วันอังคาร ที่ 3 มีนาคม 2569

Login
Login

ปัญหาเศรษฐกิจไทยที่ต้องแก้ไข (3)

ปัญหาเศรษฐกิจไทยที่ต้องแก้ไข (3)

ครั้งที่แล้ว ผมเขียนถึงการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างการส่งออก ทำให้การส่งออกของไทยไปสหรัฐฯเพิ่มขึ้นอย่างมาก แต่ในขณะเดียวกัน ก็นำเข้าสินค้าอุตสาหกรรมจากจีนมากขึ้น

ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากนโยบายของจีนที่มุ่งเน้นการทำให้จีนเป็นผู้นำด้านอุตสาหกรรมของโลก ไม่ว่าจะเป็น อุตสาหกรรมดั้งเดิม หรืออุตสาหกรรมอนาคต อุตสาหกรรมไทยจึงได้รับผลกระทบอย่างมาก 

เพราะในขณะเดียวกัน สหรัฐก็กีดกันการนำเข้าจากจีนและประเทศคู่ค้าอื่นๆ ของจีนก็ทยอยกันตั้งกำแพงภาษีเพื่อลดการนำเข้าจากจีนเช่นกัน นอกจากนั้นนโยบายการเงินของไทยที่มีส่วนในการปล่อยให้เงินบาทแข็งค่าขึ้นอย่างมากในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่กำลังส่งผลต่อความอยู่รอดของอุตสาหกรรมของไทย

แต่ภาคเศรษฐกิจของไทยที่จะต้องปรับปรุงพร้อมกันไปกับการปรับโครงสร้างภาคอุตสาหกรรมคือ ภาคเกษตรของไทย ดังที่ผมได้เคยนำเสนอข้อมูลเปรียบเทียบให้เห็นว่า ผลผลิตต่อไร่ของข้าวไทยต่ำกว่าประเทศคู่แข่งอย่างมากและแทบจะไม่ได้พัฒนาเลยในช่วงกว่า 20 ปีที่ผ่านมา แม้ว่าพรรคการเมืองทุกพรรคจะได้นำเงินภาษีของประชาชนมาอุดหนุนภาคเกษตรของไทยในรูปแบบต่างๆ มาโดยตลอด

ผมจะขอเริ่มโดยการนำเอาข้อมูลของประเทศไทย ไปเปรียบเทียบกับข้อมูลของประเทศเนเธอร์แลนด์ ซึ่งมีประชากร 18 ล้านคน แต่เป็นประเทศที่มีมูลค่าการส่งออกสินค้าเกษตร (ซึ่งรวมถึงการอาหารที่ถูกจัดให้เป็นสินค้าอุตสาหกรรม) สูงถึง 135,000 ล้านดอลลาร์

เป็นรองประเทศเดียว คือ สหรัฐ ที่มีประชากรมากถึง 340 ล้านคน และยังมีทรัพยากรธรรมชาติและพื้นที่มากมายกว่าเนเธอร์แลนด์หลายสิบเท่าตัว (ตารางประกอบ)

ปัญหาเศรษฐกิจไทยที่ต้องแก้ไข (3)

เนเธอร์แลนด์ลงทุนเพื่อใช้เทคโนโลยีและการบริหารจัดการที่ทันสมัย ทำให้คนดัตช์ ไม่ถึง 200,000 คน ที่ทำงานอยู่ในภาคเกษตรเป็นแรงขับเคลื่อนและเป็นรากฐานสำคัญของเศรษฐกิจเนเธอร์แลนด์ สามารถส่งออกสินค้าเกษตร มูลค่าเกือบ 3 เท่าของประเทศไทย ไทยมีแรงงานอยู่ในภาคเกษตรเกือบ 13 ล้านคน แปลว่าคนดัตช์นั้น มีผลผลิตต่อหัวมากกว่าคนไทยกว่า 30 เท่าตัว

ที่สำคัญคือภาคเกษตรของเนเธอร์แลนด์ใช้ แรงงาน 2.0% จากแรงงานทั้งหมด เพื่อผลิตสินค้าเกษตร คิดเป็นมูลค่าเท่ากับ 1.7% ของจีดีพี ในขณะที่ประเทศไทยใช้คนถึง 30% ของแรงงานทั้งหมด เพื่อผลิตสินค้าเกษตรคิดเป็นมูลค่า 8.7% ของจีดีพี

หากดูรายละเอียดที่สำคัญอื่นๆ ก็จะเห็นว่าเนเธอร์แลนด์นั้นใช้พื้นที่ เพื่อการเกษตรคิดเป็นสัดส่วนเท่ากับ 54% ของพื้นที่ทั้งหมด มากกว่าประเทศไทยซึ่งใช้พื้น 46% ของพื้นที่ทั้งหมด แต่เนเธอร์แลนด์ใช้น้ำน้อยมาก หรือเพียง 1.6% ของน้ำที่ใช้ทั้งประเทศ

