background-default

วันพฤหัสบดี ที่ 29 มกราคม 2569

Login
Login

โรงแรมไทยรักษ์โลก ลดโลกร้อน สะเทือนโลก

โรงแรมไทยรักษ์โลก ลดโลกร้อน สะเทือนโลก

ยังหรอกครับ ยังไม่มีโรงแรมที่ว่า แต่อยากเสนอให้สมาคมโรงแรมไทยและกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาทำเรื่องนี้อย่างจริงจัง เพื่อลดโลกร้อนโดยไม่ต้องเสียงบเพิ่มขึ้น

แถมยังลดค่าใช้จ่ายได้อีกด้วย และเพื่อชื่อเสียงของประเทศไทยที่ทำได้ก่อนใครอื่น

ที่มาของแนวคิด

ประมาณ 15-20 ปีก่อนหน้านี้ได้เคยมีความพยายามที่จะรณรงค์ให้คนที่เดินทางไปพักตามโรงแรมต่างๆ ทั่วโลก ตั้งอุณหภูมิห้องนอนไว้ที่ 25-27 องศาในหน้าร้อน แทนที่จะตั้งไว้ที่ 20-22 องศาตามความเคยชินเดิม นัยว่าเพื่อประหยัดพลังงานและรักษาสิ่งแวดล้อม แต่ไม่ประสบความสำเร็จ สุดท้ายเครือข่ายโรงแรมเขียว Green Hotel ต้องเลิกกิจกรรมนั้น

สาเหตุเป็นเพราะกระแสต้านโลกร้อนยังไม่โด่งดังเช่นปัจจุบัน แต่สาเหตุที่สำคัญมากที่สุดเป็นเพราะผ้าห่มนอนที่ใช้เป็นมาตรฐานของโลกตะวันตก คือเป็นผ้านวมหนาที่เมื่อห่มแล้วไม่สามารถหลับได้สบายเพราะร้อนเกิน ดังนั้น ทางแก้ไขปัญหานี้ง่ายมาก

แค่เพียงปรับวัฒนธรรมการนอนแนวตะวันตก มาเป็นรูปแบบของชาวบ้านในภูมิภาคตะวันออก เช่น ไทย เวียดนาม สิงคโปร์ โดยเปลี่ยนผ้าห่มนอนจากผ้านวมหนาเป็นผ้าบาง เช่น ผ้าแพรหรือผ้าฝ้าย

โรงแรมและรีสอร์ตทั่วโลกคือเป้าหมายของงานนี้

ธุรกิจโรงแรมและรีสอร์ตเป็นผู้ใช้พลังงานหลักของภาคบริการ โดยเฉพาะระบบปรับอากาศรวมทั้งการซักและรีดผ้าเครื่องนอน หากทำตามที่ได้เสนอไว้ข้างต้นก็จะสามารถลดได้ทั้งการใช้พลังงานไฟฟ้า การปล่อยก๊าซเรือนกระจก และต้นทุนการดำเนินงานไปพร้อมกัน

แต่ต้องมียุทธศาสตร์ว่าจะทำอย่างไรให้ธุรกิจโรงแรมและผู้เข้าพักยินยอมที่จะทำเช่นนั้น โดยต้องมีเหตุผลที่หนักแน่นพอมารองรับและจูงใจ

เหตุผลเชิงพลังงานและสภาพอากาศ 

การเพิ่มอุณหภูมิห้อง 1 องศาทำให้แอร์ทำงานน้อยลง ลดพลังงานได้ราว 2% หากเครือโรงแรมสามารถชักจูงแขกให้ตั้งอุณหภูมิห้องพักจากเดิม 20 เป็น 26 องศา เพิ่มขึ้น 6 องศาจะลดการใช้พลังงานได้ถึง 2 x 6 = 12% เมื่อคูณกับจำนวนห้องพักในโรงแรมทั่วโลก 27-30 ล้านห้อง

(สถาบันวิจัยอุตสาหกรรมโรงแรมออกตัวว่าตัวเลขนี้มีความคลาดเคลื่อนได้สูง ในที่นี้ใช้ตัวเลขนี้เพียงเพื่อความเข้าใจในนัยของแนวคิด) จะลดการใช้พลังงานและการปล่อยคาร์บอนได้มาก ดังตัวอย่างการคำนวณข้างล่างนี้

พลังงานที่ลดลง

สมมติใช้ตัวเลขห้องพักเท่ากับ 28 ล้านห้อง ใช้ไฟฟ้าสำหรับแอร์เฉลี่ย 35 หน่วย (หรือ kWh) ต่อห้องต่อวัน พลังงานที่ใช้สำหรับแอร์ของห้องพักทั้งโลกต่อปีจึงเท่ากับ 35 kWh/ห้อง/วัน x 28 ล้านห้อง x 250 วัน (คิดไม่เต็ม 365 วัน) = 245,000 ล้าน kWh ต่อปี การเพิ่มอุณหภูมิ 6 องศา ซึ่งลดพลังงานได้ 12% จึงลดได้ 245,000 x 0.12 = 29,400 ล้าน kWh ต่อปี

ค่าไฟที่ลดได้

วิศวกรชำนาญการของไทยสรุปแบบกว้าง ๆ ว่า ในทุก 1 องศาที่ลดได้จะประหยัดไฟได้ 0.01283 kWh (หรือหน่วย) ต่อปริมาตรห้อง (ลบ.ม.) ต่อชั่วโมง หรือ 0.052 บาทต่อ ลบ.ม.ต่อชั่วโมง เมื่อคิดจาก 28 ล้านห้อง ขนาด 50 ลบ.ม. ใช้งานวันละ 12 ชั่วโมง ปีละ 250 วัน

