วันพฤหัสบดี ที่ 26 มีนาคม 2569

Login
Login

Philanthropy 5.0 จาก ‘สายบุญ’ สู่ ‘สายสร้างการเปลี่ยนแปลง’

Philanthropy 5.0 จาก ‘สายบุญ’ สู่ ‘สายสร้างการเปลี่ยนแปลง’

กว่า 2,500 ปีที่แล้ว คำว่า Philanthropy กำเนิดขึ้นจากรากศัพท์กรีกโบราณ Philos (ความรัก) และ Anthropos (มนุษย์) ซึ่งเมื่อหลอมรวมกันแล้วไม่ได้เป็นเพียงการบริจาคเงินทอง แต่คือ “ความรักในเพื่อนมนุษย์”

อันเป็นพลังงานบริสุทธิ์ที่ขับเคลื่อนอารยธรรมโลก ตั้งแต่การวางรากฐานการศึกษาไปจนถึงการคิดค้นวัคซีนเปลี่ยนโลก 

เช่นเดียวกับในสังคมไทยที่ “การให้” เปรียบเสมือนลมหายใจที่หมุนเวียนอยู่รอบตัว เราคุ้นเคยกับภาพการตักบาตรยามเช้าหรือการโอนเงินช่วยเหลือด้วยความหวังว่าจะช่วยต่อลมหายใจให้ใครบางคน แต่ในวันที่ความเหลื่อมล้ำถ่างกว้างและปัญหาสังคมซับซ้อนเกินกว่าที่ “ถุงยังชีพ” จะเยียวยาได้ถึงรากแก้ว 

เราอาจต้องหยุดทบทวนว่า ถึงเวลาแล้วหรือยังที่การทำบุญในแบบที่เราคุ้นเคยจะก้าวข้ามเพียงการสะสม “แต้มบุญ” ไปสู่การ “สร้างการเปลี่ยนแปลง” ที่ยั่งยืนในยุค Philanthropy 5.0 เพื่อแก้ปัญหาที่ต้นตออย่างแท้จริงสถานะการให้ของคนไทย: ใจดี แต่ยังไม่เป็นระบบ?  

พฤติกรรมการให้ของสังคมไทยในปัจจุบันสะท้อนให้เห็นถึงความย้อนแย้งระหว่าง “ความใจบุญเอื้อเฟื้อ” ที่เป็นทุนทางวัฒนธรรมอันแข็งแรง กับ“ประสิทธิภาพเชิงระบบ” ที่ยังไม่สามารถขับเคลื่อนให้การเกิดผลลัพธ์ทางสังคมอย่างยั่งยืนได้อย่างเต็มที่ 

รายงาน World Giving Index 2024 ระบุว่า คนไทยมีอัตราการบริจาคเงินสูงเป็นอันดับ 8 ของโลก (67%) แต่การให้ส่วนใหญ่อยู่ในลักษณะ transaction-based giving คือ การบริจาคเพื่อสร้างบุญกุศลในเชิงพิธีกรรมหรือความเชื่อมากกว่าการบริจาคเพื่อแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง (change-making giving)

โดยข้อมูลชี้ว่ามากกว่า 90%ของการบริจาคไหลผ่านสถาบันศาสนา ซึ่งแม้จะสะท้อนความศรัทธาและความเอื้อเฟื้อ แต่กลับมีความเชื่อมโยงกับการแก้ไขปัญหาสังคมเชิงลึกค่อนข้างจำกัด ขณะเดียวกันอัตราการมีส่วนร่วมในงานอาสาสมัครของไทยอยู่ที่เพียง 24% ซึ่งถือว่าต่ำเมื่อเทียบกับศักยภาพของสังคมไทยที่มีวัฒนธรรมการแบ่งปันสูง

ข้อมูลนี้สอดคล้องกับผลการจัดอันดับของ Doing Good Index 2024 ซึ่งจัดให้ประเทศไทยอยู่ในกลุ่ม “Doing Okay” สะท้อนว่าประเทศไทยมีต้นทุนทางวัฒนธรรมด้านการให้ที่แข็งแรง แต่กลับขาดระบบนิเวศ (ecosystem) ที่เอื้อต่อการสร้างผลกระทบทางสังคมอย่างต่อเนื่องและวัดผลได้

ไม่ว่าจะเป็น ข้อจำกัดด้านกฎหมายและระเบียบที่ยังไม่เอื้อต่อองค์กรสาธารณประโยชน์ มาตรการทางภาษีที่ไม่จูงใจเพียงพอ และความโปร่งใสและการเข้าถึงข้อมูลที่ยังจำกัด

ปัจจัยเหล่านี้ล้วนเป็นอุปสรรคสำคัญที่ทำให้ทุนทางสังคมมหาศาลของไทย ทั้งจำนวนเงินบริจาคและพลังศรัทธายังไม่สามารถแปลงเป็นผลกระทบทางสังคม (social impact) ที่ยั่งยืนและมีความหมายอย่างเป็นรูปธรรมได้อย่างเต็มศักยภาพ

ห้าระดับของ “การให้ปลา”: เรากำลังให้แบบไหนอยู่? 

