การนำระบบคอมพิวเตอร์มาช่วยเสริมการเรียนรู้มีมาตั้งนานแล้ว จากประสบการณ์ตรงครั้งแรกเมื่อปี 2524 ( 40 กว่าปีมาแล้ว) ผู้เขียนมีโอกาสไปฝึกอบรมด้านไอทีที่ประเทศสหรัฐ
เขาให้เราไปเรียนแบบตัวต่อตัวกับเครื่องคอมพิวเตอร์ก่อน ระบบนั้นเรียกว่า คอมพิวเตอร์ช่วยสอน (Computer-Aided Instruction, CAI) เรียนอยู่ประมาณ 2-3 วันเพื่อเป็นการปูพื้นฐาน ก่อนเข้าไปเรียนในห้องเรียนที่มีคนสอนคนเดียว (Instructor-Led Class) แต่มีนักเรียนหลายคน
สิ่งที่ทั้ง 2 ระบบแตกต่างกันชัดเจนคือ CAI ถามไม่ได้ ถ้าไม่เข้าใจก็ต้องย้อนไปเรียนซ้ำเองอีกรอบ ส่วนแบบห้องเรียนเราสามารถถามคำถามได้ และครูผู้สอนก็มักจะให้คำอธิบายในอีกแนวหนึ่งที่ต่างจากตำรา เพราะถ้าครูยังอธิบายเหมือนตำรา เราก็คงไม่เข้าใจเหมือนเดิม
จากงาน “2 Sigma Problem” ของนักจิตวิทยาการศึกษา Benjamin S. Bloom (1984) พบว่าการสอนแบบตัวต่อตัวสามารถยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนได้สูงถึง 2 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน
เหมือนตอนที่ลุค สกายวอล์คเกอร์ได้รับการฝึกแบบตัวต่อตัวจากโอบีวัน และโยดาเพื่อเป็นเจไดได้สำเร็จ สำหรับการมาถึงของ AI จะพลิกสถานการณ์ให้การสอนแบบตัวต่อตัวกลับมาเป็นไปได้อีกครั้งหนึ่งจริงไหม และควรต้องทำอย่างไร นอกจากนี้ AI ยังจะเปลี่ยนอะไรอีกหลายๆ อย่างในระบบการศึกษาของเรา
AI ได้ทลายข้อจำกัดด้านงบประมาณและบุคลากรของการเรียนแบบตัวต่อตัวลง เพราะ AI สามารถปรับเปลี่ยนรูปแบบการสอนเนื้อหาตามจังหวะความต้องการ และความเข้าใจเฉพาะบุคคลของนักเรียนแต่ละคน
ซึ่งการเรียนแบบออนไลน์ผ่าน MOOC แม้จะทำได้ดีพอสมควรแต่เนื้อหาการเรียนยังเป็นแบบคงที่ ทุกคนยังเรียนแบบเดียวกัน มีคำอธิบายแบบเดียวกัน แม้ว่าบางวิชาอาจเชื่อมโยงไปยังผู้สอนให้ถามคำถามผ่าน email ได้
แต่สิ่งหนึ่งของ MOOC ต่างประเทศทำคือ บรรดาผู้เรียนต้องทำการบ้านส่งด้วย และยังมีการตั้งกลุ่มผู้เรียน (Discussion Forum) เพื่อสามารถถกปัญหา และวิเคราะห์แลกเปลี่ยนความรู้ความเข้าใจระหว่างผู้เรียนกันเองได้อีก ส่วน MOOC บ้านเรามักจะเป็นแบบทางเดียวเสียส่วนใหญ่
จุดเด่นสำคัญสุดของการใช้ AI คือ สามารถให้คำแนะนำได้แบบเวลาจริงทันที ไม่ปล่อยให้งงข้ามวันจนลืมไปแล้วว่าเราไม่เข้าใจอะไร
ดังนั้น การออกแบบองค์ประกอบของ AI ช่วยสอน (AI Virtual Tutor) ควรเป็นดังนี้
การวินิจฉัยที่แม่นยำ สามารถรับรู้และประมวลข้อมูลการเรียนของนักเรียนแต่ละคนแบบเวลาจริง เพื่อหาช่องว่างแล้วปรับการสอนให้เหมาะสม
การเรียนรู้แบบรอบรู้ (Mastery-Based Learning) นักเรียนจะสามารถก้าวไปบทเรียนข้างหน้าได้ก็ต่อเมื่อแสดงให้เห็นถึงความเชี่ยวชาญในแนวคิดหลักแล้ว ทำให้ช่องว่างของความรู้ถูกปิดไป
ให้ข้อเสนอแนะแบบทันที เพื่อแก้ไขและให้กำลังใจกับนักเรียนแบบเวลาจริง ทำให้ระดับการมีส่วนร่วมและความตั้งใจในการเรียนรู้เป็นไปต่อเนื่อง
สำหรับบ้านเราประเด็นการใช้ AI ช่วยสอนนี้ ยังสามารถลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา สามารถยกระดับคุณภาพให้ใกล้เคียงกันในทุกสถานศึกษาไม่ว่าจะเป็นในเมืองหรือชนบทห่างไกล ดังนั้นในการปฏิรูปเชิงโครงสร้างของการศึกษาไทยที่ผู้เขียนรวบรวมมาได้คร่าวๆ น่าจะมี 4 ส่วนได้แก่
