ข่าวใหญ่สะเทือนโลกอย่างการปฏิบัติการของสหรัฐฯ ได้เข้าไปจับคุมผู้นำเวเนซุเอลา หนึ่งในประเทศผู้ครองทรัพยากรน้ำมันรายใหญ่ของโลก ได้กลายเป็นแรงสั่นสะเทือนครั้งใหญ่ในภูมิรัฐศาสตร์โลก
แม้น้ำมันจะไม่ใช่เหตุผลเดียว แต่เหตุการณ์นี้เตือนว่า “เกมพลังงาน” ไม่เคยหายไปจากโลก
แม้ทุกวันนี้เรากำลังพูดถึงพลังงานสะอาดมากขึ้น แต่น้ำมันยังคงเป็นเส้นเลือดใหญ่หล่อเลี้ยงเศรษฐกิจของประเทศ และเป็นแหล่งรายได้สำคัญที่ผูกโยงกับอำนาจรัฐและเสถียรภาพทางการเมืองโดยตรง ใครบังคับทิศทางราคาน้ำมันได้ ก็สามารถกำหนดจังหวะเศรษฐกิจโลกในระดับหนึ่งได้เช่นกัน
ที่ผ่านมา เราเห็นบทบาทของผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ ตั้งแต่โอเปคและโอเปคพลัส ไปจนถึงประเทศผู้ผลิตรายสำคัญอย่างรัสเซีย ซาอุดีอาระเบีย อิหร่าน เวเนซุเอลา หรือแม้แต่สหรัฐฯ ที่กลายมาเป็นหนึ่งในผู้ผลิตรายใหญ่ที่สุดของโลก ต่างใช้พลังงานเป็นเครื่องมือเชิงยุทธศาสตร์ทั้งทางเศรษฐกิจและการเมือง
ราคาน้ำมันไม่ได้สะท้อนกลไกตลาดเพียงอย่างเดียว แต่สะท้อนเกมอำนาจ การต่อรอง ความขัดแย้ง และวิกฤติระหว่างประเทศที่กระเพื่อมไปทั่วทั้งตลาดเงิน ตลาดอาหาร และเงินเฟ้อของครัวเรือนทั่วโลก
เมื่อมองย้อนกลับไปจะเห็นว่า พลังงานฟอสซิลไม่เพียงสร้างรายได้ แต่ยังสร้างสัญญาทางการเมือง ภายในประเทศผู้ผลิต รายได้จากน้ำมันถูกใช้แลกเปลี่ยนกับเสถียรภาพ การอุดหนุน และความภักดีทางการเมือง เมื่อรายได้ลดลงหรือราคาผันผวนรุนแรง เสถียรภาพก็อาจสั่นคลอน ดังที่เห็นในหลายประเทศที่เข้าสู่วงจรความไม่สงบและการเมืองที่ร้อนแรงในช่วงหลายปีที่ผ่านมา
ทั้งหมดนี้เชื่อมโยงอย่างแนบแน่นกับข้อเท็จจริงสำคัญที่ถูกย้ำในรายงานของสหประชาชาติว่า ในช่วง 60 ปีที่ผ่านมา อย่างน้อยร้อยละ 40 ของความขัดแย้งภายในประเทศทั่วโลกมีความเชื่อมโยงกับการแย่งชิงหรือใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ
ไม่ว่าจะเป็นน้ำมัน แร่ธาตุ พื้นที่เพาะปลูก หรือแหล่งน้ำจืด และประเทศที่เคยเข้าสู่สงครามเพราะทรัพยากรมักมีความเสี่ยงสูงขึ้นเกือบ 2 เท่าที่จะกลับไปสู่ความขัดแย้งซ้ำหลังสงบศึกแล้ว
เมื่อมองภาพใหญ่ของโลก จะพบการกระจุกตัวของทรัพยากรในไม่กี่พื้นที่ เช่น น้ำมันดิบของโลกกว่า 58% อยู่ในตะวันออกกลาง ก๊าซธรรมชาติราว 70% กระจุกตัวอยู่ในรัสเซีย ตะวันออกกลาง และเอเชียกลาง
ลิเธียมกว่า 75% อยู่ในสามประเทศ คือ ชิลี ออสเตรเลีย และอาร์เจนตินา โคบอลต์กว่า 70% มาจากประเทศเดียว คือ สาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก ในส่วนจีนควบคุมกำลังการแปรรูปแร่หายากของโลกมากกว่า 85%
ภาพนี้สะท้อนว่า โลกไม่ได้ขาดทรัพยากร แต่อาจขาดความมั่นคงเชิงภูมิรัฐศาสตร์ของทรัพยากรและทำให้การเปลี่ยนผ่านพลังงานสะอาดเองก็ยังผูกติดกับความเสี่ยงทางการเมืองรูปแบบใหม่
การเปลี่ยนผ่านนี้ไม่ได้ลดแรงกดดันทางภูมิรัฐศาสตร์ กลับทำให้ “แร่ธาตุวิกฤติ” เช่น ลิเธียม นิกเกิล โคบอลต์ และแร่หายาก กลายเป็นทรัพยากรยุทธศาสตร์ชุดใหม่ เพราะเป็นหัวใจของแบตเตอรี่และเทคโนโลยีสีเขียว
