ภัยไซเบอร์ไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไปและไม่ใช่แค่ปัญหาทางเทคนิคของฝ่ายไอที เพราะภัยไซเบอร์ในวันนี้อาจเกิดขึ้นกับใครก็ได้และเกิดขึ้นได้ทุกเวลา
เมื่อพูดถึงภัยไซเบอร์ หลายคนมักนึกถึง “แรนซัมแวร์” แต่ในตอนนี้สถานการณ์ได้เปลี่ยนไปแล้ว ตามรายงาน Global Cybersecurity Outlook 2026 ของ World Economic Forum (WEF) ระบุว่า ภัยที่ผู้นำธุรกิจทั่วโลกกังวลมากที่สุดคือ การหลอกลวงและฉ้อโกงทางไซเบอร์
โดยเฉพาะ การโจมตีแบบฟิชชิง (Phishing) ซึ่งแซงหน้าแรนซัมแวร์ไปเป็นอันดับหนึ่งเรียบร้อยแล้ว มีการแจ้งเตือนเกี่ยวกับการฉ้อโกงผ่านระบบดิจิทัลว่า ได้กลายเป็นภัยที่ขยายวงกว้างมากและระดับความรุนแรงนั้นสูงเป็นประวัติการณ์กระทบทุกภาคส่วน สร้างความเสียหายทางการเงินอย่างมหาศาล
ไม่เพียงแต่กับบุคคลและองค์กรเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นในระบบดิจิทัลและโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของโลกอีกด้วย และที่สำคัญไม่แพ้กันคือ ทำให้คนเริ่มไม่ไว้วางใจระบบดิจิทัล ไม่ว่าจะเป็นอีเมล การโอนเงินออนไลน์ หรือแม้แต่การติดต่อผ่านแอพต่างๆ
นอกจากนี้ ในรายงานยังได้มีการสำรวจความคิดเห็นของผู้นำธุรกิจทั่วโลก 77% ระบุว่าการหลอกลวงและฟิชชิ่งเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ขณะที่ 73% แจ้งว่า คนรู้จักในแวดวงธุรกิจหรือตนเอง เคยได้รับผลกระทบจากภัยเหล่านี้โดยตรง
Phishing - ภัยคุกคามอันดับหนึ่ง
เมื่อพูดถึงการฉ้อโกงทางไซเบอร์ รูปแบบที่พบมากที่สุดคือ ฟิชชิง เห็นได้จากผลสำรวจพบว่า 62% มีคนรู้จักคนที่ตกเป็นเหยื่อของฟิชชิ่ง ปัจจุบันฟิชชิ่งไม่ได้จำกัดอยู่แค่อีเมลปลอมแต่พัฒนาไปหลากหลายรูปแบบ เช่น การโทรศัพท์หลอกลวง (Vishing) การส่งข้อความ SMS หลอกให้กดลิงก์ (Smishing) เป็นต้น
โดยรูปแบบการโจมตีเหล่านี้อาศัยการหลอกล่อให้เหยื่อเปิดเผยข้อมูลสำคัญ เช่น ชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน หรือข้อมูลทางการเงิน โดยมักแอบอ้างเป็นธนาคาร บริษัทขนส่ง หน่วยงานรัฐ หรือแม้แต่หัวหน้างาน เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ และเร่งให้เหยื่อตัดสินใจโดยไม่ทันระวังตัว
รวมไปถึงการฉ้อโกงผ่านใบแจ้งหนี้หรือโอนเงินผิดบัญชี ซึ่งมักเป็นส่วนหนึ่งของการโจมตีแบบ Business Email Compromise (BEC) เกิดขึ้นในองค์กร โดยมากกว่า 1 ใน 3 ของผู้ตอบแบบสอบถามระบุว่า เคยพบเหตุการณ์ลักษณะนี้ เช่น การปลอมแปลงตัวตน การขโมยข้อมูลส่วนบุคคลไปใช้สมัครบริการหรือทำธุรกรรมแทนผู้อื่น
นอกจากนี้ ยังมีภัยคุกคามจากคนใกล้ตัว เช่น การทุจริตของพนักงาน หรือการใช้สิทธิ์ในระบบอย่างไม่เหมาะสม ซึ่งผลสำรวจชี้ว่า 20% เคยพบปัญหานี้ในองค์กร ยังไม่รวมถึงการหลอกลวงรูปแบบอื่น ๆ เช่น การหลอกให้รักแล้วขอเงิน การแอบอ้างบุคคล หรือการชักชวนลงทุนปลอม โดยเฉพาะในคริปโตเคอร์เรนซี
AI ทำให้ภัยไซเบอร์ซับซ้อนและรวดเร็วยิ่งขึ้น : การเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของภัยคุกคามไซเบอร์ที่ขับเคลื่อนด้วย AI ผ่านการสร้างข้อความ เสียง หรือแม้แต่วิดีโอปลอมได้แนบเนียนกว่าเดิม เป็นตัวเร่งความเสี่ยงด้านไซเบอร์ในระดับที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน
จากผลสำรวจ 87% พบความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับ AI เพิ่มขึ้นในช่วงปีที่ผ่านมา และ 94% เชื่อว่า AI จะเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดที่กำหนดทิศทางความมั่นคงไซเบอร์ในปี 2026 นั่นแสดงให้เห็นว่า AI ไม่ได้ถูกใช้แค่เพื่อป้องกันภัย แต่ยังถูกนำมาใช้เป็น “เครื่องมือของมิจฉาชีพ” ด้วยเช่นกัน
เราจะเห็นได้ว่า ภัยไซเบอร์ไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไปและไม่ใช่แค่ปัญหาทางเทคนิคของฝ่ายไอที แต่เป็นปัญหาระดับเศรษฐกิจและสังคมที่กระทบต่อทุกคน การรับมือกับภัยเหล่านี้จึงจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่าย ทั้งภาครัฐ ธุรกิจ และผู้ให้บริการเทคโนโลยี รวมถึงการสร้างความรู้ความเข้าใจให้กับทุกคน เพื่อให้สามารถป้องกันตัวเองได้ในโลกดิจิทัลที่ซับซ้อนขึ้นเรื่อยๆ
เพราะท้ายที่สุดแล้ว การสร้างสังคมออนไลน์ที่ปลอดภัย ไม่ได้ขึ้นอยู่กับเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่ต้องอาศัยความรับผิดชอบร่วมกัน การตระหนักรู้ของทุกคน และการยกระดับความพร้อมด้านความมั่นคงไซเบอร์ให้เข้าถึงได้สำหรับทุกองค์กร ไม่ใช่เฉพาะองค์กรขนาดใหญ่หรือผู้ที่มีทรัพยากรสูงเท่านั้น
เพราะภัยไซเบอร์ในวันนี้อาจเกิดขึ้นกับใครก็ได้และเกิดขึ้นได้ทุกเวลาครับ





