วันพุธ ที่ 4 มีนาคม 2569

Login
Login

Philanthropy 5.0 จาก ‘สายบุญ’ สู่ ‘สายสร้างการเปลี่ยนแปลง’

Philanthropy 5.0 จาก ‘สายบุญ’ สู่ ‘สายสร้างการเปลี่ยนแปลง’

กว่า 2,500 ปีที่แล้ว คำว่า Philanthropy กำเนิดขึ้นจากรากศัพท์กรีกโบราณ Philos (ความรัก) และ Anthropos (มนุษย์) ซึ่งเมื่อหลอมรวมกันแล้วไม่ได้เป็นเพียงการบริจาคเงินทอง แต่คือ “ความรักในเพื่อนมนุษย์”

อันเป็นพลังงานบริสุทธิ์ที่ขับเคลื่อนอารยธรรมโลก ตั้งแต่การวางรากฐานการศึกษาไปจนถึงการคิดค้นวัคซีนเปลี่ยนโลก 

เช่นเดียวกับในสังคมไทยที่ “การให้” เปรียบเสมือนลมหายใจที่หมุนเวียนอยู่รอบตัว เราคุ้นเคยกับภาพการตักบาตรยามเช้าหรือการโอนเงินช่วยเหลือด้วยความหวังว่าจะช่วยต่อลมหายใจให้ใครบางคน แต่ในวันที่ความเหลื่อมล้ำถ่างกว้างและปัญหาสังคมซับซ้อนเกินกว่าที่ “ถุงยังชีพ” จะเยียวยาได้ถึงรากแก้ว 

เราอาจต้องหยุดทบทวนว่า ถึงเวลาแล้วหรือยังที่การทำบุญในแบบที่เราคุ้นเคยจะก้าวข้ามเพียงการสะสม “แต้มบุญ” ไปสู่การ “สร้างการเปลี่ยนแปลง” ที่ยั่งยืนในยุค Philanthropy 5.0 เพื่อแก้ปัญหาที่ต้นตออย่างแท้จริงสถานะการให้ของคนไทย: ใจดี แต่ยังไม่เป็นระบบ?  

พฤติกรรมการให้ของสังคมไทยในปัจจุบันสะท้อนให้เห็นถึงความย้อนแย้งระหว่าง “ความใจบุญเอื้อเฟื้อ” ที่เป็นทุนทางวัฒนธรรมอันแข็งแรง กับ“ประสิทธิภาพเชิงระบบ” ที่ยังไม่สามารถขับเคลื่อนให้การเกิดผลลัพธ์ทางสังคมอย่างยั่งยืนได้อย่างเต็มที่ 

รายงาน World Giving Index 2024 ระบุว่า คนไทยมีอัตราการบริจาคเงินสูงเป็นอันดับ 8 ของโลก (67%) แต่การให้ส่วนใหญ่อยู่ในลักษณะ transaction-based giving คือ การบริจาคเพื่อสร้างบุญกุศลในเชิงพิธีกรรมหรือความเชื่อมากกว่าการบริจาคเพื่อแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง (change-making giving)

โดยข้อมูลชี้ว่ามากกว่า 90%ของการบริจาคไหลผ่านสถาบันศาสนา ซึ่งแม้จะสะท้อนความศรัทธาและความเอื้อเฟื้อ แต่กลับมีความเชื่อมโยงกับการแก้ไขปัญหาสังคมเชิงลึกค่อนข้างจำกัด ขณะเดียวกันอัตราการมีส่วนร่วมในงานอาสาสมัครของไทยอยู่ที่เพียง 24% ซึ่งถือว่าต่ำเมื่อเทียบกับศักยภาพของสังคมไทยที่มีวัฒนธรรมการแบ่งปันสูง

ข้อมูลนี้สอดคล้องกับผลการจัดอันดับของ Doing Good Index 2024 ซึ่งจัดให้ประเทศไทยอยู่ในกลุ่ม “Doing Okay” สะท้อนว่าประเทศไทยมีต้นทุนทางวัฒนธรรมด้านการให้ที่แข็งแรง แต่กลับขาดระบบนิเวศ (ecosystem) ที่เอื้อต่อการสร้างผลกระทบทางสังคมอย่างต่อเนื่องและวัดผลได้

ไม่ว่าจะเป็น ข้อจำกัดด้านกฎหมายและระเบียบที่ยังไม่เอื้อต่อองค์กรสาธารณประโยชน์ มาตรการทางภาษีที่ไม่จูงใจเพียงพอ และความโปร่งใสและการเข้าถึงข้อมูลที่ยังจำกัด

ปัจจัยเหล่านี้ล้วนเป็นอุปสรรคสำคัญที่ทำให้ทุนทางสังคมมหาศาลของไทย ทั้งจำนวนเงินบริจาคและพลังศรัทธายังไม่สามารถแปลงเป็นผลกระทบทางสังคม (social impact) ที่ยั่งยืนและมีความหมายอย่างเป็นรูปธรรมได้อย่างเต็มศักยภาพ

ห้าระดับของ “การให้ปลา”: เรากำลังให้แบบไหนอยู่? 

