วันพุธ ที่ 4 มีนาคม 2569

Login
Login

ขยะอาหาร ไม่ควรสูญเปล่า ปลดล็อกกฎหมายสร้างคุณค่าแทนการทิ้ง

ขยะอาหาร ไม่ควรสูญเปล่า ปลดล็อกกฎหมายสร้างคุณค่าแทนการทิ้ง

คนหนึ่งคนสร้างขยะอาหารเฉลี่ย 154 กิโลกรัมต่อปี จากสถิติในปี 2567 ประเทศไทยมีขยะอาหารมากกว่า 10.1 ล้านตันต่อปี คิดเป็นสัดส่วนเกือบ 1 ใน 3 ของมูลฝอยทั้งหมดที่เกิดขึ้นทั่วประเทศ

ที่สำคัญ ขยะอาหารกว่า 40% ยังอยู่ในสภาพที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ต่อได้ ส่วนที่เหลือแม้ไม่เหมาะสมต่อการบริโภคในรูปแบบเดิม แต่ยังมี “คุณค่า” ที่สามารถนำไปใช้ในกระบวนการอื่นได้อีก

ขยะอาหารไม่ได้เกิดขึ้นจากครัวเรือนเพียงอย่างเดียว หากอยู่ในกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการผลิต การจำหน่าย และการบริโภคอาหารโดยตรง ไม่ว่าจะเป็นตลาดสด ห้างร้าน โรงแรม หรือชุมชนเมืองขนาดใหญ่

ปัญหาขยะอาหารจึงไม่ได้เป็นเพียงเรื่องพฤติกรรมส่วนบุคคล แต่เชื่อมโยงกับระบบการจัดการอาหารทั้งห่วงโซ่ ตั้งแต่ต้นทางจนถึงปลายทาง

การที่อาหารจำนวนมากถูกทิ้ง ทั้งที่ยังสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ ไม่เพียงสะท้อนปัญหาการบริโภคหรือการบริหารจัดการของภาคธุรกิจเท่านั้น หากยังเชื่อมโยงไปยังข้อจำกัดด้านกฎหมายของไทย ที่ยังไม่เอื้อต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียนอย่างแท้จริง

โดยเฉพาะในประเด็นการจัดการอาหารส่วนเกินและขยะอาหาร ซึ่งเป็นหนึ่งในแหล่งกำเนิดขยะสำคัญของประเทศ แม้สังคมจะเริ่มตื่นตัวโดยมีโครงการบริจาคอาหารผ่านองค์กรการกุศล

แต่อุปสรรคสำคัญยังอยู่ที่ไทยยังไม่มีกฎหมายเฉพาะที่กำหนดหลักเกณฑ์ และแนวทางการจัดการอาหารส่วนเกินและขยะอาหารอย่างเป็นระบบ รวมถึงการขาดหน่วยงานเจ้าภาพหลัก ทำให้ไม่สามารถเชื่อมโยงและขับเคลื่อนไปในทิศทางเดียวกันได้ 

๐ เมื่อ “อาหารส่วนเกิน” ยังไม่ถูกมองเป็น “ทรัพยากร” และ “ขยะอาหาร” ถูกจัดการอย่างไม่เหมาะสม

“อาหารส่วนเกิน” (Surplus food) คืออาหารที่ผลิตหรือจัดจำหน่ายมากเกินความต้องการ แต่ยังมีคุณภาพดีและสามารถบริโภคได้ เช่น อาหารที่ใกล้หมดอายุ และอาหารที่เหลือจากการขาย ที่ผ่านมาการกำกับดูแลอาศัยกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

 เช่น พ.ร.บ. อาหาร 2522 ซึ่งมีวัตถุประสงค์อยู่ที่การคุ้มครองผู้บริโภคและการป้องกันอันตรายต่อสุขภาพ แต่ทว่ายังขาดมาตรการทางกฎหมายเพื่อลดการเกิดอาหารส่วนเกินโดยการนำอาหารที่ยังใช้ได้กลับมาใช้ประโยชน์

