นอร์เวย์พลิกล็อกล้มยักษ์บราซิลจากยิงสองประตูของฮาแลนด์ ทะลุเข้าสู่รอบก่อนรองชนะเลิศ นอร์เวย์ผ่านเข้าสู่รอบก่อนรองชนะเลิศฟุตบอลโลกเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์
บลูมเบิร์ก/เอพี รายงานว่า เออร์ลิง ฮาแลนด์ โหม่งประตูขึ้นนำในนาทีที่ 80 และทำประตูได้อีกครั้งก่อนหมดเวลาการแข่งขันปกติ พานอร์เวย์ผ่านเข้าสู่รอบก่อนรองชนะเลิศฟุตบอลโลกเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ด้วยการเอาชนะบราซิลไปได้ 2-1 เมื่อวันอาทิตย์ (5 ก.ค. 69) ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นการแสดงศักยภาพของกองหน้าผู้สูงใหญ่นี้บนเวทีที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของโลกฟุตบอล
หลังจากแทบไม่มีบทบาทเลยตลอดช่วงบ่ายส่วนใหญ่และได้สัมผัสบอลอย่างจำกัด ฮาแลนด์ก็ระเบิดฟอร์มเก่งออกมาในช่วงเวลาที่สำคัญที่สุด โดยเขาใช้ศีรษะด้านขวาโหม่งบอลเข้าประตูไปจากการเปิดบอลที่สมบูรณ์แบบของ อันเดรียส เชลเดอรุป ซึ่งถูกส่งลงสนามมาในช่วงพักครึ่ง เชลเดอรุปกระโดดขึ้นหลังฮาแลนด์เพื่อฉลองร่วมกับกองหน้าเจ้าของความสูง 6 ฟุต 5 นิ้ว (ประมาณ 196 ซม.) ที่ทำประตูที่ 6 ของตัวเองในฟุตบอลโลกหนนี้ และเขาก็ทำแบบนั้นอีกครั้งหลังจากจ่ายให้ฮาแลนด์ทำประตูที่ 7 ซึ่งส่งผลให้ฮาแลนด์ทำสถิติยิงประตูมากที่สุดในทัวร์นาเมนต์ร่วมกับ ลิโอเนล เมสซี ของอาร์เจนตินา และ คีเลียน เอ็มบัปเป ของฝรั่งเศส
ฮาแลนด์ยังขยายสถิติการพังประตูในแมตช์การแข่งขันอย่างเป็นทางการระดับชาติของเขาติดต่อกันเป็นนัดที่ 14 โดยทำได้ถึง 27 ประตูในช่วงดังกล่าว และมียอดรวม 62 ประตูจากการลงเล่น 54 นัดให้ทีมชาตินอร์เวย์
ในส่วนของเกมรับ ออร์ยัน นีลันด์ ผู้รักษาประตูก็โชว์ฟอร์มได้อย่างยอดเยี่ยม โดยเขาเซฟจังหวะสำคัญได้ตั้งแต่ช่วงต้นเกมด้วยการพุ่งไปทางซ้ายเพื่อปฏิเสธลูกจุดโทษของ บรูโน กิมาไรส์ ในนาทีที่ 14 และต่อมาก็ใช้มือซ้ายปัดลูกยิงของ เอนดริก เอาไว้ได้ในช่วงท้ายเกมขณะที่นอร์เวย์กำลังรักษาสกอร์นำอยู่เพียงประตูเดียว
ในรอบ 8 ทีมสุดท้าย นอร์เวย์จะผ่านเข้าไปพบกับผู้ชนะระหว่างคู่ เม็กซิโก กับ อังกฤษ ในวันเสาร์นี้ที่เมืองไมอามี การ์เดนส์ รัฐฟลอริดา
กิมาไรส์ กลายเป็นผู้เล่นบราซิลคนแรกที่ยิงจุดโทษไม่เข้าในฟุตบอลโลกนับตั้งแต่ ซิโก้ ทำไว้เมื่อปี 1986 การตัดสินใจให้เขาเป็นผู้รับหน้าที่สังหารแทนดาวดังอย่าง วินิซิอุส จูเนียร์ นำมาซึ่งการตั้งคำถามในทันที และอาจถูกวิพากษ์วิจารณ์ไปอีกนานพอสมควร
นอกจากนี้บราซิลยังมีโอกาสที่หลุดลอยไปอีกหลายครั้ง รวมถึงจังหวะที่ คาเซมิโร เปิดบอลข้ามฟากพลาดเป้าหมายที่จะส่งให้ เนย์มาร์ ในจังหวะที่อาจกลายเป็นประตูตีเสมอได้
ประตูเดียวที่นีลันด์เสียไปนั้นมาจากลูกจุดโทษของ เนย์มาร์ ในช่วงท้ายของการทดเวลาบาดเจ็บ ซึ่งเปลี่ยนได้เพียงแค่สกอร์สุดท้ายของเกมเท่านั้น