ค่าไฟที่ประหยัดได้จะเท่ากับ 0.052 x 50 ลบ.ม. x 12 ชม. x 6 องศา(ที่ปรับเพิ่มขึ้น) x 250 วัน x 28 ล้านห้อง ได้ถึงประมาณ 1,310,000 ล้านบาทต่อปี

คาร์บอนที่ลดได้

ค่าสัมประสิทธิ์การปล่อยคาร์บอนของโครงข่ายไฟฟ้าของโลกจะแตกต่างกันไปในแต่ละประเทศ สำหรับตัวอย่างการคำนวณนี้จะใช้ตัวเลขของไทยซึ่งคือประมาณ 0.5 กิโลกรัมคาร์บอน (kgCO₂) เทียบเท่าต่อ kWh จึงลดการปล่อยคาร์บอนได้เท่ากับ 29,400 x ล้าน kWh/ปี x 0.5 kgCO₂/kWh = 14,700 ล้านกิโลกรัมคาร์บอน/ปี หรือ 14.7 ล้านตันคาร์บอนต่อปี

ขอย้ำว่านี่เป็นเพียงตัวอย่างของข้อคิด ตัวเลขจากการคำนวณนี้มีความคลาดเคลื่อนสูงได้มาก จึงนำไปใช้อ้างอิงไม่ได้

นอกจากนี้ยังมีค่าใช้จ่ายและคาร์บอนที่ลดลงได้อีกจากการซักรีดผ้าห่มและผ้าปูที่เบาและบางกว่าจึงซักและแห้งได้เร็วกว่าอีกด้วย

ผลลัพธ์ระดับมหภาค

หากนำผลดีอื่นๆ มาร่วมคิดด้วย เช่น เอาไปใช้ในการทำรายงาน ESG / Carbon Management / Climate Action ทั้งในระดับโรงแรมเองและสมาคมฯ รวมทั้งระดับชาติเพื่อตอบโจทย์ NDC (National Determined Contribution ) ของประเทศ

ก็จะยิ่งเห็นศักยภาพของแนวคิดนี้ว่ามีผลกระทบได้ทั้งมากและกว้างไกล นี่ยังไม่นับรวมภาพลักษณ์โรงแรมที่คิดถึงสิ่งแวดล้อมที่เป็นเรื่องสำคัญมากอย่างหนึ่งในการทำธุรกิจยุคปัจจุบัน

แรงต้านที่เข้าใจได้

สิ่งที่เสนอนี้เป็นการเปลี่ยนพฤติกรรม และไม่มีการเปลี่ยนพฤติกรรมใดที่ทำได้ในข้ามวัน แต่หากมีงานทดลองที่ตอบโจทย์ได้ทั้งทางสังคม สิ่งแวดล้อม และเศรษฐกิจ การเปลี่ยนพฤติกรรมนั้นก็เป็นไปได้ ขึ้นอยู่กับการวางแผน การทำความเข้าใจไปจนถึงการได้รับความเห็นด้วยและร่วมมือจากองค์การนานาชาติ

เช่น UNFCCC หรือ United Nations Convention on Climate Change นี่ไม่ใช่ประเด็นที่พูดเอาสนุกแต่เป็นเรื่องของการวางยุทธศาสตร์ในการทำงานยักษ์ขนาดนี้

โจทย์วิจัยที่น่าศึกษาและนำไปปฏิบัติจริง

ข้อดีทั้งหมดนี้ในความเป็นจริงเกิดขึ้นได้ยากหากไม่สามารถเปลี่ยนความรับรู้ของคนจนไปถึงระดับเปลี่ยนพฤติกรรม จึงอยากเสนอให้มหาวิทยาลัยและหน่วยงานวิจัยของชาตินำความคิดนี้ไปวิจัยทางวิทยาศาสตร์ควบคู่กับสังคมศาสตร์โดยเฉพาะพฤติกรรมศาสตร์ เพื่อหาคำตอบที่จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางพฤติกรรมและธุรกิจการโรงแรมต่อไป

ในขั้นต้นขอเสนอแนวคิดดังนี้

1.ร่วมมือกับเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง เช่น ททท. สมาคมโรงแรมไทย สภาวิศวกรของไทย สมาคมวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย และอย่างน้อยในช่วงแรกก็ควรประสานกับเครือข่ายสมาคมโรงแรมในอาเซียน  

2.ประชาสัมพันธ์ข้อดีของโครงการ เพื่อหาลูกค้าที่รักษ์โลกและยินดีร่วมในงานทดลองโดยภาคธุรกิจทำเป็นโครงการส่งเสริมการขายเพื่อสร้างแรงจูงใจ

3.หาค่าใช้จ่ายและคาร์บอนที่สามารถลดได้จริง

4.สำรวจความพึงพอใจของลูกค้า รวมทั้งการให้คะแนนด้าน SD, ESG และ Climate Action 

5.วิเคราะห์ผลและสรุปเป็นแนวปฏิบัติสากลต่อสมาคมโรงแรมทั้งระดับชาติและนานาชาติ

6.ผลักดันเป็นนโยบายลดโลกร้อนด้วยโรงแรมของไทยเรา แล้วขยายผลผลักดันไปสู่ระดับนานาชาติ

“ความบ้าบอคือการทำสิ่งเดิมซ้ำแล้วซ้ำเล่า แล้วหวังว่าจะได้ผลต่างไปจากเดิม” อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์