็นประโยชน์ในสภา ขณะที่รับค่าตอบแทนและประโยชน์มากมายจากภาษีของราษฎร พิถีพิถันและใช้เวลาตรวจสอบก่อนการลงคะแนนว่าผู้สมัครมีความรู้และประสบการณ์เพียงพอที่จะเป็นตัวแทนของเราหรือไม่

ประการที่สี่ ปฏิเสธการเมืองแบบบ้านใหญ่ เพราะที่ผ่านมาพิสูจน์แล้วว่าบ้านใหญ่ไม่ได้ทำให้การเมืองไทยดีขึ้น เป็นเพียงความพยายามที่จะรักษาอำนาจของตัวเองให้ยาวนานด้วยการสร้างอิทธิพลและระบบอุปถัมภ์ที่แข็งแกร่ง

บ้านใหญ่ส่วนใหญ่ไม่มีอุดมการณ์ทางการเมืองใดๆ เพียงแต่พยายามทำให้ขุมข่ายอำนาจของตัวเองเติบโตเพื่อการต่อรองเก้าอี้ พร้อมที่จะย้ายไปรวมพวกกับใครก็ได้โดยไม่สนใจว่าจะมีอุดมการณ์เดียวกันหรือไม่ 

บ้านใหญ่ยังพยายามสร้างทายาททางการเมืองโดยไม่สนใจว่าคนเหล่านั้นจะมีความสามารถเพียงพอหรือไม่ ตราบใดที่การเมืองยังเป็นระบบบ้านใหญ่ที่เดี๋ยวนี้ยังมีบ้านใหญ่ของบ้านใหญ่ซ้ำเข้าไปอีก ตราบนั้นโครงสร้างอำนาจทางการปกครองของประเทศจะบิดเบี้ยวไม่สิ้นสุด

เราควรจะหลุดพ้นจากระบบบ้านใหญ่ที่มักจะโฆษณาว่า “ใจถึงพึ่งได้” เพราะนั่นเป็นการประจานว่าสังคมไทยสยบยอมให้กับจ้าวพ่อและระบบอุปถัมภ์ที่ไม่มีทางจะทำให้สังคมสะอาดบริสุทธิ์ได้

สุดท้าย ปฏิเสธนโยบายที่เลื่อนลอย ขาดความเป็นไปได้ หรือนโยบาย too good to be true เพราะเป็นเพียงนโยบายเฉพาะหน้าเพื่อแลกเปลี่ยนกับคะแนนเสียงอย่างไร้ความรับผิดชอบเท่านั้น นโยบายประชานิยมแบบลด แลก แจก แถม ชิงรางวัล ทำให้หลายประเทศพังพินาศมาแล้ว อย่าให้เหตุการณ์นั้นเกิดในประเทศไทยเพราะคนที่รับกรรมคือลูกหลานเราที่ไม่ได้รับรู้กับการเลือกของเราในวันนี้

ปัญหาของประเทศไทย ไม่ใช่อยู่ที่ประชาชนไม่มีพลัง หากแต่คนส่วนใหญ่เชื่อว่า “เลือกใครก็เหมือนๆ กัน” “พูดไปก็เท่านั้น” หรือ “ปลอดภัยเอาไว้ดีกว่าไม่ใช่เรื่องของเรา” หากไม่ต้องการเห็นประเทศถดถอยไปกว่านี้ คนไทยต้องตระหนักตั้งมั่นที่จะไม่ยอมก้มหัวเพื่อเป็นกลุ่มคน Powerless ที่ไม่เห็นความสำคัญของตัวเอง 

ต้องมั่นใจว่าเมื่อ Powerless ลุกขึ้นมารวมพลังกันปฏิเสธสิ่งที่ไม่ถูกต้อง เราสามารถสร้างการเมืองที่ดีขึ้น รัฐบาลที่ดีขึ้น ขจัดนักการเมืองที่ไร้คุณภาพได้ โปรดเชื่อในพลังของตัวเองก่อนกาบัตรลงคะแนนวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 เพื่อเราจะได้เห็นอนาคตและเพื่อจะไม่เป็น Powerless แบบสยบยอมอีกต่อไป