นีลันด์ในวัย 35 ปี ซึ่งเป็นผู้เล่นที่อายุมากที่สุดในทีม ถือเป็นปัจจัยสำคัญในชัยชนะครั้งประวัติศาสตร์ที่นับเป็นหนึ่งในความสำเร็จครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของประเทศ อย่างน้อยก็ในประเภททีมชาย เพราะแม้ทีมฟุตบอลหญิงของนอร์เวย์จะเคยคว้าแชมป์ฟุตบอลโลกมาแล้วในปี 1995 แต่ทีมชายเพิ่งผ่านเข้ารอบสุดท้ายมาได้เพียง 4 ครั้งเท่านั้น และครั้งล่าสุดต้องย้อนไปถึงปี 1998 โดยที่ผ่านมาพวกเขายังไม่เคยไปได้ไกลกว่ารอบ 16 ทีมสุดท้ายเลย
- บราซิลอดีตแชมป์ห้าสมัยแพ้กลับบ้าน
บราซิลต้องตกรอบกลับบ้านด้วยผลงานที่ต่ำกว่าความคาดหมายอย่างสิ้นเชิงสำหรับอดีตแชมป์โลก 5 สมัย ที่ตั้งเป้าไว้ว่า "ต้องแชมป์เท่านั้นไม่งั้นคือล้มเหลว" ยักษ์ใหญ่แห่งวงการฟุตบอลโลกรายนี้ต้องหยุดสถิติการเข้าสู่รอบก่อนรองชนะเลิศติดต่อกันไว้ที่ 8 ครั้ง โดยเป็นการร่วงตกรอบก่อนถึงขั้นนี้เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 1990
นอกจากนี้ ยังนับเป็นการปราชัยต่อคู่แข่งจากยุโรปในฟุตบอลโลกติดต่อกันเป็นนัดที่ 7 ของบราซิล ย้อนไปตั้งแต่ตอนที่พวกเขาเอาชนะเยอรมนีในนัดชิงชนะเลิศปี 2002 การขาดหายไปของ ลูคัส ปาเกตา กองกลางที่ได้รับบาดเจ็บก็ไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้น แม้ว่า กาเบรียล มาร์ติเนลลี จะแสดงให้เห็นถึงความเร็วในบางจังหวะหลังจากได้รับเลือกจากกุนซือ คาร์โล อันเชล็อตติ ให้ลงสนามเป็นตัวจริงก็ตาม
ฝั่งนอร์เวย์ได้ตัว ยูเลียน ไรเออร์สัน กองหลังตัวเก่งกลับมาจากอาการบาดเจ็บที่ทำให้เขาต้องพักไปใน 2 เกมก่อนหน้านี้ และโค้ช สตาเล่ โซลบัคเค่น ก็ได้รับรางวัลตอบแทนจากการแก้เกมในช่วงพักครึ่ง เมื่อเชลเดอรุปเป็นผู้ทำแอสซิสต์ให้กับทั้งสองประตูของฮาแลนด์
การปรับทัพเหล่านั้นมีส่วนสำคัญในเกมพลิกล็อกนี้ แม้ว่าชัยชนะครั้งนี้อาจจะไม่ได้สั่นสะเทือนเลื่อนลั่นเท่ากับเกมในรอบแบ่งกลุ่มเมื่อปี 1998 แต่นอร์เวย์ก็ได้แสดงให้เห็นว่าพวกเขาได้พัฒนาในฐานะชาติลูกหนังไปมากเพียงใดนับตั้งแต่วันนั้น และการล้มบราซิลลงได้ก็คือบันไดขั้นล่าสุดในกระบวนการดังกล่าว
แฟนบอล "แซมบ้า" ในเสื้อสีเหลืองมีจำนวนมากกว่าแฟนบอลเสื้อสีแดงของนอร์เวย์อย่างเห็นได้ชัด ซึ่งแฟนบอลนอร์เวย์หลายคนได้ร่วมกันทำท่าฉลอง "ไวกิ้ง โรว์" (Viking Row) อันโด่งดังบนอัฒจันทร์ โดยแฟนบอลบราซิลยังร่วมส่งเสียงเชียร์ท่านี้ก่อนเริ่มการแข่งขันด้วยซ้ำ แต่หลังจบเกม แฟนบอลบราซิลกลับต้องตกอยู่ในความเงียบงันด้วยความตกตะลึง
นอกจากนี้ ท่ามกลางผู้ชมที่เข้ามาจนเต็มความจุของสนามจำนวน 80,663 คน ยังมีแร็ปเปอร์ชื่อดังอย่าง เจย์-ซี (Jay-Z), นักแสดงตลก คริส ร็อก (Chris Rock), นักแสดง วู้ดดี้ ฮาร์เรลสัน (Woody Harrelson), นักแสดงหญิง โซเฟีย เวอร์การา (Sofía Vergara) และ เจเลน บรันสัน (Jalen Brunson) นักบาสเกตบอลจากทีม นิวยอร์ก นิกส์ แชมป์ NBA คนล่าสุด ซึ่งได้รับเสียงเชียร์อย่างกึกก้องเมื่อภาพของเขาปรากฏบนหน้าจอวิดีโอในสนาม


