วันอังคาร ที่ 3 มีนาคม 2569

Login
Login

นโยบายรัฐบาลดิจิทัล ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่ทำให้สำเร็จไม่ง่าย

นโยบายรัฐบาลดิจิทัล ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่ทำให้สำเร็จไม่ง่าย

เลือกตั้งรอบนี้หลายพรรคการเมืองพยายามนำเสนอนโยบายในการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาช่วยปฏิรูปการทำงานภาครัฐในรูปแบบต่างๆ เช่น การให้บริการประชาชนโดยการรวมทุกบริการของรัฐในแพลตฟอร์มเดียว การเปิดข้อมูลภาครัฐเพื่อสร้างความโปร่งใส การเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงานต่างๆ การใช้ AI เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและความโปร่งใสของรัฐ การใช้ AI เพื่อยกระดับชีวิตประชาชน

สำหรับผมทั้งหมดนี้ คือการปฏิรูประบบราชการด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล ผลักดันให้เป็นรัฐบาลดิจิทัล (Digital Government) โดยการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและข้อมูลเป็นกลไกในการเปลี่ยนแปลงวิธีการทำงานของภาครัฐทั้งระบบ ตั้งแต่การออกแบบนโยบาย การให้บริการประชาชน การบริหารงบประมาณ ไปจนถึงการสร้างความโปร่งใสและการมีส่วนร่วมของประชาชน จึงกล่าวได้ว่ารัฐบาลดิจิทัลคือ

โครงสร้างพื้นฐานเชิงสถาบันที่จะกำหนดว่าประเทศจะสามารถทำ Digital Transformation และปฏิรูประบบราชการได้จริงหรือไม่

ผมติดตามเรื่อง “รัฐบาลดิจิทัล” มาตั้งแต่ช่วงที่ประเทศไทยเริ่มวางแผนยุทธศาสตร์ดิจิทัลเมื่อหลายปีก่อน และได้เห็นพัฒนาการในหลายมิติ ทั้งด้านกฎหมาย แพลตฟอร์ม และนโยบายต่างๆ ที่ออกมาอย่างต่อเนื่อง จนถึงวันนี้คงต้องยอมรับว่าประเทศไทยมีความก้าวหน้าในระดับหนึ่ง แต่ก็ยังมีช่องว่างและอุปสรรคที่ต้องก้าวข้ามอีกมาก หากเราต้องการให้รัฐบาลดิจิทัลเป็นเครื่องมือในการปฏิรูประบบราชการอย่างแท้จริง

ในรอบ 8-10 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยมียุทธศาสตร์ด้านนี้ในหลายเรื่อง เรามีแผนพัฒนารัฐบาลดิจิทัลของประเทศไทย พ.ศ. 2566-2570 ด้านกฎหมายก็มี พ.ร.บ.การบริหารงานและการให้บริการภาครัฐผ่านระบบดิจิทัล พ.ศ. 2562 ที่กำหนดให้หน่วยงานรัฐต้องให้บริการผ่านระบบดิจิทัล เชื่อมโยงข้อมูลระหว่างกัน และห้ามเรียกเอกสารที่รัฐออกเองจากประชาชน รวมถึง พ.ร.บ.การปฏิบัติราชการทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. 2565 ที่รับรองให้ธุรกรรมดิจิทัลกับหน่วยงานรัฐมีผลถูกต้องตามกฎหมาย

ด้านการพัฒนาเทคโนโลยีเราก็มีแพลตฟอร์มระบบ GDX ที่เป็นศูนย์กลางแลกเปลี่ยนข้อมูลภาครัฐ เชื่อมต่อหน่วยงานรัฐกว่าสองร้อยแห่ง รวมถึง BDEX หรือ Business Data Exchange ที่เชื่อม 155 หน่วยงาน และช่วยประหยัดต้นทุนให้ประชาชนและภาคธุรกิจเป็นจำนวนมาก นอกจากนี้ยังมีแอปพลิเคชัน “ทางรัฐ” ที่พยายามรวมบริการภาครัฐไว้ในที่เดียว ซึ่งหากดูจากดัชนีพัฒนารัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ (EGDI) ของสหประชาชาติปี 2024 ประเทศไทยอยู่ในอันดับที่ 52 จาก 193 ประเทศทั่วโลกและครองอันดับ 2 ของอาเซียน