ที่น่าจับตาคือ เมื่อแหล่งผลิตและการแปรรูปกลับกระจุกตัวอยู่ในไม่กี่ประเทศ ทำให้ห่วงโซ่อุปทานโลกมีความเปราะบางอย่างยิ่ง หากมีความตึงเครียดทางการเมืองหรือสงคราม เศรษฐกิจสีเขียวทั้งระบบอาจสะดุดได้ทันที
เมื่อรวมกับแรงกดดันจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ภาพที่เห็นจึงชัดขึ้นว่าความขัดแย้งทรัพยากร ไม่ใช่เรื่องไกลตัว โลกกำลังเผชิญภัยแล้งและน้ำท่วมที่รุนแรงขึ้น พื้นที่เกษตรกรรมบางส่วนเริ่มเสี่ยงใช้งานไม่ได้ และเมื่อทรัพยากรพื้นฐานหายากขึ้น ความตึงเครียดก็ยิ่งสูงขึ้นตามไปด้วย
อีกมิติหนึ่งของทรัพยากร คือ สงครามชิงน้ำ ภายในปีค.ศ. 2050 ประชากรมากกว่าสามในสี่ของโลกอาจเผชิญความเครียดด้านน้ำรุนแรง และกว่าร้อยละ 40 ของมนุษยชาติอาศัยอยู่ในลุ่มน้ำที่ใช้ร่วมกัน น้ำที่เคยเป็นสัญลักษณ์ของชีวิต จึงกลายเป็นทั้งเครื่องมือและตัวแปรทางการเมือง
เราเห็นแรงปะทะชัดเจนทั้งในลุ่มน้ำไนล์ ลุ่มน้ำโขง และลุ่มน้ำไทกริสยูเฟรทีส ที่ประเทศต้นน้ำและปลายน้ำมีความเข้าใจและผลประโยชน์ต่อกันไม่เท่ากัน
ไม่เพียงแค่เรื่องน้ำและแร่ธาตุ แต่หลายประเทศที่พึ่งพารายได้จากน้ำมันเป็นหลัก ก็กำลังเผชิญสิ่งที่เรียกว่า การลดคาร์บอนที่สร้างบาดแผล คือ รายได้จากฟอสซิลหายไปเร็วกว่าการปรับตัวของสังคมและเศรษฐกิจ ส่งผลให้รัฐเปราะบาง เกิดแรงกดดันทางสังคม และในบางกรณีก็ปะทุเป็นความรุนแรงทางการเมือง เป็นด้านมืดของการเปลี่ยนผ่านพลังงานที่คนยังพูดถึงกันไม่มากพอ
ทั้งหมดนี้ทำให้เห็นภาพใหญ่ของโลกปัจจุบันว่า ความมั่นคงได้ขยายขอบเขตหมายความรวมถึงความสามารถในการบริหารจัดการน้ำ พลังงาน อาหาร และแร่ธาตุอย่างเป็นธรรม โปร่งใส และยืดหยุ่นต่อวิกฤติ โลกกำลังก้าวสู่วาระของสงครามทรัพยากรหลายมิติ ซึ่งเกิดพร้อมกันทั้งบนดิน ใต้น้ำ บนท้องฟ้า และในห่วงโซ่อุปทานทั่วโลก
สำหรับประเทศไทย เรื่องเหล่านี้ไม่ใช่เพียงข่าวที่เกิดขึ้นในที่ห่างไกล เราเผชิญทั้งภัยแล้งและน้ำท่วมที่รุนแรงขึ้น น้ำทะเลหนุน การกัดเซาะชายฝั่ง การพึ่งพาอาหารจากระบบนิเวศที่เริ่มเปราะบาง รวมถึงการตั้งอยู่ในเส้นทางยุทธศาสตร์ของลุ่มน้ำโขง
ซึ่งเชื่อมโยงทั้งเศรษฐกิจ ชีวิตผู้คน และภูมิรัฐศาสตร์ในภูมิภาคโดยตรง ความมั่นคงจึงขยับจากกรอบเดิม ไปสู่ความมั่นคงเชิงระบบทรัพยากรที่มองน้ำ พลังงาน อาหาร แร่ธาตุ และสิ่งแวดล้อมเป็นเรื่องเดียวกัน
ในบริบทโลกที่ทรัพยากรกลายเป็นทั้งต้นทุนทางเศรษฐกิจและอาวุธทางการเมือง บทเรียนสำคัญจึงไม่ใช่เพียงการแย่งชิงให้ได้มากที่สุด แต่คือการบริหารจัดการให้ยั่งยืนที่สุด เพราะประเทศที่อยู่รอดในโลกอนาคตจะไม่ใช่ประเทศที่มีทรัพยากรมากที่สุด
แต่เป็นประเทศที่สามารถออกแบบระบบพลังงาน อาหาร น้ำ และแร่ธาตุให้พึ่งพาตนเองได้มากขึ้น ลดความเปราะบางของห่วงโซ่อุปทาน และกระจายความเสี่ยงจากแรงปะทะทางภูมิรัฐศาสตร์
เรากำลังก้าวเข้าสู่ยุคที่ความมั่นคงไม่วัดกันด้วยกองทัพเพียงอย่างเดียว แต่ถูกกำหนดด้วยความสามารถในการดูแล “ฐานทรัพยากรของชีวิต” ให้เพียงพอ เป็นธรรม และยืดหยุ่นต่อวิกฤติที่กำลังถาโถมเข้ามาพร้อมกันหลายระลอก