Tobias Jung นักวิชาการด้านพฤติกรรมการบริจาค อธิบาย “การให้” ผ่านอุปมาเรื่องปลา เพื่อชี้ให้เห็นว่าแต่ละระดับของการช่วยเหลือมีความแตกต่างกันอย่างไร 

1.Traditional - ยื่นปลาให้ทันที  คือการให้เพื่อบรรเทาความทุกข์เฉพาะหน้า เช่น การแจกถุงยังชีพ ในไทยผูกกับการทำบุญและการให้ทาน ทำให้ผู้ให้รู้สึกดีทันที แต่แก้ปัญหาได้เพียงชั่วคราว 

2.Scientific - สอนให้ตกปลา คือการให้ความรู้ เครื่องมือ และโอกาส เช่น ทุนการศึกษา หรือฝึกอาชีพ เป้าหมายคือให้ผู้รับพึ่งตนเองได้ในระยะยาว 

3.Philanthrocapitalism - สร้างระบบตลาดเพื่อให้ได้ปลามากขึ้น คือการใช้วิธีคิดแบบธุรกิจมาพัฒนาสังคม เช่น กิจการเพื่อสังคมที่สร้างรายได้และนำกำไรกลับไปขยายผลทางสังคม เน้นวัดผลลัพธ์เหมือนลงทุน

4.Justice - ทุบกำแพงที่ขวางทางไปแม่น้ำ  คือตั้งคำถามกับโครงสร้างสังคมที่ทำให้คนเข้าไม่ถึงโอกาส เช่น ผลักดันนโยบายรัฐสวัสดิการ ลดความเหลื่อมล้ำ เป็นงานที่ลึกและยาว แต่แก้ปัญหาที่ต้นเหตุ 

5.Relational - ถามว่าอยากกินปลาชนิดไหน คือการให้แบบไว้วางใจและร่วมตัดสินใจ ผู้ให้ไม่กำหนดคำตอบ แต่เชื่อมั่นในชุมชนและเปิดพื้นที่ให้เลือกเอง เน้นความสัมพันธ์ที่เท่าเทียม  ขณะที่ยุโรปกำลังก้าวสู่ระดับ Justice และ Relational ที่ลึกและยั่งยืนกว่า

แต่ประเทศไทยยังคงให้ความสำคัญกับการให้แบบ Traditional เพราะจับต้องได้ง่าย เห็นผลทันใจ และสอดคล้องกับวัฒนธรรมการทำบุญ  คำถามคือ…วันนี้เรากำลัง “ให้ปลา” แบบไหน และแบบไหนเหมาะกับปัญหาที่เราต้องการแก้จริง ๆ

ปฏิรูป “การให้” ของไทยในมุมมองที่ควรจะเป็น 

การปฏิรูประบบการให้ในสังคมไทยจำเป็นต้องก้าวข้ามค่านิยมการสะสม “แต้มบุญ” ไปสู่การให้ที่สร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง โดยอาศัยกรอบคิดของ Tobias Jung ที่เสนอว่าการให้ควรพัฒนาไปจากการ “ให้ปลา” ซึ่งช่วยบรรเทาเฉพาะหน้า ไปสู่การ “ให้เบ็ด” ที่เสริมความสามารถของผู้รับ และในที่สุดคือการ “ฟื้นฟูแหล่งน้ำ” เพื่อแก้ปัญหาระดับระบบไม่ให้ความยากลำบากเกิดซ้ำ 

แนวคิดนี้สอดคล้องกับมุมมองของ Amartya Sen ที่ชี้ว่าการพัฒนาควรมุ่งขยายเสรีภาพและศักยภาพของมนุษย์มากกว่าการวัดจากตัวเลขด้านวัตถุ และเชื่อมโยงกับแนวคิดของ Paulo Freire ที่เตือนว่าการให้แบบบนลงล่างอาจตอกย้ำความสัมพันธ์เชิงอำนาจ จึงควรเปลี่ยนการช่วยเหลือให้เป็นกระบวนการปลดปล่อยที่ผู้รับมีส่วนร่วมกำหนดอนาคตตนเอง

ด้านของผู้ให้จึงต้องยกระดับจากการทำทานส่วนบุคคลมาเป็นการลงทุนทางสังคม (Social Investment) ที่เคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์และให้ความสำคัญกับผลลัพธ์ที่วัดได้จริง

ขณะเดียวกันองค์กรรับบริจาค ต้องก้าวข้ามวิธีการใช้ภาพความรันทดเพื่อกระตุ้นอารมณ์ไปสู่การสร้างระบบธรรมาภิบาลที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ และมีความกล้าที่จะขับเคลื่อนงานเชิงนโยบายที่ซับซ้อนเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงอย่างแท้จริง 

หัวใจของการเป็น "สายสร้างการเปลี่ยนแปลง" 

บทสรุปของ Philanthropy 5.0 ไม่ใช่การบอกว่า “ปลาหนึ่งตัว” ไม่มีค่า เพราะในวันที่ใครคนหนึ่งหิวโหยเจียนตาย ปลานั้นคือการต่อลมหายใจที่สำคัญที่สุด แต่เราต้องไม่หยุดเพียงแค่นั้น โลกในวันพรุ่งนี้ต้องการผู้คนที่กล้าสนับสนุนการ “แจกเบ็ด” กล้าลงทุนใน “ตลาดปลา” และเหนือสิ่งอื่นใด คือ กล้าลุกขึ้นมา “ทลายกำแพงที่กั้นทางไปแม่น้ำ” 

การกุศลในยุคใหม่จึงไม่ควรเป็นการสะสมแต้มบุญเพื่อภพหน้า แต่คือการ "ลงทุนในเพื่อนมนุษย์"เพื่อสร้างสังคมที่เราทุกคนสามารถเติบโตไปพร้อมกันได้อย่างภาคภูมิใจ เมื่อความเมตตา (Compassion) มาบรรจบกับประสิทธิภาพ (Efficiency) และความยุติธรรม (Justice)

เมื่อนั้น "การให้" ของคนไทยจะเปลี่ยนจากเพียงพลาสเตอร์ปิดแผลกลายเป็นพลังที่รักษาโรคร้ายของสังคมได้อย่างยั่งยืนในที่สุด