Tobias Jung นักวิชาการด้านพฤติกรรมการบริจาค อธิบาย “การให้” ผ่านอุปมาเรื่องปลา เพื่อชี้ให้เห็นว่าแต่ละระดับของการช่วยเหลือมีความแตกต่างกันอย่างไร 

1.Traditional - ยื่นปลาให้ทันที  คือการให้เพื่อบรรเทาความทุกข์เฉพาะหน้า เช่น การแจกถุงยังชีพ ในไทยผูกกับการทำบุญและการให้ทาน ทำให้ผู้ให้รู้สึกดีทันที แต่แก้ปัญหาได้เพียงชั่วคราว 

2.Scientific - สอนให้ตกปลา คือการให้ความรู้ เครื่องมือ และโอกาส เช่น ทุนการศึกษา หรือฝึกอาชีพ เป้าหมายคือให้ผู้รับพึ่งตนเองได้ในระยะยาว 

3.Philanthrocapitalism - สร้างระบบตลาดเพื่อให้ได้ปลามากขึ้น คือการใช้วิธีคิดแบบธุรกิจมาพัฒนาสังคม เช่น กิจการเพื่อสังคมที่สร้างรายได้และนำกำไรกลับไปขยายผลทางสังคม เน้นวัดผลลัพธ์เหมือนลงทุน

4.Justice - ทุบกำแพงที่ขวางทางไปแม่น้ำ  คือตั้งคำถามกับโครงสร้างสังคมที่ทำให้คนเข้าไม่ถึงโอกาส เช่น ผลักดันนโยบายรัฐสวัสดิการ ลดความเหลื่อมล้ำ เป็นงานที่ลึกและยาว แต่แก้ปัญหาที่ต้นเหตุ 

5.Relational - ถามว่าอยากกินปลาชนิดไหน คือการให้แบบไว้วางใจและร่วมตัดสินใจ ผู้ให้ไม่กำหนดคำตอบ แต่เชื่อมั่นในชุมชนและเปิดพื้นที่ให้เลือกเอง เน้นความสัมพันธ์ที่เท่าเทียม  ขณะที่ยุโรปกำลังก้าวสู่ระดับ Justice และ Relational ที่ลึกและยั่งยืนกว่า

แต่ประเทศไทยยังคงให้ความสำคัญกับการให้แบบ Traditional เพราะจับต้องได้ง่าย เห็นผลทันใจ และสอดคล้องกับวัฒนธรรมการทำบุญ  คำถามคือ…วันนี้เรากำลัง “ให้ปลา” แบบไหน และแบบไหนเหมาะกับปัญหาที่เราต้องการแก้จริง ๆ

ปฏิรูป “การให้” ของไทยในมุมมองที่ควรจะเป็น 

การปฏิรูประบบการให้ในสังคมไทยจำเป็นต้องก้าวข้ามค่านิยมการสะสม “แต้มบุญ” ไปสู่การให้ที่สร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง โดยอาศัยกรอบคิดของ Tobias Jung ที่เสนอว่าการให้ควรพัฒนาไปจากการ “ให้ปลา” ซึ่งช่วยบรรเทาเฉพาะหน้า ไปสู่การ “ให้เบ็ด” ที่เสริมความสามารถของผู้รับ และในที่สุดคือการ “ฟื้นฟูแหล่งน้ำ” เพื่อแก้ปัญหาระดับระบบไม่ให้ความยากลำบากเกิดซ้ำ 

แนวคิดนี้สอดคล้องกับมุมมองของ Amartya Sen ที่ชี้ว่าการพัฒนาควรมุ่งขยายเสรีภาพและศักยภาพของมนุษย์มากกว่าการวัดจากตัวเลขด้านวัตถุ และเชื่อมโยงกับแนวคิดของ Paulo Freire ที่เตือนว่าการให้แบบบนลงล่างอาจตอกย้ำความสัมพันธ์เชิงอำนาจ จึงควรเปลี่ยนการช่วยเหลือให้เป็นกระบวนการปลดปล่อยที่ผู้รับมีส่วนร่วมกำหนดอนาคตตนเอง

ด้านของผู้ให้จึงต้องยกระดับจากการทำทานส่วนบุคคลมาเป็นการลงทุนทางสังคม (Social Investment) ที่เคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์และให้ความสำคัญกับผลลัพธ์ที่วัดได้จริง

ขณะเดียวกันองค์กรรับบริจาค ต้องก้าวข้ามวิธีการใช้ภาพความรันทดเพื่อกระตุ้นอารมณ์ไปสู่การสร้างระบบธรรมาภิบาลที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ และมีความกล้าที่จะขับเคลื่อนงานเชิงนโยบายที่ซับซ้อนเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงอย่างแท้จริง 

หัวใจของการเป็น "สายสร้างการเปลี่ยนแปลง" 

บทสรุปของ Philanthropy 5.0 ไม่ใช่การบอกว่า “ปลาหนึ่งตัว” ไม่มีค่า เพราะในวันที่ใครคนหนึ่งหิวโหยเจียนตาย ปลานั้นคือการต่อลมหายใจที่สำคัญที่สุด แต่เราต้องไม่หยุดเพียงแค่นั้น โลกในวันพรุ่งนี้ต้องการผู้คนที่กล้าสนับสนุนการ “แจกเบ็ด” กล้าลงทุนใน “ตลาดปลา” และเหนือสิ่งอื่นใด คือ กล้าลุกขึ้นมา “ทลายกำแพงที่กั้นทางไปแม่น้ำ” 

การกุศลในยุคใหม่จึงไม่ควรเป็นการสะสมแต้มบุญเพื่อภพหน้า แต่คือการ "ลงทุนในเพื่อนมนุษย์"เพื่อสร้างสังคมที่เราทุกคนสามารถเติบโตไปพร้อมกันได้อย่างภาคภูมิใจ เมื่อความเมตตา (Compassion) มาบรรจบกับประสิทธิภาพ (Efficiency) และความยุติธรรม (Justice)

เมื่อนั้น "การให้" ของคนไทยจะเปลี่ยนจากเพียงพลาสเตอร์ปิดแผลกลายเป็นพลังที่รักษาโรคร้ายของสังคมได้อย่างยั่งยืนในที่สุด