1.หลักสูตรการศึกษาที่ต้องควบคู่ไปกับความชำนาญด้าน AI ต้องเปลี่ยนจากการท่องจำไปสู่การพัฒนาทักษะที่จำเป็นสำหรับศตวรรษที่ 21 ได้แก่ ความคิดสร้างสรรค์ การคิดวิเคราะห์ การแก้ปัญหาที่ซับซ้อน โดยหลักสูตรควรบูรณาการทักษะการใช้ AI ในฐานะผู้ช่วยหรือ copilot ไปพร้อมๆ กัน โดยเฉพาะทักษะการตั้งคำถาม (Prompt Engineering) เพื่อให้ได้คำตอบที่ต้องการ
2.ระบบการประมวลผล เนื่องจาก AI ยุคปัจจุบันสามารถทำข้อสอบมาตรฐานได้ดีกว่ามนุษย์แล้ว การประเมินผลทางวิชาการแบบดั้งเดิมจึงใช้ไม่ได้อีกต่อไป ตัวอย่างการวัดผลแบบใหม่เช่น ให้นักเรียนแก้ปัญหาที่ไม่เคยพบเห็นมาก่อน (Novel Problems) การวัดดุลยพินิจในสถานการณ์ที่มีความเสี่ยงสูงด้วยกรณีศึกษา
ตลอดจนความสามารถในการตรวจสอบความถูกต้องและเป็นกลางของคำตอบจาก AI ส่วนการสอบคงต้องเปลี่ยนไปวัดจากการทำโครงการ การสอบปากเปล่า เป็นต้น
3.การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานและบุคลากร ดูเหมือนโครงการ Anywhere, Any Time ได้อุดประเด็นนี้ไปแล้ว อย่างไรก็ดีในด้านของหลักสูตรที่จะบรรจุไว้ในคลังสื่อออนไลน์จะได้รับการปรับให้เป็นแบบข้อ 1 แล้วหรือยังขอติดตามต่อไป
แต่ควรเพิ่มและเน้นด้านการฝึกอบรมครูให้สมดุลกับการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานและการปรับหลักสูตรใหม่ดังกล่าว (โดยพิจารณาปรับใช้ AI competency framework for teachers ของ UNESCO)
นอกจากนี้ควรจะมองภาพกว้างในรูปแบบของเส้นทางอาชีพ (Career Roadmap) ให้ทะลุไปถึงประเด็นใหญ่จากผลกระทบของ AI ต่อตลาดแรงงานที่กำลังเปลี่ยนแปลงไป รวมไปถึงแนวทางการ upskill-reskill ที่เหมาะกับประเทศไทย
เป็นการสร้างทรัพยากรมนุษย์พันธุ์ใหม่เพื่อรองรับดำเนินการปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจและสังคม การสร้าง new S-Curve ในขณะที่เราก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุไปเสียแล้ว
4.การกำกับดูแล AI ในการศึกษา เนื่องจากการใช้ AI ในระบบการศึกษาต้องเกี่ยวข้องกับข้อมูลส่วนบุคคลจำนวนมหาศาล และยังมีความเสี่ยง จึงต้องมีกรอบธรรมาภิบาล AI ที่ชัดเจน มีการกำหนดขอบเขตการใช้งาน การตรวจสอบย้อนหลัง การประเมินความเสี่ยงก่อนนำไปใช้งาน
โดยเฉพาะการปฏิบัติตามพ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล นอกจากนี้ยังต้องมีการสร้างการตระหนักรู้ประเด็นสำคัญของ AI คือ อคติ และความน่าเชื่อถือของข้อมูลที่มาจาก AI
อนาคตของประเทศไทยขึ้นอยู่กับคุณภาพของคนไทยทุกคน การปฏิรูปการศึกษา อาจมีความหมายเทียบเท่ากับการปฏิรูป “โครงสร้างพื้นฐานทางปัญญา” ครั้งสำคัญ เพื่อติดอาวุธให้พวกเรารับมือกับโลกยุคใหม่ที่ซับซ้อน เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว AI เป็นเครื่องมืออันทรงพลัง และเป็นเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงโลกไปทุกส่วน (General Purpose Technology)
เรายังคงคาดเดายากว่าพัฒนาการของ AI จะไปถึงไหน รวดเร็วแค่ไหน แต่สำหรับประเทศไทยแล้วเราต้องก้าวไปข้างหน้าแบบมั่นคงและยั่งยืน ส่วนจะ “มั่งคั่ง” ได้แค่ไหนคงต้องพิจารณาตัวแปรอีกหลายตัวที่กำกับอยู่ (โดยเฉพาะด้านการเมือง) หวังว่าวันที่ 8 ก.พ. นี้เราจะเห็นและพิจารณาเลือกแนวทางที่ดีที่สุดสำหรับประเทศไทยกัน





