การประชุมรัฐภาคีกรอบอนุสัญญาควบคุมยาสูบ องค์การอนามัยโลก (COP 11) ณ กรุงเจนีวา ระหว่างวันที่ 17-22 พฤศจิกายน 2568 มีผู้แทนจากประเทศต่างๆ เข้าร่วมมากถึง 160 ประเทศ
นอกจากจะไม่พิจารณาประเด็น ‘การลดอันตราย’ ของผลิตภัณฑ์ที่มีนิโคติน รูปแบบใหม่ (บุหรี่ไฟฟ้าแบบใช้ความร้อน ถุงนิโคติน ฯลฯ) แต่เน้นย้ำถึงอันตรายต่อทั้งสุขภาพมนุษย์และสิ่งแวดล้อมจากผลิตภัณฑ์ยาสูบ (https://fctc.who.int/newsroom/news/item/22-11-2025-global-tobacco-control-conference-concludes-with-decisions-on-environment-liability)
หนึ่งในประเด็นของมาตรการ ‘ก้าวหน้า’ (forward looking measures) ในการควบคุมยาสูบคือการทำให้บริษัทยาสูบต้องรับผิดตามกฎหมาย เนื่องจากก่อให้เกิดความเสียหายมากมายทั้งภาระโรคและการทำลายสิ่งแวดล้อม
มาตรา 19 (liability) ในกรอบอนุสัญญาควบคุมยาสูบ องค์การอนามัยโลก เรียกร้องให้รัฐภาคีใช้กระบวนการทางนิติบัญญัติ เพื่อมุ่งสู่การฟ้องบริษัทยาสูบทั้งคดีทางอาญาและทางแพ่ง ที่ประชุมเน้นย้ำว่า ประเด็นที่เกี่ยวข้องกับ มาตรา 19 เป็นองค์ประกอบสำคัญสำหรับการควบคุมยาสูบ
บทบรรณาธิการของวารสาร The Lancet ฉบับวันที่ 16 สิงหาคม 2568 รายงานว่า สำนักงานประกันสุขภาพแห่งชาติ (NHIS) ประเทศเกาหลีใต้ดำเนินการฟ้องคดีบริษัท Korea Tobacco & Ginseng Corporation (KT&G) ฟิลิป มอริส และ บริทิช อเมริกัน โทแบกโก เป็นจำนวนเงิน 40 ล้านดอลลาร์
นับเป็นครั้งแรกของภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ที่หน่วยงานของรัฐบาลดำเนินการฟ้องบริษัทยาสูบเพื่อให้จ่ายค่าเยียวยาผู้สูบบุหรี่ เนื่องจากภาระโรคจากการสูบบุหรี่โดยเฉพาะจากมะเร็ง ส่งผลให้เกิดภาระทางงบประมาณ ซึ่งรัฐบาลไม่ควรจะต้องรับผิดชอบผลกระทบที่เกิดจากผลิตภัณฑ์ที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ
กรณีของเกาหลีใต้อาจจะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในการฟ้องร้องทางด้านสาธารณสุข เพื่อเป็นแบบอย่างสำหรับรัฐบาลของประเทศต่างๆ ในการให้บริษัทยาสูบรับผิดชอบทางการเงินสำหรับความเสียหายต่อสุขภาพ
สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ซี่งเป็นผู้จ่ายค่ารักษาพยาบาลให้ประชากรเกาหลีทั้งประเทศ ฟ้องคดีบนพื้นฐานที่บริษัทยาสูบต้องรับผิดชอบสำหรับภาระโรคที่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์การแพทย์บ่งชี้ว่ามีสาเหตุจากการสูบบุหรี่ รวมทั้งมะเร็งปอด และมะเร็งทางเดินหายใจ
การฟ้องคดีนี้มีความเป็นเอกลักษณ์ที่ใช้หลักฐานจากข้อมูลรายจ่ายค่าประกันสุขภาพแห่งชาติในการรักษาผู้สูบบุหรี่ระยะยาวจำนวน 3,465 คน ระหว่างปี 2545 ถึง 2555
สิ่งที่แตกต่างไปจากการฟ้องคดีในสหรัฐอมริกาและแคนาดา คือสถิติของความเชื่อมโยงในระดับประชากรจะเป็นที่ยอมรับในการฟ้องคดีแพ่ง แต่ศาลในประเทศเกาหลีใต้เรียกหลักฐานเพื่อพิสูจน์ความสัมพันธ์ของสาเหตุในระดับบุคคล
ดังนั้น กรณีของเกาหลีใต้จึงจำกัดอยู่ในกลุ่มประชากรกลุ่มเล็กที่เป็นมะเร็งประเภทที่มีความสัมพันธ์โดยตรงกับการสูบบุหรี่ และมีตัวแปรลวงน้อยที่สุด
