วันอังคาร ที่ 3 มีนาคม 2569

Login
Login

ทรัมป์จะยึดกรีนแลนด์ | อาหารสมอง

ทรัมป์จะยึดกรีนแลนด์ | อาหารสมอง

เมื่อได้ยินเรื่องประธานาธิบดีทรัมป์สนใจเป็น “เจ้าของ Greenland (กรีนแลนด์)" ทำให้นึกถึงเรื่องเล่าของฝรั่งที่ได้ยินมานานว่า เมื่อประมาณ 1,000 ปีก่อนตอนที่ไวกิ้งเริ่มบุกยุโรปตอนเหนือ

และพบเกาะใหญ่มากที่มีแต่น้ำแข็งกับอีกเกาะเล็กซึ่งอยู่ห่างกันไม่มากนัก เมื่อไปตั้งรกรากที่เกาะเล็กที่อุดมสมบูรณ์กว่ามากแล้ว พวกเขาตั้งชื่อมันว่า Iceland (ไอซ์แลนด์ แดนแห่งน้ำแข็ง) และเรียกเกาะใหญ่ว่า Greenland (แดนแห่งสีเขียว) เพื่อหลอกเผ่าพันธุ์อื่นไม่ให้มาสนใจและรุกรานตนโดยหลอกให้ไปสนใจกรีนแลนด์เพราะชื่อแทน

ดินแดนขั้วโลกเหนือเรียกกันว่า ดินแดนอาร์กติก (Arctic) กลุ่มประเทศที่โดดเด่นในบริเวณนี้คือ กลุ่ม Scandinavia อันประกอบด้วย Denmark / Norway / Sweden และเมื่อรวม Iceland และ Finland เข้าไปด้วยก็เรียกว่า Nordic Countries ดังนั้น Greenland และ Faroe Islands ซึ่งเป็นดินแดนที่ขึ้นอยู่กับ Denmark จึงถือว่าอยู่ในทั้งสองกลุ่มด้วย

เหตุใดจู่ๆ ทรัมป์ “จักรพรรดิแห่งการสร้างความปั่นป่วนในโลก” จึงประกาศว่าสหรัฐอยากได้กรีนแลนด์มาเป็นส่วนหนึ่งอย่างช็อกชาวโลก เช่นเดียวกับที่เขาต้องการแคนาดามาเป็นรัฐที่ 51 ของสหรัฐ ขอกล่าวถึงความเป็นมาและสถานะของกรีนแลนด์ก่อนและจะกล่าวถึงการต้องการกรีนแลนด์ภายหลัง

่กรีนแลนด์ถือได้ว่าเป็นแดนลึกลับที่ชาวโลกไม่คุ้น ทั้งที่เป็นเกาะที่ใหญ่ที่สุดในโลก ตั้งอยู่ทิศตะวันออกเฉียงเหนือของแคนาดา ชิดขั้วโลกเหนือและทอดยาวลงมา (ผมเอาลูกโลกจำลองมาตั้งไว้ข้างหน้าขณะกำลังเขียนเพราะไม่ไว้ใจแผนที่โลกแบบแสดงพื้นที่แบน ๆ 2 มิติ ซึ่งบิดเบือนตำแหน่งและขนาดพื้นที่)

มีพื้นที่ 2.1 ล้านตารางกิโลเมตร ออสเตรเลียซึ่งเป็นเกาะแต่นับเป็นทวีป (7.6) จีน (9.6) รัสเซีย (17.1) สหรัฐ (9.8) แคนาดา(9.9) (ไทยประมาณ 500,000 ตารางกิโลเมตร)

กรีนแลนด์มีประชากร 56,000 คน ส่วนใหญ่คือชาว Inuit (ออกเสียงว่า “อิน-นู-วิด ชื่อเดิมคือ Eskimo มีการเปลี่ยนแปลงชื่อเดิมซึ่งถือว่าดูถูกในหลายประเทศในทศวรรษ 80-90) กรีนแลนด์เป็นดินแดนปกครองตนเองภายใต้ Denmark และมีทรัพยากร เช่น แร่เหล็ก ยูเรเนียม น้ำมัน และก๊าซ ตลอดจนแร่ธาตุหายากอยู่มาก

