ครั้งที่แล้ว ผมยกตัวอย่างประเทศมหาอำนาจด้านการเกษตร คือประเทศเนเธอร์แลนด์ เพื่อให้เห็นว่า การปฏิรูปภาคการเกษตรนั้นจะสามารถสร้างโอกาสให้เกษตรกร มีความกินดีอยู่ดีได้
โดยไม่ต้องไปพึ่งพาให้รัฐบาลนำเอาภาษีประชาชนมา ประกันราคา ประกันรายได้ หรือประกันกำไร
แต่เนเธอร์แลนด์นั้น สามารถอาศัยพื้นฐานทางด้านการเกษตร บวกกับเทคโนโลยี การลงทุนและการบริหารจัดการที่ดีเพื่อให้สามารถมีผลผลิตด้านการเกษตร ทำให้ส่งออกได้ มีมูลค่าสูงถึง 135,000 ล้านดอลลาร์ เป็นที่ 2 รองมาจากสหรัฐอเมริกา เนเธอร์แลนด์มีเกษตรกรอยู่เพียง 197,000 คนแต่เกษตรกรมีรายได้ต่อหัวประมาณ 67,000 ดอลลาร์ (2.1 ล้านบาท) ต่อปี
แนวทางในการปฏิรูปภาคเกษตรนั้น ในความเห็นของผมจะต้องมีวัตถุประสงค์หลัก 3 ประการคือ
1.การเพิ่มผลผลิตต่อเกษตรกร (labor productivity in agriculture) เป็นเป้าหมายหลัก ทั้งนี้เพราะจำนวนประชากรไทยที่อยู่ในวัยทำงาน จะมีแต่ลดน้อยลง และการทำให้เกษตรกรหนึ่งคนมีผลผลิตเพิ่มขึ้น ย่อมจะทำให้เขามีรายได้ที่เพิ่มขึ้น ซึ่งจะเป็นการ “แก้จน” ที่ยั่งยืน ไม่ใช่การขายฝัน
2.ลดการผลิตและส่งออกสินค้าโภคภัณฑ์ (commodities) ที่มีราคาต่ำ (เช่น ข้าวคุณภาพต่ำ) มาผลิตสินค้าอุตสาหกรรมการเกษตรราคาสูง (เช่นเนื้อสัตว์) คือ ผลิตและขายโปรตีนมากกว่าขายคาร์โบไฮเดรต รวมทั้งการผลิต ดอกไม้ ผัก-ผลไม้ ราคาแพง (เช่น กล้วยไม้ กล้วย ทุเรียน)
3.อุตสาหกรรมการเกษตรเป็นยุทธศาสตร์ในการรักษาความสมดุลกับประเทศมหาอำนาจ (จีนและสหรัฐอเมริกา) ทำให้เศรษฐกิจไทยอยู่รอด มีเสถียรภาพ และสามารถขยายตัวได้ 3-5% ต่อปี
๐ ทำไมต้องเป็นอุตสาหกรรมการเกษตรไม่ใช้ดาต้าเซนเตอร์
แม้จะพูดกันบ่อยครั้งว่า ประเทศไทยต้องปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ เเต่นโยบายก็ยังมีแนวคิดแบบเดิมๆ คือ การดึงเอาต่างชาติมาลงทุนในประเทศไทย (ไทยเป็นฐานการผลิตรถยนต์ สินค้าอิเล็กทรอนิกส์ ฯลฯ) มา 40 ปีแล้ว
โดยล่าสุดคือ การตั้งดาต้าเซนเตอร์ในประเทศไทย ที่กำลังถูกต่อต้านมากขึ้นเรื่อยๆ ในประเทศพัฒนาแล้ว เพราะใช้ไฟมาก ทำให้ราคาไฟของประชาชนในพื้นที่ แพงขึ้น และจ้างงานก็ไม่มาก
แต่ภาคเกษตรนั้น สำหรับประเทศไทย ผมมองว่า มีอนาคตที่น่าจะดีกว่า เห็นได้จากข้อมูลการส่งออก สินค้าอุตสาหกรรม สินค้าเกษตรและสัตว์น้ำ ดังปรากฏในตาราง จะเห็นได้ว่า มูลค่าการส่งออกสินค้าเกษตรนั้น ได้ปรับตัวเพิ่มขึ้นไม่แพ้มูลค่าการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรม (แม้ว่ามูลค่าการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรม จะมากกว่าสินค้าเกษตรประมาณ 4 เท่าตัว) แต่มูลค่าการส่งออกสัตว์น้ำนั้นมีแนวโน้มลดลง
- การส่งออกสินค้าอุตสาหกรรม ปริมาณเพิ่มขึ้น 17.8% ราคาปรับตัวสูงขึ้น 10.6%
- การส่งออกสินค้าเกษตร ปริมาณลดลง 5.6% ราคาปรับตัวสูงขึ้น 37.9%
- การส่งออกสัตว์น้ำ ปริมาณลดลง 38.5% ราคาเพิ่มขึ้น 18.7%
เมื่อเป็นเช่นนี้ ประเทศไทยก็น่าจะมุ่งเน้นการแก้ปัญหาด้านอุปทาน (supply) คือ เพิ่มการผลิตของภาคเกษตรมากกว่าการพยายามส่งเสริมการผลิตภาคอุตสาหกรรมหนัก
ทั้งอุตสาหกรรมดั้งเดิม (เช่น เหล็ก เครื่องใช้ไฟฟ้า และรถยนต์) และอุตสาหกรรมอนาคต (เช่น เซมิคอนดักเตอร์ และ ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์) เพราะอุตสาหกรรมดังกล่าว เป็นเทคโนโลยีของต่างประเทศ ดังนั้น ประเทศไทยจึงจะเป็นแต่เพียงฐานการผลิต ทำให้สามารถเพิ่มมูลค่าให้กับเศรษฐกิจไทยได้ไม่มาก
นอกจากนั้นก็ยังจะมีการแข่งขันที่รุนแรง โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากประเทศจีน และต้องเผชิญกับมาตรการกีดกันทางการค้าของสหรัฐอเมริกา โดยที่ประเทศขนาดกลางและเล็กกำลังตั้งกำแพงภาษีสกัดสินค้าจากจีนอีกด้วย
ทั้งนี้ไม่ได้หมายความว่า ประเทศไทยจะไม่มีศักยภาพในด้านอุตสาหกรรมแห่งอนาคตเลย ตรงกันข้าม ประเทศไทยมีศักยภาพในบางส่วนของห่วงโซ่อุปทานในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ เช่น
- อุปกรณ์บันทึกข้อมูลประเภท ฮาร์ดดิสก์ฮาร์ดไดรฟ์ (hard disk drive)
- ขั้นตอนสุดท้ายของการผลิตเซมิคอนดักเตอร์ ที่เรียกว่า OSAT คือ การประกอบ (Assembly) และการทดสอบ (Testing) แบบเอาท์ซอร์ส เพื่อให้พร้อมใช้งาน
- การผลิตแผงวงจรพิมพ์ (PCB -- Printed Circuit Board) ซึ่งเป็นฐานรองรับและเชื่อมต่อชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ เข้าด้วยกัน
แล้วทำไมการหันไปเร่งการผลิตและส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมการเกษตรและอาหาร จะดีกว่าสำหรับประเทศไทย? ผมจะขอขยายความในตอนต่อไปครับ