ช่องว่างสำคัญประการหนึ่งคือ การขาดกฎหมายคุ้มครองผู้บริจาคอาหารและองค์กรตัวกลาง กรณีเกิดความเสียหายจากการบริโภคอาหารส่วนเกิน แม้การบริจาคจะกระทำโดยสุจริตและเพื่อประโยชน์สาธารณะ

ภาคธุรกิจยังต้องเผชิญความเสี่ยงด้านความรับผิดทั้งทางแพ่งและอาญา ทำให้หลายกิจการเลือกทำลายอาหารแทนการบริจาค เพราะเป็นทางเลือกที่ “ปลอดภัยกว่า” ในทางกฎหมาย

ขณะเดียวกัน มาตรการทางภาษีไม่สร้างแรงจูงใจที่เหมาะสมได้ เนื่องจากการบริจาคสินค้าโดยไม่มีค่าตอบแทนถือเป็นการขายในทางภาษี ทำให้ผู้ประกอบการต้องนำมูลค่าอาหารที่บริจาคมาคำนวณเป็นภาษีขาย

แม้จะมีข้อยกเว้นสำหรับอาหารสด หรือสินค้าเกษตรบางประเภท แต่ก็ครอบคลุมเพียงบางกรณี ซึ่งไม่สอดคล้องกับลักษณะอาหารส่วนเกินที่เกิดขึ้นจริงในภาคค้าปลีกและอุตสาหกรรมอาหาร

นอกจากนี้ การบริจาคอาหารถูกจัดอยู่ในหมวดรายจ่ายเพื่อการกุศลหรือสาธารณประโยชน์ ผู้ประกอบการที่มีคุณสมบัติตามเงื่อนไขกฎหมาย สามารถใช้สิทธิหักลดหย่อนได้ไม่เกิน 2% ของกำไรสุทธิเท่านั้น ข้อจำกัดนี้ทำให้กิจการที่มีอาหารส่วนเกินจำนวนมากไม่สามารถใช้สิทธิทางภาษีได้เต็มมูลค่าการบริจาค

สำหรับ “ขยะอาหาร” (Food waste) ซึ่งได้แก่ อาหารส่วนเกินที่หมดสภาพหรือหมดอายุจนไม่สามารถบริโภค มีกฎหมายไทยที่เกี่ยวข้อง เช่น พ.ร.บ. การสาธารณสุข พ.ศ. 2535 พ.ร.บ. รักษาความสะอาด พ.ศ. 2535

  • มุ่งเน้นการดูแลรักษาความสะอาดและจัดการขยะปลายทางให้ถูกสุขลักษณะ

ภายใต้ความรับผิดชอบของ อปท. ซึ่งพบว่า บางพื้นที่ยังขาดระบบการคัดแยกที่มีประสิทธิภาพ ขยะอาหารถูกนำไปทิ้งรวมกับขยะทั่วไป ทำให้ยากต่อการนำไปใช้ประโยชน์ต่อ

ในขณะเดียวกัน กลไกปัจจุบันไม่เอื้อต่อการดำเนินการนำขยะอาหารไปใช้ประโยชน์ในกิจกรรมเชิงพาณิชย์ เช่น การนำไปแปรรูปเป็นปุ๋ยหรือพลังงาน จะต้องผ่านกระบวนการอนุญาตจาก อปท. ที่เข้มงวดมาก และหากต้องมีการขนย้ายขยะอาหารข้ามพื้นที่ ต้องผ่านการพิจารณาของเจ้าหน้าที่ซึ่งใช้ระยะเวลาที่ยาวนาน

๐ เศรษฐกิจหมุนเวียน: เปลี่ยนมุมมอง และปรับปรุงด้านกฎหมายขยะส่วนเกินและขยะอาหาร

รัฐบาลจำเป็นต้องเร่งปรับกติกาให้สอดคล้องและเอื้อกับแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน โดยเปลี่ยนมุมมองจากการเห็นอาหารที่ขายไม่หมดหรือบริโภคไม่ทันเป็นของเสียต้องทิ้ง มาเป็นทรัพยากรที่ยังสามารถนำไปใช้ประโยชน์ต่อได้หลายทาง