นโยบายต่างๆ ที่พรรคการเมืองเสนอมาอาจไม่ใช่เรื่องใหม่ หลายเรื่องมีอยู่ในแผนงานอยู่แล้ว แต่ที่ผ่านมามีปัญหาและอุปสรรคหลายอย่างที่ทำให้รัฐบาลดิจิทัลยังไม่สามารถปฏิรูประบบราชการ หรือเปลี่ยนแปลงชีวิตประชาชนได้อย่างที่ควรจะเป็น ปัญหาแรกที่เห็นชัดคือ ระบบราชการยังทำงานแบบไซโล แต่ละหน่วยงานยังคงทำงานแยกส่วน ต่างคนต่างพัฒนาระบบของตัวเอง ข้อมูลไม่เชื่อมกัน ประชาชนจึงยังต้องดาวน์โหลดหลายแอปเพื่อทำธุรกรรมต่างกัน ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเสียดายมาก

ปัญหาที่สองคือ กฎหมายและระเบียบที่ขัดแย้งกัน แม้จะมีกฎหมายหลักที่ดี แต่กฎหมายลูกและระเบียบอื่นๆ อีกมากยังบังคับใช้เอกสารกระดาษ และลงลายมือชื่อในเอกสารกระดาษ รวมถึงขั้นตอนที่ไม่เอื้อต่อการให้บริการดิจิทัล ที่สำคัญคือเจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติการยังกังวลว่าหน่วยงานตรวจสอบอาจไม่ยอมรับหลักฐานดิจิทัล จึงยึดติดกับวิธีการแบบเดิม

ปัญหาที่สามคือ เรื่องทักษะดิจิทัลและวัฒนธรรมองค์กร ภาครัฐขาดแคลนบุคลากรดิจิทัลเพราะผู้มีความสามารถมักไหลออกสู่เอกชนที่ค่าตอบแทนสูงกว่า หลายหน่วยงานจึงต้องจ้างภายนอกมาพัฒนาระบบ ซึ่งทำให้ข้าราชการไม่ได้พัฒนาทักษะ และยิ่งวัฒนธรรมราชการที่เน้นการไม่ผิดพลาดมากกว่าการลองทำสิ่งใหม่ ก็ยิ่งทำให้เจ้าหน้าที่ไม่กล้าเปลี่ยนแปลง

ปัญหาที่สี่คือเรื่องงบประมาณ ระบบงบประมาณไอทีเป็นแบบกระจายและเป็นงบรายปี ทำให้เกิดการลงทุนซ้ำซ้อน บางหน่วยงานมีงบสร้างระบบแต่ไม่มีงบดูแลรักษา และโครงการดิจิทัลที่ต้องใช้เวลาหลายปีก็ประสบปัญหาความไม่ต่อเนื่อง

ปัญหาสุดท้ายคือ นโยบายไม่ต่อเนื่องตามการเปลี่ยนรัฐบาล แม้จะมีแผนระยะยาว แต่ทุกรัฐบาลก็มักจะมีโครงการใหม่ของตัวเอง ทำให้เกิดความซ้ำซ้อนและการลงทุนระยะยาวบางด้านถูกเลื่อนออกไป

ดังนั้น หากรัฐบาลใหม่ต้องการให้รัฐบาลดิจิทัลเป็นเครื่องมือปฏิรูประบบราชการอย่างแท้จริง นักการเมืองที่จะเข้ามาทำงานทางด้านนี้ต้องเข้าใจปัญหาต่างๆ ได้เป็นอย่างดี ต้องเข้าใจเรื่องของเทคโนโลยี ต้องมีประสบการณ์ในการทำงานขององค์กรขนาดใหญ่ ที่สำคัญยิ่ง การบริหารราชการต้องเข้าใจทั้งการบริหารงาน บริหารคน บริหารเงิน และบริหารกฎระเบียบต่างๆ

ในเรื่องการบริหารงาน ผู้บริหารต้องเข้าใจว่าการทำรัฐบาลดิจิทัลไม่ใช่แค่การสั่งให้แต่ละหน่วยงานไปพัฒนาระบบของตัวเอง แต่ต้องมีการวางแผนและประสานงานในระดับภาพรวม ต้องกำหนดมาตรฐานกลางที่ทุกหน่วยงานใช้ร่วมกัน ต้องมีแพลตฟอร์มกลางสำหรับแลกเปลี่ยนข้อมูล แต่ปัญหาคืออำนาจของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมมีจำกัด ไม่สามารถสั่งการกระทรวงอื่นๆ ได้โดยตรง แต่ละกระทรวงมีอำนาจในการทำงานของตัวเองตามกฎหมาย ยิ่งถ้ารัฐบาลมาจากหลายพรรคการเมือง รัฐมนตรีแต่ละกระทรวงก็มาจากต่างพรรคกัน การประสานงานข้ามกระทรวงยิ่งยากขึ้นไปอีก แม้แต่นายกรัฐมนตรีเองก็ไม่สามารถสั่งงานได้เหมือน CEO ของบริษัทเอกชนที่มีอำนาจเบ็ดเสร็จในการตัดสินใจ

