สองอาทิตย์ก่อน สุนทรพจน์ของนายมาร์ค คาร์นีย์ (Mark Carney) นายกรัฐมนตรีแคนาดาที่งานประชุม WEF ดังกระหึ่มไปทั่วโลกและวันนี้คนยังพูดถึง เพราะกินใจที่ชี้ให้เห็นตรงไปตรงมาว่า โลกได้เปลี่ยนไปแล้ว
ประเทศมหาอํานาจที่เป็นผู้นําได้เปลี่ยนไปแล้ว และโลกจะไม่กลับไปเหมือนเดิมอีก ต้องยอมรับความจริง เลิกฝัน ว่าวันเก่าๆ จะกลับมา
พร้อมเรียกร้องให้ประเทศต่างๆร่วมกันสร้างโลกใหม่เพื่อการเติบโต เป็นความเห็นที่ตรงกับความเป็นจริงของโลกขณะนี้ และให้ข้อคิดที่ตรงกับสถานการณ์ประเทศเราด้วย วันนี้จึงจะเขียนเรื่องนี้ และนี่คือประเด็นที่จะเขียนวันนี้
มาร์ค คารนีย์ เป็นนายกรัฐมนตรีแคนาดา และหัวหน้าพรรคเสรีนิยมตั้งแต่เดือนมีนาคมปีที่แล้ว เขาเป็นนักการเมืองที่ไม่ค่อยมีใครรู้จัก เพราะเขาไม่ใช่นักการเมือง เป็นนักเศรษฐศาสตร์ และทํางานในภาคการเงินมาตลอด เคยดำรงตำแหน่งผู้ว่าการธนาคารกลางแคนาคาและผู้ว่าการธนาคารกลางประเทศอังกฤษ
ทำให้เขาเป็นที่ยอมรับและกว้างขวางในหมู่นายธนาคาร มีประสบการณ์มากมายเรื่องนโยบายและการแก้ไขปัญหา เข้าใจเศรษฐกิจและตลาดการเงินเป็นอย่างดี
ตอนผมทำงานที่แบงก์ชาติ เคยได้ร่วมประชุมธนาคารกลางและฟังเขาให้ความเห็น จําได้ดีว่า มาร์ค คารนีย์ ความรู้ดีมาก พูดน้อย ชัดเจน และสงบเสงี่ยมตามวิสัยนายธนาคารกลาง ช่วงเลือกตั้งที่แคนาดาเมษายนปีที่แล้ว ผมก็อยู่ที่แวนคูเวอร์
เป็นช่วงที่ทรัมป์อเมริกากําลังกดดันแคนาดาเรื่องการค้า ชาวแคนาดาขึ้นป้ายซื้อสินค้าผลิตในแคนาดาเต็มเมือง แคมเปญหาเสียงพรรคเสรีนิยมก็เน้นตอบโต้ทรัมป์และสร้างประเทศแคนาดาให้เข้มแข็ง ถูกใจคนแคนาดามาก ชาวแคนาดาจึงให้ความไว้วางใจ มาร์ค คารนีย์เป็นผู้นําประเทศ แม้จะไม่รู้จักเขาในฐานะนักการเมือง
เนื้อหาของสุนทรพจน์มาร์ค คารนีย์ คือ เราต้องยอมรับความเป็นจริงว่าระเบียบโลกเดิมได้จบลงไปแล้ว อย่าหลอกตัวเองหรือคิดว่ายังมีอยู่และจะกลับมา สิ่งที่ทุกประเทศควรทําคือ สร้างความเข้มแข็งให้กับประเทศตนเอง และสร้างพันธมิตรในต่างประเทศทั้งการค้าและการเมืองเพื่อให้ประเทศอยู่รอด
นี่คือโลกใหม่ แต่พลังของสุนทรพจน์อยู่ที่ความชัดเจนของการอธิบาย การใช้ภาษาที่ง่ายทุกคนเข้าใจและจำได้ รวมถึงนำเรื่องจริงที่เกิดขึ้นในอดีตมาเป็นตัวอย่าง ทั้งหมดใช้เวลา 17 นาที เป็นสุนทรพจน์ที่ควรฟัง ผมจะสรุปเนื้อหาคร่าวๆ โดยใช้ห้าวลีเด็ดที่ มาร์ค คารนีย์พูดในสุนทรพจน์
1.We are in the midst of a rapture, not a transition เรากําลังอยู่ในโลกที่แตกหักจากอดีต ไม่ใช่การเปลี่ยนผ่าน การเปลี่ยนผ่านคือการเปลี่ยนแปลงจากจุดที่มีอยู่ไปสู่จุดใหม่ภายใต้ระบบเดิม
แต่การแตกหักคือ การออกจากระบบเดิมไปสู่ระบบใหม่และจะไม่กลับไปอีก หมายถึงการจบสิ้นของระเบียบโลกเดิม จากที่ประเทศผู้นําที่เป็นมหาอำนาจเปลี่ยนไป มองโลกเปลี่ยนไป และใช้อำนาจไม่เหมือนเดิม