ไม่ว่าจะเป็นการส่งต่อเพื่อการบริโภค การนำไปเป็นอาหารสัตว์ การแปรรูป หรือการใช้ผลิตพลังงาน ก่อนจะเหลือเพียงส่วนน้อยที่ต้องกำจัด โดยไม่สร้างภาระเกินสมควรแก่ผู้ประกอบการและประชาชน

ดังนั้น การขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียนด้านอาหารควรออกแบบให้การบริจาคอาหารส่วนเกินเป็นทางเลือกที่ปลอดภัย คุ้มค่า และลดความเสี่ยงของผู้ประกอบการ เพื่อจูงใจให้เลือกบริจาคมากกว่าการทำลายหรือทิ้งอาหาร และช่วยลดปริมาณขยะอาหาร

โดยต้องดำเนินควบคู่ระหว่างมาตรการเชิงบังคับที่สร้างมาตรฐาน กับมาตรการจูงใจที่ทำให้การบริจาคมีความคุ้มค่าในทางเศรษฐกิจ

สำหรับมาตรการเชิงบังคับ รัฐควรกำหนดมาตรฐานอาหารที่บริจาคได้ตามระดับความเสี่ยง กำหนดหลักเกณฑ์การขนส่งและการเก็บรักษา รวมถึงระบบขึ้นทะเบียนผู้บริจาคและองค์กรตัวกลาง พร้อมหน้าที่เปิดเผยข้อมูลต่อหน่วยงานกำกับ เพื่อยกระดับความปลอดภัยและคุ้มครองผู้บริโภค ควบคู่กับบทลงโทษที่เหมาะสมสำหรับการฝ่าฝืนมาตรฐาน

ขณะเดียวกันควรใช้มาตรการจูงใจทางภาษี โดยรับรองให้การบริจาคผ่านหน่วยรับบริจาคที่รัฐรับรองมีผลเทียบเท่าการทำลายสินค้าเพื่อลดภาระภาษีมูลค่าเพิ่ม และเพิ่มสิทธิหักค่าใช้จ่ายสำหรับกิจกรรมบริจาค การคัดแยก และการกระจายอาหาร ควบคู่กับการกำหนดอัตราค่าเก็บขยะตามปริมาณอาหารที่ถูกทิ้ง

โดยใช้หลักการ “ผู้ก่อมลพิษเป็นผู้จ่าย” (Pay-As-You-Throw: PAYT) เพื่อสะท้อนต้นทุนทางสิ่งแวดล้อมที่แท้จริง และทำให้การตัดสินใจบริจาคมีเหตุผลทางเศรษฐศาสตร์รองรับ

ในระยะยาว ควรพิจารณาออกกฎหมายคุ้มครองผู้ดำเนินการโดยสุจริตตามแนวคิดกฎหมายบริจาคอาหารที่หลายประเทศใช้ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงด้านความรับผิด พร้อมทั้งจัดให้มีเจ้าภาพนโยบายที่ชัดเจน ระบบข้อมูลที่เชื่อมโยงได้ มีกลไกติดตามตรวจสอบระหว่างส่วนกลางกับท้องถิ่น

รวมถึงการกำหนดระบบคัดแยกขยะอาหารตั้งแต่ต้นทางและมาตรฐานกลางที่ อปท. นำไปใช้ร่วมกันได้ ตลอดจนการปรับขั้นตอนอนุญาตด้านการรวบรวม ขนย้าย และแปรรูปให้รวดเร็วและชัดเจน เพื่อเปิดพื้นที่ให้ภาคเอกชนและชุมชนมีบทบาทในการลดขยะอาหารอย่างยั่งยืน

ขยะอาหารไม่ได้หมดคุณค่าในวันที่ถูกทิ้ง หากแต่หมดโอกาสที่จะสร้างมูลค่าต่อเพราะระบบที่ยังไม่เปิดทาง ในขณะที่หลายประเทศกำลังเดินหน้า คำถามสำคัญไทยจะเลือกยืนดู หรือก้าวตามให้ทันโลก