การซื้อขายสินค้าทางออนไลน์หรือที่เรียกว่า e-commerce หรือพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ เริ่มต้นขึ้นประมาณปี 2536-2537 และต่อมาเริ่มมีความนิยมแพร่ขยายไปทั่วโลก ประเทศไทยก็ตอบสนองต่อแนวโน้มดังกล่าว
ในปี 2545 ประเทศไทยมีการปฏิรูประบบราชการ มีการตั้งกระทรวงไอซีที หน้าที่ส่วนหนึ่งรับผิดชอบวางโครงสร้างพื้นฐานระบบไอทีของประเทศ
ด้านกระทรวงพาณิชย์มีการเปลี่ยนแปลงส่วนราชการภายใน กรมทะเบียนการค้าเปลี่ยนชื่อเป็นกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ปรับเพิ่มภารกิจมีหน้าที่ในการพัฒนาธุรกิจการค้า นอกเหนือจากงานหลักเดิมที่รับผิดชอบการจดทะเบียนจัดตั้งห้างหุ้นส่วนบริษัท งานกำกับดูแลการทำบัญชี
โดยมีการจัดตั้งกองพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ เพื่อทำหน้าที่ส่งเสริมพัฒนาการค้าขายทางออนไลน์หรือพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์
ทางด้าน APEC ก็ให้ความสำคัญกับ e-commerce มาก โดยเห็นว่าจะสามารถลดการใช้กระดาษในการทำธุรกรรมทางค้าระหว่างประเทศ ให้เป็น Paperless Trading ได้และจะสามารถลดค่าใช้จ่ายในการนำเข้าส่งออกสินค้าในภาพรวมได้ถึง 5% การประชุม APEC ในช่วงนั้นจะมีเรื่อง e-commerce เป็นวาระของการประชุมทั้งกลุ่มย่อยและเต็มคณะทุกครั้ง
ประเด็นที่มีการหารือกัน คือการเสริมสร้างความรู้ความสามารถเกี่ยวกับ e-commerce ให้ผู้ประกอบธุรกิจโดยเฉพาะรายย่อยที่เริ่มต้นประกอบธุรกิจ การสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้บริโภคที่ซื้อสินค้าผ่านช่องทาง e-commerce คือการสร้าง Trust Mark ให้ผู้ประกอบธุรกิจที่น่าเชื่อถือ
ประเด็นสำคัญคือ การหารือกันเรื่องภาษีศุลกากรว่าจะสมควรเก็บกับการนำเข้าสินค้าที่ซื้อทางช่องทาง e-commerce อย่างไรหรือไม่ เสียงส่วนใหญ่เห็นว่าในระยะแรกเริ่มหากมีการเก็บภาษีศุลกากรสำหรับสินค้าที่ตกลงซื้อขายกันทางช่องทาง e-commerce จะเป็นอุปสรรคต่อการเจริญเติบโตและการขยายตัวของ e-commerce
นอกจากนี้ก็มีปัญหา Digital Goods ที่เป็นสินค้าที่จับต้องไม่ได้ สามารถส่งมอบกันทางคอมพิวเตอร์ แล็ปท็อปโน้ตบุ๊ก โทรศัพท์มือถือได้เลย เช่น บรรดาซอฟต์แวร์ เพลง ภาพยนตร์ ภาพและหนังสืออีบุ๊ค จะมีปัญหาข้อกฎหมายและปัญหาในทางปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ศุลกากรหลายประการ
แต่ความเห็นเรื่องยังไม่ควรเรียกเก็บภาษีนำเข้าสินค้าที่ซื้อผ่านทางช่องทาง e-commerce ในระยะเริ่มแรกของที่ประชุม APEC มีลักษณะเป็นแนวทางแนะนำ ไม่มีสภาพบังคับในการยกเว้นการเรียกเก็บอากรนำเข้า
บทบาทขององค์การการค้าโลก ในการเรียกเก็บอากรขาเข้าสินค้าที่ซื้อทางช่องทาง e-commerce
สำหรับบทบาทขององค์การการค้าโลกต่อประเด็นการเรียกเก็บภาษีนำเข้าสำหรับสินค้าที่ซื้อทางช่องทาง e-commerce นั้น องค์การการค้าโลกไม่ได้จัดทำเป็นข้อตกลงที่จะไม่เรียกเก็บอากรขาเข้าสำหรับสินค้าที่ซื้อผ่านช่องทาง e-commerce
แต่ออกเป็นมติในปี 2541 เป็น WTO e-commerce Moratorium คือประเทศสมาชิกจะไม่เรียกเก็บอากรขาเข้า สำหรับ electronic transmissions แต่ไม่ได้ให้ความหมายของ electronic transmissions ไว้ว่าครอบคลุมสินค้าอะไรบ้าง ในทางปฏิบัติก็เข้าใจว่าคือ Digital Goods ด้วย
