ในช่วงปลายปี 2568 ที่ผ่านมา มีความพยายามอย่างจริงจังจากพรรคการเมืองอย่างน้อยสามพรรค ที่ได้เสนอร่างแก้ไขพระราชบัญญัติการแข่งขันทางการค้า พ.ศ. 2560 (พ.ร.บ.การแข่งขันทางการค้าฯ) เข้าสู่กระบวนการพิจารณาของรัฐสภา
ร่างดังกล่าวได้ผ่านขั้นตอนตามกระบวนการนิติบัญญัติอย่างครบถ้วน ตั้งแต่การรับหลักการ การตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติการแข่งขันทางการค้า พ.ศ. 2560 การพิจารณาในรายละเอียดรายมาตรา ไปจนถึงการจัดทำรายงานเสนอต่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร
อย่างไรก็ดี ก่อนที่กระบวนการทั้งหมดจะเดินไปถึงปลายทาง กลับเกิดเหตุการณ์ยุบสภาเสียก่อน ทำให้การพิจารณาร่างกฎหมายดังกล่าวต้องสิ้นสุดลงตามกลไกของรัฐธรรมนูญ และต้องกลับมาเริ่มต้นใหม่อีกครั้งในสภาชุดถัดไป
จึงอาจกล่าวได้ว่า สิ่งที่หายไปพร้อมกับการยุบสภา คือ โอกาสในการปรับโครงสร้างการแข่งขันทางการค้าของไทยให้เท่าทันกับการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ
ตลอดกระบวนการพิจารณาร่างแก้ไขพระราชบัญญัติฉบับดังกล่าว มีหลายประเด็นที่ระหว่างเจ้าของร่าง และสำนักงานคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า (สำนักงาน กขค.) รวมถึงหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้อง มีความเห็นที่สอดคล้องกัน และมีความเห็นที่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ
ในส่วนของประเด็นที่นับว่าน่าสนใจและเป็นพัฒนาการเชิงบวกของระบบการแข่งขันทางการค้าของประเทศไทย อาทิ การปรับปรุงสัดส่วนสาขาวิชาชีพของผู้ที่จะมาดำรงตำแหน่งกรรมการการแข่งขันทางการค้าให้รัดกุมมากขึ้น การกำหนดให้กรรมการแต่ละท่านต้องแสดงความเห็นส่วนตนประกอบคำวินิจฉัยในแต่ละคดี
ซึ่งจะช่วยยกระดับความเชื่อมั่นของสาธารณชน รวมถึงข้อเสนอให้การอุทธรณ์คำวินิจฉัยในคดีการแข่งขันทางการค้าไปอยู่ในเขตอำนาจของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง
ประเด็นเหล่านี้ล้วนสะท้อนให้เห็นถึงความพยายามในการพัฒนากลไกการกำกับดูแลให้สอดรับกับความซับซ้อนของเศรษฐกิจยุคใหม่
ขณะเดียวกันก็มีหลายประเด็นที่ยังเป็นที่เห็นต่าง โดยเฉพาะในประเด็นสำคัญเชิงหลักการ เช่น การคงไว้ซึ่งโทษทางอาญาในกรณีที่ผู้ผูกขาดหรือผู้มีอำนาจเหนือตลาดกระทำความผิดตาม พ.ร.บ. การแข่งขันทางการค้าฯ รวมถึงกรณีการตกลงร่วมกันระหว่างผู้ประกอบธุรกิจในตลาดเดียวกัน
ซึ่งในมุมของหน่วยงานผู้บังคับใช้กฎหมาย เห็นว่าโทษทางอาญายังคงมีความจำเป็นในฐานะกลไกยับยั้งพฤติกรรมที่บ่อนทำลายโครงสร้างการแข่งขันอย่างร้ายแรง