2.The strong do what they can and the weak suffer what they must อันนี้อ้างคําพูดของ Thucydides เมื่อ 2,430 ปีก่อน ที่ตอกย้ำว่า ในการเมืองระหว่างประเทศ อำนาจ หรือ power คือ ตัวตัดสินผลลัพธ์ในที่สุด ประเทศที่เข้มแข็งจะใช้อํานาจทําเพื่อตนเอง ประเทศที่อ่อนแอต้องยอมรับผลที่เกิดขึ้น หรือไม่ก็เดือดร้อน เป็นลักษณะของประเทศมหาอำนาจและการเมืองโลกในปัจจุบัน
3.If we‘re not at the table, we’re on the menu อันนี้เป็นคําพูดที่ฮือฮามากเพราะให้ความเข้าใจที่ชัดเจน นักการเมืองจำนวนมากเอาไปพูดต่อ โดยคารนีย์เรียกร้องให้ประเทศที่เป็น middle power อย่าง แคนาดา ร่วมมือกันต่อรองกับประเทศมหาอํานาจที่มีอำนาจมากเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีกว่าและเพื่อความอยู่รอดของทั้งกลุ่ม
เพราะในโลกที่อำนาจเป็นใหญ่ การเจรจาต่อรองแบบตัวต่อตัวมีแต่จะเสียเปรียบเพราะประเทศเล็กกว่าไม่มีอํานาจ จะกลายเป็นอาหารในเมนูของประเทศมหาอํานาจโดยปริยาย
4.It is time for companies and countries to take their signs down อันนี้คมมาก คำว่า Take the signs down หรือเอาป้ายลงมาจากเรื่องในหนังสือ “อํานาจของคนไม่มีอำนาจ” (Power of the Powerless) เขียนโดย Vaclav Havel อดีตนักเคลื่อนไหวทางการเมือง เชโกสโลวาเกีย ซึ่งต่อมาเป็นประธานาธิบดี
คือ สมัยคอมมิวนิสต์ปกครองเช็ก การใช้อำนาจเพื่อควบคุมประชาชนรุนแรง ทุกเช้าเจ้าของร้านชําจะขึ้นป้าย กรรมกรทั่วโลกรวมตัว (Workers of the world, unite) ซึ่งเป็นสโลแกนพรรคคอมมิวนิสต์ ทําไปเพื่อความอยู่รอด
แม้ไม่เห็นด้วย ทํากันทุกร้าน เป็นการยินยอมที่ทำให้พรรคคอมมิวนิสต์อยู่ได้โดยไม่ต้องออกแรง แต่ระบบจะสั่นคลอนทันทีถ้ามีคนเอาป้ายลงแม้แต่คนเดียว คารนีย์ชี้ว่าการใช้อํานาจของประเทศมหาอำนาจในปัจจุบันก็เช่นกัน ถ้าทุกคนยอมตามหรือไปด้วย การใช้อํานาจก็จะมีต่อไป จึงเชิญชวนให้เอาป้ายลง
5.Nostalgia is not a strategy อันนี้ผมชอบมาก คือ การโหยหาอดีตไม่ใช่ทางเลือกหรือยุทธศาสตร์ เพราะอดีตจบไปแล้ว ความจริงคือ วันนี้ที่อํานาจเป็นใหญ่ ประเทศต่างๆจึงต้องร่วมมือกันสร้างความเข้มแข็งเพื่อวันพรุ่งนี้
อันที่ห้านี้ผมคิดว่าตรงกับประเทศเรา ที่มีปัญหามาก ทำให้ประเทศไม่ไปไหน คอร์รัปชันรุนแรง และยิ่งวันประเทศยิ่งตกต่ำ ล่าสุดสหรัฐได้จัดไทยอยู่กลุ่มล่างคือ ประเทศที่ถูกระงับการขอวีซ่าผู้อพยพเข้าสหรัฐ เป็นประเทศใหญ่ประเทศเดียวในอาเซียนที่โดนแบบไม่เกรงใจ
ชี้ถึงความตกต่ำของประเทศที่เป็นผลสะสมของความผิดพลาดในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา โดยฝีมือคนไทยรุ่นสูงวัยขณะนี้หรือรุ่นบูมเมอร์ ที่ทิ้งปัญหาไว้มากมายให้กับประเทศ
ไม่ว่าจะร่วมทุจริตคอร์รัปชันด้วยตัวเองหรือขึ้นป้าย คือเมินเฉยไม่ทําอะไร คิดว่าการอยู่เฉยคือเป็นกลาง ปลอดภัย แต่นานเข้าคือการขาดความรับผิดชอบ ดังนั้น อย่าหวนหาความรุ่งเรืองในอดีตว่าจะกลับมาเหมือนที่ชอบพูดกัน อดีตจบไปแล้ว ปัจจุบันคือความจริง และความจริงคือประเทศตกต่ำ และจะตกตํ่ามากขึ้นโดยฝีมือคนเดิมๆ ถ้าไม่มีใครทําอะไร