ทั้งนี้ WTO e-commerce Moratorium ไม่มีลักษณะถาวร แต่จะมีการเสนอให้ที่ประชุมของคณะรัฐมนตรีองค์การการค้าโลก (Ministerial Conference) พิจารณาว่าจะต่ออายุต่อไปหรือไม่
สำหรับ WTO e-commerce Moratorium ที่ยังมีอายุใช้ในปัจจุบันจะมีอายุจนถึงการประชุม Ministerial Conference ในครั้งถัดไปที่จะจัดขึ้นประมาณกลางเดือนมีนาคม 2569 หากที่ประชุมมีมติให้ยุติก็จะหมดอายุลงในการประชุมครั้งนี้ หากให้ต่ออายุต่อไปก็จะมีอายุจนถึงการประชุมในครั้งต่อไป
ประเทศไทยกับการเรียกเก็บอากรขาเข้าสินค้าที่ซื้อทางช่องทาง e-commerce
ประเทศไทยเรียกเก็บอากรขาเข้าสำหรับสินค้าที่จับต้องได้ที่ซื้อทางช่องทาง e-commerce ทางบรรดาแพลตฟอร์มต่างๆ มาตลอด ยกเว้นเป็นสินค้าที่มีมูลค่าไม่เกิน 1,500 บาท ซึ่งเป็นข้อยกเว้นทั่วไปที่จะไม่ถูกเรียกเก็บอากรขาเข้า
แต่ไม่เรียกเก็บอากรขาเข้าสินค้าที่เป็น Digital Goods ไม่ว่าจะมีมูลค่าเท่าใด แต่หลังจากรัฐบาลโดยกระทรวงการคลังประกาศยกเลิกข้อกำหนดไม่เรียกเก็บอากรขาเข้าสินค้าที่มีมูลค่าไม่เกิน1,500 บาทที่เป็นข้อยกเว้นทั่วไปแล้ว
ต่อไปการซื้อสินค้าที่จับต้องได้ทาง e-commerce ทางบรรดาแพลตฟอร์มต่างๆ ที่เคยได้รับอานิสงส์ จากข้อยกเว้นดังกล่าวไม่ต้องเสียอากรขาเข้าหากสินค้านั้นมีมูลค่าไม่เกิน1,500 บาทไม่ต้องเสียอากรขาเข้า หมดไปแล้ว
ต่อไปสินค้าที่สั่งซื้อทาง e-commerce ทางแพลตฟอร์มต่างๆ ที่เป็นสินค้าที่ส่งมาจากต่างประเทศ แม้มีราคาตั้งแต่ 1 บาทไม่เกิน 1,500 บาทก็ต้องเสียอากรนำเข้า ซึ่งก็ต้องรอความชัดเจนว่าผู้ประกอบการแพลตฟอร์มต่างๆ เหล่านั้นจะดำเนินการอำนวยความสะดวกให้ผู้ซื้ออย่างไร ไม่ให้ผู้ซื้อต้องเดินทางไปชำระอากรขาเข้าที่หน่วยงานที่มีอำนาจหน้าที่
การยกเว้นอากรขาเข้าสินค้า Digital Goods
สำหรับสินค้าที่เป็น Digital Goods ที่ถือว่าเป็น electronic transmissions ตาม WTO e-commerce Moratorium นั้นมีความเห็นจากนักวิเคราะห์ว่า WTO e-commerce Moratorium น่าจะได้รับการต่ออายุในการประชุม WTO Ministerial Conference ต่อไปเรื่อยๆ
เนื่องจากปัจจุบันระบบศุลกากรทั่วโลก รวมทั้งของไทยยังมีข้อจำกัดทางเทคโนโลยีในการเรียกเก็บอากรขาเข้า Digital Goods ซึ่งเกี่ยวพันถึงข้อกฎหมายศุลกากรด้วย
คือเป็นสินค้าที่จับต้องไม่ได้ เจ้าพนักงานศุลกากรไม่เห็นและไม่สามารถตรวจสอบของที่นำเข้าได้ ไม่สามารถตรวจสอบได้ว่านำเข้าทางด่านศุลกากรใด ข้ามแดนเมื่อใด อันมีข้อต้องพิจารณาว่านำเข้าสำเร็จเมื่อใด ภาระภาษีเกิดขึ้นเมื่อใด สินค้าที่นำเข้ามูลค่าเท่าใดมีเกณฑ์พิจารณาอย่างไร ในกรณีจำเป็นต้องตรวจสอบแหล่งกำเนิดสินค้า จะตรวจสอบได้อย่างไร
จากเหตุผลข้อเท็จจริงดังกล่าวเชื่อว่า การยกเว้นไม่เรียกเก็บอากรขาเข้าสำหรับสินค้าที่เป็น Digital goods ตาม WTO e-commerce Moratorium ของประเทศต่างๆ รวมทั้งประเทศไทยด้วยยังคงต้องมีต่อไป
จนกว่าจะมีการค้นพบเทคโนโลยีสำหรับระบบศุลกากร ที่สามารถตรวจสอบแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่กล่าวมาข้างต้นได้ว่าได้นำเข้าสินค้า Digital Goods ข้ามแดนมาเมื่อใด ที่ไหน มีมูลค่าที่แท้จริงเท่าใด มีแหล่งกำเนิดที่ไหน