รายได้ส่วนใหญ่มาจากการประมงและการท่องเที่ยว ได้รับเงินสนับสนุนจาก Denmark และมีระบบสวัสดิการที่ดีตามแบบฉบับของประเทศ Nordic ทั้งหลาย

ที่จริงสหรัฐมีความสัมพันธ์กับกรีนแลนด์มายาวนานพอควร สหรัฐสนใจกรีนแลนด์มาตั้งแต่กลาง ค.ศ. 1800 โดยมองว่าการควบคุมกรีนแลนด์จะช่วยให้มีความมั่นคงในเส้นทางการค้าทางเรือของโลกในบริเวณอาร์กติก

ถึงแม้ว่าจะอยู่ไกลจากสหรัฐมากพอควรเนื่องจากแคนาดาขวางกั้นอยู่ ในอดีตสหรัฐเคยขอซื้อระหว่างศตวรรษที่ 19 แต่ไม่มีการตกลงกัน 

สหรัฐคุ้นเคยกับการได้ดินแดนจากการยึดครองและซื้อ ก่อนหน้านี้ซื้อรัฐ Louisiana จากฝรั่งเศสใน ค.ศ. 1803 ในราคา 15 ล้านเหรียญ (ทำให้ตอนนั้นสหรัฐมีพื้นที่เพิ่มขึ้นอีกเท่าตัว) และซื้อ Alaska จากรัสเซียใน ค.ศ. 1867 ในราคา 7.2 ล้านเหรียญ (ทุกวันนี้รัสเซียสะอื้นเพราะมีทั้งทองคำ น้ำมัน และก๊าซธรรมชาติ มีทำเลที่ตั้งทางการทหารที่สำคัญ อีกทั้งมีทรัพยากรประมงและทรัพยากรธรรมชาติอื่นๆอีกมากมาย)

สหรัฐปรากฏตัวในกรีนแลนด์ระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง ระหว่าง ค.ศ. 1941-1945 เมื่อเดนมาร์กถูกยึดครองโดยนาซี แต่สหรัฐก็ใช้การทูตเจรจาสร้างสนามบิน ท่าเรือ ฐานทัพที่มีทหารประจำการเป็นพันนาย โดยครั้งหนึ่งมีจำนวนถึง 1 ใน 4 ของประชากร กรีนแลนด์ไม่มีบทบาทมากนักเพราะความหนาวและความห่างไกลไม่ดึงดูดความสนใจและไม่มีการสู้รบ

ต่อมาในยุคสงครามเย็นตอนต้น (1946-1996) สหรัฐเสนอซื้อกรีนแลนด์จากเดนมาร์กด้วยทองคำมูลค่า 100 ล้านเหรียญ แต่เดนมาร์กปฏิเสธ แต่ก็ยอมให้สหรัฐมีบทบาททางทหารอยู่ต่อไป

ในเวลาต่อมาเมื่อสหรัฐและเดนมาร์กลงนามในสนธิสัญญา NATO ป้องกันประเทศ จึงยอมให้สหรัฐมีบทบาททางทหารเพิ่มมากขึ้น มีการสร้างอาคารและมีอุปกรณ์ทหารเพื่อความมั่นคง มีทหารประจำการและมีสถานีเรดาร์เพื่อตรวจสอบการเคลื่อนไหวของเครื่องบินทิ้งระเบิดปรมาณูตลอดจนขีปนาวุธของรัสเซีย และเรื่องอวกาศ เนื่องจากอยู่ใกล้กับทางเหนือของรัสเซียในบริเวณขั้วโลกอาร์กติก 

ฐานทัพของสหรัฐนี้เป็นที่รู้จักกันโดยมีชื่อว่า Pituffik Space Base อันมีบทบาทสำคัญยิ่งสำหรับการตรวจจับอาวุธทางอากาศจากรัสเซียในยุคสงครามเย็น ครั้งหนึ่งมีทหารประจำการอยู่ถึง 10,000 คน จนกล่าวได้ว่าเป็นฐานที่ตั้งทางทหารที่สำคัญยิ่งของสหรัฐในบริเวณอาร์กติก

