การพูดถึงขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศมักถูกผูกไว้กับเรื่องเศรษฐกิจ เทคโนโลยี หรือการดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติ แต่ในความเป็นจริง ปัจจัยที่สำคัญที่สุดอย่างหนึ่งซึ่งเป็นฐานรากของทุกระบบคือ “หลักนิติธรรม”
เพราะต่อให้ประเทศมีนโยบายเศรษฐกิจที่ดีเพียงใด หากกฎหมายบังคับใช้ไม่เท่าเทียม กระบวนการยุติธรรมล่าช้า และประชาชนไม่เชื่อว่าระบบสามารถปกป้องสิทธิของตนได้ ประเทศก็ยากจะเติบโตอย่างยั่งยืนและยากจะสร้างความเชื่อมั่นในระยะยาว
หลักนิติธรรมไม่ได้หมายถึงการมีกฎหมายจำนวนมากหรือมีบทลงโทษรุนแรง แต่หมายถึงการที่กฎหมายเป็นกติกากลางที่ทุกคนอยู่ภายใต้กติกาเดียวกัน รัฐใช้อำนาจอย่างมีขอบเขต โปร่งใส ตรวจสอบได้ และประชาชนสามารถเข้าถึงความยุติธรรมโดยไม่ถูกเลือกปฏิบัติ
หากหลักนิติธรรมเข้มแข็ง นักลงทุนจะเชื่อมั่นว่าการทำธุรกิจมีความแน่นอน ประชาชนจะเชื่อมั่นว่าความพยายามของตนได้รับการคุ้มครอง และรัฐจะสามารถสร้างสังคมที่แข่งขันด้วยความสามารถมากกว่าการแข่งขันด้วยเส้นสาย
แต่ปัญหาของไทยคือ หลักนิติธรรมยังเผชิญความไม่เท่าเทียม ทั้งในมิติของการบังคับใช้กฎหมายและการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรม ความไม่เท่าเทียมนี้ไม่ได้อยู่แค่ในคำวิจารณ์ทางการเมือง แต่สะท้อนในความรู้สึกของผู้คนจำนวนมากที่มองว่าบางกลุ่มสามารถหลีกเลี่ยงความรับผิดได้ง่ายกว่า บางคดีเดินหน้าอย่างรวดเร็ว
ขณะที่บางคดีลากยาวจนหมดแรงต่อสู้ สังคมจึงเกิดความรู้สึกว่ากฎหมายไม่ได้ทำหน้าที่เป็นเครื่องมือคุ้มครองประชาชนเท่าที่ควร แต่กลับกลายเป็นเครื่องมือของผู้มีอำนาจมากกว่า
อีกปัญหาที่กัดกินความเชื่อมั่นอย่างหนักคือ ความล่าช้าของกระบวนการยุติธรรม ตั้งแต่ชั้นสอบสวน การพิจารณาคดี ไปจนถึงการบังคับคดี ความล่าช้าไม่ได้เป็นแค่เรื่องเทคนิคหรือภาระงาน แต่เป็นต้นทุนของประชาชนที่ต้องเสียเวลา เสียรายได้ และเสียโอกาสในชีวิต
ในมุมเศรษฐกิจ ความล่าช้ายังทำให้ข้อพิพาททางธุรกิจมีปัญหา ทำให้ต้นทุนการทำสัญญาสูงขึ้น และทำให้ผู้ประกอบการ โดยเฉพาะรายเล็ก ไม่สามารถสู้คดีหรือปกป้องสิทธิของตนได้เต็มที่
ขณะเดียวกัน หลักนิติธรรมไทยยังมีโจทย์สำคัญคือ “ยังไม่ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง” หลายครั้งระบบกฎหมายถูกออกแบบให้รัฐเป็นฝ่ายได้เปรียบมากกว่า
ไม่ว่าจะเป็น ความซับซ้อนของขั้นตอน การขาดข้อมูลที่เข้าถึงง่าย หรือการที่ประชาชนต้องพึ่งพาความสัมพันธ์และความรู้เฉพาะทางมากเกินไปในการใช้สิทธิของตน หากหลักนิติธรรมเป็นเรื่องของประชาชนจริง ระบบควรทำให้คนธรรมดาเข้าใจได้ เข้าถึงได้ และได้รับการปฏิบัติอย่างเป็นธรรมโดยไม่ต้องมีต้นทุนสูงเกินจำเป็น
การปฏิรูปหลักนิติธรรมไทยจึงไม่ใช่เรื่องนามธรรม แต่คือการยกระดับ “คุณภาพของรัฐ” ให้ทำงานเพื่อประชาชนอย่างแท้จริง ต้องทำให้กฎหมายมีความแน่นอนและคาดการณ์ได้ ลดการใช้ดุลพินิจที่เกินขอบเขต เพิ่มความโปร่งใสของหน่วยงานรัฐ และทำให้กระบวนการยุติธรรมรวดเร็วขึ้นโดยไม่ลดทอนมาตรฐานความเป็นธรรม
ที่สำคัญ ต้องทำให้คนทุกกลุ่มรู้สึกว่าอยู่ใต้กติกาเดียวกัน เพราะเมื่อความเชื่อมั่นเกิดขึ้น สังคมจะร่วมมือกับรัฐมากขึ้น ไม่ใช่ต่อต้านหรือหลบเลี่ยง
ในท้ายที่สุด หากไทยต้องการขับเคลื่อนขีดความสามารถในการแข่งขันให้ทันโลก การลงทุนในเทคโนโลยีหรือโครงสร้างพื้นฐานอาจยังไม่พอ หากไม่ลงทุนใน “หลักนิติธรรม” ซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานของความยุติธรรมและความเชื่อมั่น ประเทศที่กฎหมายเข้มแข็งและเป็นธรรม จะเป็นประเทศที่ประชาชนกล้าลงทุนในชีวิตของตัวเอง และนักลงทุนกล้าลงทุนในอนาคตของประเทศได้อย่างมั่นใจ
และนี่คือเหตุผลว่าทำไมการทำให้หลักนิติธรรมไทยเข้มแข็ง จึงไม่ใช่เพียงเรื่องกฎหมาย แต่คือเงื่อนไขสำคัญของการพัฒนาประเทศไทยด้วย