อีกประเด็นหนึ่งที่ถกเถียงกันไม่น้อย คือ แนวคิดในการผนวกมิติของผู้บริโภคและสวัสดิการผู้บริโภคเข้าไว้ในกฎหมายการแข่งขันทางการค้าให้มากขึ้น
ในขณะที่ฝ่ายสำนักงาน กขค. เห็นว่า ควรแยกบทบาทของกฎหมายการแข่งขันทางการค้าออกจากกฎหมายคุ้มครองผู้บริโภคให้ชัดเจน เพื่อป้องกันความสับสนในการบังคับใช้ และรักษาเจตนารมณ์ดั้งเดิมของกฎหมายการแข่งขันทางการค้าที่มุ่งกำกับ “โครงสร้างและพฤติกรรมของตลาดและผู้ประกอบธุรกิจ” เป็นหลัก
นอกจากนี้ ยังมีอีกหนึ่งประเด็นที่น่าขบคิดอย่างยิ่ง คือ ข้อเสนอให้ลดอายุขั้นต่ำของผู้ที่จะเข้าดำรงตำแหน่งกรรมการการแข่งขันทางการค้า จากเดิม 40 ปี เหลือ 35 ปี ประเด็นนี้สะท้อนความพยายามเปิดพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่เข้ามามีบทบาทในกระบวนการพิจารณาคดีการแข่งขันทางการค้า
ท่ามกลางบริบทที่โลกธุรกิจเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะการผสานเทคโนโลยีดิจิทัล ปัญญาประดิษฐ์ และแพลตฟอร์มออนไลน์เข้ากับรูปแบบธุรกิจแบบดั้งเดิม
การมีมุมมองที่หลากหลายทั้งจากประสบการณ์และความเข้าใจเทคโนโลยี จึงอาจช่วยให้การวินิจฉัยคดีสอดคล้องกับความเป็นจริงทางเศรษฐกิจมากยิ่งขึ้น
อย่างไรก็ตาม หากเปิดโอกาสให้บุคคลเข้ามาดำรงตำแหน่งได้ตั้งแต่อายุยังไม่มาก ก็ย่อมต้องพิจารณาควบคู่กับโครงสร้างวาระการดำรงตำแหน่ง ปัจจุบันกฎหมายกำหนดให้กรรมการการแข่งขันทางการค้าดำรงตำแหน่งได้ไม่เกินสองวาระ หรือรวมระยะเวลาไม่เกินแปดปี
ข้อเสนอเชิงนโยบายที่น่าพิจารณา คือ การเปิดโอกาสให้สามารถกลับมาดำรงตำแหน่งได้มากกว่าสองวาระ โดยมีเงื่อนไขการเว้นวรรคหนึ่งรอบการสรรหา เพื่อรักษาสมดุลระหว่างความต่อเนื่องขององค์ความรู้ ความเป็นอิสระ และการหมุนเวียนบุคลากรในระยะยาว
กล่าวได้ว่าที่ผ่านมา สำนักงาน กขค. เองก็ได้จัดทำร่างแก้ไขพระราชบัญญัติในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการบังคับใช้กฎหมาย และได้ผ่านกระบวนการรับฟังความคิดเห็นของผู้มีส่วนได้เสียมาแล้วเป็นที่เรียบร้อย ซึ่งพร้อมจะนำเสนอเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของคณะรัฐมนตรีทันที เมื่อมีคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ที่สมบูรณ์
ดังนั้น หากผู้แทนราษฎรและพรรคการเมืองทุกพรรคจะให้ความสำคัญกับการแก้ไข พ.ร.บ.การแข่งขันทางการค้า และเห็นความสำคัญจนสามารถบรรจุเรื่องการพัฒนากฎหมายการแข่งขันทางการค้าไว้เป็นหนึ่งในนโยบายหาเสียงก็จะเป็นพระคุณ และเป็นประโยชน์ต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศอย่างยิ่ง จึงต้องขอกล่าวดังๆ ว่า ช่วยด้วยครับ…ท่านผู้แทน!