ในยุคหลังสงครามเย็นตั้งแต่ 1990- 2000 หลังจากที่สหภาพโซเวียตล่มสลาย บทบาททางทหารของสหรัฐในกรีนแลนด์ก็ลดลง แต่ความร่วมมือก็ยังมีต่อไปเพราะเป็นกลไกที่สำคัญในการตรวจจับและตรวจสอบดังที่เคยเป็นมา

ในช่วงปี 2000 เป็นต้นมา กรีนแลนด์มีความสำคัญขึ้นอีกครั้งเนื่องจากเกิด Arctic Geopolitics ขึ้น เมื่อภูเขาน้ำแข็งละลายมากขึ้นอันเนื่องจาก Climate Change จึงเกิดเส้นทางเดินเรือสินค้าใหม่ๆ รัสเซียมีกิจกรรมทางทหารในบริเวณนี้มากขึ้น และจีนแสดงความสนใจในการสร้างโครงสร้างพื้นฐาน สหรัฐจึงมองว่ากรีนแลนด์เป็นกุญแจสำคัญที่จะติดตามดูแลการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้

เงื่อนไขเช่นนี้เปิดโอกาสให้ทรัมป์หาประโยชน์เพื่อการเมืองภายในประเทศ ในปี 2019 เขาเริ่มพูดถึงการซื้อกรีนแลนด์และต่อมาพูดไปถึงว่าอาจใช้กำลังทหารยึดเอามาเป็นของสหรัฐ ความตึงเครียดด้านการทูตจึงเกิดขึ้นทันที คนกรีนแลนด์ออกมาต่อต้านเต็มที่และอยู่ในช่วงที่ต้องการอิสรภาพในการตัดสินใจด้วยตนเองมากขึ้นด้วย

ทรัมป์พูดจาก้าวร้าวในเรื่องการได้กรีนแลนด์มาครอบครองมากขึ้นเพื่อเอาใจ ชาว MAGA (Make-America-Great-Again) ซึ่งมีอยู่ประมาณ 1 ใน 4 ของประชากรและเป็นฐานเสียงสำคัญของเขา พวกนี้สนับสนุนเพราะมองว่าเป็นประโยชน์ของสหรัฐเนื่องจาก “สหรัฐต้องมาก่อน” แต่จากการสำรวจพลเมืองอเมริกาจำนวนท่วมท้นถึง 85% ไม่เห็นด้วยกับการใช้กำลังทหารยึดกรีนแลนด์

การแสดงความเห็นและมีการกระทำต่างๆ ที่ก้าวร้าว อีกทั้งไม่ให้เกียรติผู้นำคนอื่นของทรัมป์ อาจได้คะแนนเสียงในประเทศแต่ในระดับระหว่างประเทศแล้วทำให้ภาพลักษณ์ของสหรัฐตกต่ำ ทรัมป์อาจไม่สนใจเพราะเขารู้ดีว่ายามที่ประเทศมีสงครามกับประเทศอื่นๆ แล้ว ความนิยมของคนอเมริกันต่อประธานาธิบดีจะพุ่งขึ้นทุกทีหรือไม่ลดลง (การบุกเวเนซุเอลาเป็นตัวอย่าง )

เป็นไปได้ไหมว่าเขาคิดไกลไปถึงต้นปี 2029 ที่จะหมดวาระและเป็นประธานาธิบดีอีกต่อไปไม่ได้ แต่หากประเทศติดพันกับสงครามมากก็อาจมีการขอแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เป็นต่อได้เป็นสมัยที่ 3 (คล้ายกับกรณีของประธานาธิบดีรูสเวลต์ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่เป็นได้ถึง 3 สมัย ถึงแม้สองเหตุการณ์จะมีเงื่อนไขที่แตกต่างกันมาก) 

การคิดฝันเช่นนี้ของคนแก่บ้าอำนาจที่ไม่อยู่ในร่องในรอย ไร้ทั้งคุณธรรมและจริยธรรม ดำเนินนโยบายเพื่อชดเชยข้อด้อยทางจิตวิทยาส่วนตัว เหตุใดจะเป็นไปไม่ได้ อย่าลืมว่าการฝันหวานอย่างไร้สาระและไร้ความเป็นไปได้เช่นนี้เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่าในประวัติศาสตร์ของเหล่าบรรดาเผด็จการในโลก