ในเรื่องของการบริหารคน ต้องยอมรับว่าภาครัฐกำลังเผชิญปัญหาขาดแคลนบุคลากรด้านดิจิทัลอย่างหนัก แต่สิ่งที่ท้าทายกว่านั้นคือแม้จะมีนโยบายที่ดี รัฐมนตรีก็ไม่สามารถสั่งงานข้าราชการประจำได้ง่ายนัก เพราะอำนาจมีจำกัดตามกฎหมาย หลายเรื่องข้าราชการมีอำนาจบริหารจัดการกันเองตามระเบียบที่กำหนดไว้ การบริหารคนในภาครัฐจึงต้องเข้าใจวัฒนธรรมองค์กรราชการเป็นอย่างดี ต้องได้ใจคนทำงาน ต้องสร้างแรงจูงใจและความเข้าใจร่วมกัน

ในเรื่องของการบริหารเงิน ระบบงบประมาณปัจจุบันยังเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการพัฒนารัฐบาลดิจิทัล ทำให้โครงการขนาดใหญ่ที่ต้องใช้เวลาหลายปีประสบปัญหาความไม่ต่อเนื่อง และเกิดการลงทุนซ้ำซ้อนเพราะแต่ละหน่วยงานต่างตั้งงบของตัวเอง ที่สำคัญคืองบประมาณของประเทศมีจำกัด และส่วนใหญ่เป็นรายจ่ายประจำที่ต้องจ่ายอยู่แล้ว ทั้งเงินเดือนข้าราชการ สวัสดิการต่างๆ และงบผูกพันจากโครงการที่อนุมัติไว้ก่อนหน้า การจะโยกงบประมาณมาทำโครงการใหม่จึงทำได้ยากมาก ยิ่งถ้าเพิ่งเข้ามาบริหารใหม่ๆ อาจพบว่าแทบไม่มีงบประมาณเหลือให้ทำงานตามโครงการที่ต้องการ ต้องรอจนกว่าจะถึงรอบงบประมาณปีถัดไป ซึ่งกว่าจะได้งบมาจริงๆ ก็อาจใช้เวลาเป็นปี

ในเรื่องของการบริหารกฎระเบียบ นี่อาจเป็นเรื่องที่ท้าทายที่สุด เพราะกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องกับการทำงานของภาครัฐมีจำนวนมากและกระจัดกระจาย การทำงานของผู้บริหารจึงต้องเป็นไปด้วยความระมัดระวังอย่างมาก หลายสิ่งที่อยากทำอาจขัดกับกฎระเบียบที่มีอยู่ ถ้าฝืนทำไปก็อาจถูกตรวจสอบย้อนหลังได้ การจะเปลี่ยนแปลงอะไรบางเรื่องจึงต้องแก้กฎหมายหรือระเบียบก่อน ซึ่งต้องใช้เวลาพอสมควร ผู้บริหารที่เข้ามาใหม่จึงต้องเข้าใจว่าการเปลี่ยนแปลงในภาครัฐไม่สามารถทำได้รวดเร็วเหมือนภาคเอกชน ต้องอดทนและวางแผนระยะยาว ไม่ใช่คาดหวังว่าจะเห็นผลลัพธ์ในเวลาอันสั้น

จากที่กล่าวมาข้างต้น นโยบายรัฐบาลดิจิทัลไม่ใช่เรื่องใหม่ ผมเห็นความตั้งใจของนักการเมืองหลายท่านที่ต้องการเข้ามาผลักดันเรื่องนี้ จึงขอเป็นกำลังใจให้ทุกท่านที่มุ่งมั่นจะใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเป็นเครื่องมือปฏิรูประบบราชการ แต่สิ่งสำคัญที่สุดที่ผมอยากฝากไว้คือ แทนที่จะเริ่มต้นด้วยการตั้งนโยบายใหม่หรือโครงการใหม่ที่ดูสวยหรู ควรใช้เวลาศึกษาบทเรียนจากความพยายามที่ผ่านมาอย่างจริงจังเสียก่อน ทำความเข้าใจว่าอะไรสำเร็จ อะไรล้มเหลว และเพราะอะไร

ที่สำคัญต้องบริหารงานอย่างเข้าใจองค์ประกอบทั้งสี่ที่ผมกล่าวมา ทั้งการบริหารงาน บริหารคน บริหารเงิน และบริหารกฎระเบียบ เพราะถ้าไม่เข้าใจข้อจำกัดเหล่านี้ ไม่ว่าจะมีวิสัยทัศน์ดีแค่ไหน ก็ยากที่จะขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงได้สำเร็จ