เมื่อพิจารณาด้านเศรษฐศาสตร์ คดีนี้มีความสำคัญเพราะท้าทายแนวคิดสมมติฐานที่ว่ารัฐบาลจะต้องรับผิดชอบผลกระทบ หรือความเสียหายที่เกิดจากผลิตภัณฑ์ซึ่งถูกกฎหมาย
ต้นทุนค่ารักษาพยาบาลโรคที่เกิดจากการสูบบุหรี่ในแต่ละปีที่รัฐบาลเกาหลีต้องใช้คืองบประมาณมากกว่า 653 ล้านดอลลาร์ แต่คดีนี้เรียกค่าเยียวยาน้อยกว่าร้อยละ 6 ของค่ารักษาต่อปี คือเฉพาะค่ารักษาโรคมะเร็งเท่านั้น
อย่างไรก็ตาม หากรัฐได้รับชัยชนะในคดีนี้ ก็จะสามารถฟ้องคดีบริษัทยาสูบสำหรับโรคอื่นๆ ได้อีก เช่น โรคระบบทางเดินโลหิตและโรคหัวใจ รวมทั้งโรคทางเดินหายใจ
ที่สำคัญยิ่งไปกว่านั้น คดีนี้ปรับเปลี่ยนแนวคิดโรคภัยที่เกิดจากการสูบบุหรี่ไม่เพียงแต่สุขภาพส่วนบุคคลเท่านั้น แต่เกี่ยวข้องกับการชดเชยค่าเสียหายอย่างเป็นระบบสำหรับผู้ประกันตนด้านสาธารณสุข
นี่เป็นการเปลี่ยนกรอบแนวคิดการควบคุมยาสูบจากความท้าทายด้านพฤติกรรม สู่ความรับผิดทางกฎหมายในทุกภาคส่วน (intersectoral accountability) ซึ่งหลักฐานทางระบาดวิทยาและเศรษฐศาสตร์สาธารณสุข จะสามารถนำมาใช้สนับสนุนการเยียวยาในด้านงบประมาณและด้านกฎหมาย
ในขณะที่ระบบสาธารณสุขทั่วโลกเผชิญความท้าทายกับต้นทุนค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นและภาระโรคไร้เชื้อเรื้อรัง การเรียกร้องค่าเยียวยาจากทรัพยากรของบริษัทยาสูบ ซึ่งกอบโกยกำไรจากอันตรายของผลิตภัณฑ์ที่มี นิโคติน ไม่เพียงแต่เป็นความยุติธรรมเท่านั้นแต่เป็นความจำเป็น
สหรัฐอเมริกามีกฎหมายห้ามบริษัทยาสูบหลอกลวงผู้บริโภค ดังนั้น รัฐสภาและรัฐบาลไทยควรที่จะจัดทำนโยบายและร่างกฎหมาย ไม่ให้บริษัทยาสูบและเครือข่ายบริวารหลอกลวงสังคมไทย
โดยเฉพาะประเด็นบุหรี่ไฟฟ้า รัฐสภาควรจะมีมาตรการห้ามแต่งตั้งผู้แทน หรือเครือข่ายบริวารของบริษัทยาสูบ เป็นที่ปรึกษา หรือคณะกรรมาธิการของรัฐสภาไทย ซึ่งมาตรฐานระดับนานาชาติในการจัดทำนโยบายสาธารณะอย่างโปร่งใส
ต้องไม่มีผู้ที่มีผลประโยชน์ทับซ้อนเข้ามาเป็นผู้จัดทำนโยบาย ประเด็นนี้สอดคล้องกับมาตรา 5.3 กรอบอนุสัญญาควบคุมยาสูบ องค์การอนามัยโลก
กระทรวงยุติธรรมของสหรัฐอเมริกาฟ้องบริษัทยาสูบเมื่อปี 2542 ในข้อหา ฉ้อฉล หลอกลวง และสมรู้ร่วมคิด นับทศวรรษ และมุ่งเป้าไปยังเด็กและเยาวชน ต่อมา เมื่อปี 2549 ผู้พิพากษา Gladys Kessler ได้ตัดสินว่าบริษัทยาสูบหลอกลวงสังคมตลอดระยะเวลา 5 ทศวรรษที่ผ่านมา และยังคงมีพฤติกรรมดังกล่าว
จึงสั่งให้บริษัทยาสูบห้ามหลอกลวง หรือทำให้เข้าใจผิดเกี่ยวกับอันตรายต่อสุขภาพจากยาสูบ และบังคับให้รายงานด้านการตลาดรายปีต่อรัฐบาล
บริษัทยาสูบเป็นหนึ่งในสี่อุตสาหกรรม ที่ก่อความเสียหายต่อเศรษฐกิจและสังคม และเป็นอุปสรรคสำคัญต่อเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนขององค์การสหประชาชาติ จึงมีความจำเป็นที่รัฐบาลไทยและรัฐสภาเร่งจัดทำนโยบายและมาตรการเพื่อจัดตั้งกองทุนเยียวยาโดยให้บริษัทยาสูบจ่ายเงินเข้ากองทุน
ทั้งนี้ การตัดสินคดีในสหรัฐอเมริกาเกี่ยวกับบริษัทยาสูบสามารถนำมาใช้เป็นบรรทัดฐานของนโยบายและมาตรการในการปกป้องและคุ้มครองผู้บริโภคชาวไทย