เทียบกับไทยที่ภาคเกษตรใช้น้ำคิดเป็นสัดส่วน 60-70% ของการใช้น้ำทั้งหมด ทั้งนี้เพราะระบบเกษตรของเนเธอร์แลนด์มุ่งมั่นที่จะใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพ มีชลประทาน 

และที่สำคัญ คือปลูกพืชมูลค่าสูงโดยใช้ระบบเกษตรปิด ในหลายกรณีปลูกในเรือนกระจก (green house) เพื่อให้สามารถใช้เทคโนโลยีควบคุมสภาพแวดล้อมได้อย่างครอบคลุมและแม่นยำ มากที่สุดอย่างนี้จึงจะเรียกได้ว่า เป็น precision agriculture อย่างแท้จริง

สินค้าเกษตรของเนเธอร์แลนด์ที่มีมูลค่าสูงสุด 4 อันดับแรกคือ

1.ผลิตภัณฑ์นม เนยและไข่ไก่ มูลค่าส่งออกประมาณ 400,000 ล้านบาทต่อปี เทียบกับการส่งออกข้าวของไทยที่ประมาณ 200,000 ล้านบาทต่อปี

2.ดอกไม้ เช่น ทิวลิป และกุหลาบมูลค่าประมาณ 350,000 ล้านบาทต่อปี

3.เนื้อสัตว์ เช่น เนื้อหมู เนื้อวัวและเนื้อไก่ ประมาณ 320,000 ล้านบาทต่อปี

4. ผัก เช่น มะเขือเทศมันสำปะหลัง หัวหอม พริกหยวก และแตงกวา มูลค่าประมาณ 300,000 ล้านบาทต่อปี

จะเห็นได้ว่าเนเธอร์แลนด์เลือกที่จะปลูก ผลิต และขายสินค้าเกษตรที่มีมูลค่าสูง คือ ไม้ประดับ อาหารประเภทโปรตีน หรือที่มีคุณค่าทางอาหาร เช่น มะเขือเทศ โดยใช้เทคโนโลยีควบคุมการผลิตให้เป็นการทำการเกษตรแบบแม่นยำ และที่สำคัญคือ เพื่อให้ประหยัดแรงงาน ทำให้ผลผลิตต่อคนของเกษตรกรสูงมาก

ซึ่งจะเป็นการสร้างความมั่งคั่งให้เกิดขึ้นได้จริงสำหรับเกษตรกร ไม่ใช่การประกันราคา การประกันรายได้ การประกันกำไร หรือการล้างหนี้ให้เกษตรกร ที่พรรคการเมืองของไทย พยายามโฆษณาว่าจะทำให้เกษตรกรหายจน

ปัจจัยหนึ่งที่ผลักดันให้เนเธอร์แลนด์กลายเป็นมหาอำนาจด้านการเกษตรคือ ประสบการณ์ในสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่ ถูกกองทัพนาซีปิดกั้นการนำเข้าอาหาร ทำให้คนดัตช์อดตายไปประมาณ 22,000 คน ประเทศเนเธอร์แลนด์ จึงมีความมุ่งมั่น ในการพัฒนาภาคเกษตร

ส่วนหนึ่งโดยการจัดตั้งมหาวิทยาลัย Wageningen University & Research (WUR) ซึ่งผู้ที่อยู่ในวงการภาคเกษตรจะรู้กันว่าเป็นสถาบันที่เป็นผู้นำในด้านการเกษตรของโลก

ผมไม่ได้ต้องการให้ไทยต้องไปลอกแบบเนเธอร์แลนด์ เพราะเราได้เปรียบเนเธอร์แลนด์อย่างมากในเรื่องของพื้นที่ ปริมาณน้ำและแม้กระทั่งภูมิอากาศที่เรามีแดดเกือบทั้งปี แต่เป็นการยกตัวอย่างให้เห็นว่า มาตรฐานขั้นสูงของโลกนั้นอยู่ที่ตรงไหน และยังมีอีกหลายประเทศที่ทำการเกษตรที่มีประสิทธิภาพสูง

เช่น ออสเตรเลีย (ซึ่งมีผลผลิตข้าวต่อไร่ที่สูงที่สุดในโลก) และนิวซีแลนด์ (ที่มีมูลค่าส่งออกสินค้าเกษตรฯ รวมทั้งอาหาร มากกว่ามูลค่าการส่งออกสินค้าเกษตรของไทย แม้จะมีประชากรแค่ 3 ล้านคน) ดังนั้น หากไทยต้องการปฏิรูปภาคเกษตรจริง เราทำได้ แต่ต้องทำให้ถูกวิธีครับ