ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่มีการเปลี่ยนแปลง และเต็มไปด้วยโอกาสและความท้าทายใหม่ๆ เราจึงขอสรุปเทรนด์ที่น่าสนใจ 6 เทรนด์ด้วยกัน ดังนี้
1.ความมั่นคงต้องมาก่อน (Stability Focused)
หลังจากสถานการณ์โควิดมีการเปลี่ยนแปลงของความคิดค่านิยมของผู้บริโภค ต่อการเตรียมความพร้อมสำหรับอนาคต ผู้คนมองหา “ความมั่นคง” เนื่องจากเข้าใจว่าอาจมีเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดเกิดขึ้นได้เสมอ มีการเตรียมความพร้อมเพื่อรับมือมากขึ้น หากเทียบกับช่วงก่อนโควิด มีความยืดหยุ่น เพื่อสร้างความมั่นคงทางการเงินให้มากที่สุด เช่นการลงทุน การซื้อประกัน การมีรายได้มากกว่า 1 ทาง และการหารูปแบบใหม่ๆ ที่จะทำให้ชีวิตมั่นคง
จากการศึกษาของ Kantar Consulting 76% ของผู้บริโภคในเอเชียแปซิฟิก ให้ความสำคัญกับการซื้อประกันเพื่อรับมือกับอนาคตที่ไม่แน่นอนในปัจจุบัน หากดูในแต่ละประเทศ พบผู้บริโภคส่วนใหญ่เห็นความสำคัญของการซื้อประกัน เช่น 84% ในประเทศอินโดนีเซีย 78% ในประเทศฟิลิปปินส์ 75% ที่เวียดนาม และ 73% ที่ประเทศไทย เป็นการสะท้อนให้เห็นถึงความต้องการความมั่นคง และการวางแผนสำหรับอนาคต
ความกังวลของผู้บริโภคเช่นนี้ คือ Consumer Tension พวกเขามองหาผลิตภัณฑ์ หรือบริการที่มาช่วยเพิ่มความมั่นคงในชีวิต ซึ่งเป็นโอกาสที่ดีของแบรนด์ต่างๆ ที่จะพัฒนาผลิตภัณฑ์มาเพื่อลด Tension ตรงนี้ ในมาเลเซียมีประกันที่ช่วยคุ้มครองในกรณีที่มีภัยธรรมชาติ หรือเหตุการณ์ไม่สงบทางการเมือง ขณะที่ในอินโดนีเซีย มีประกันแบบ Lifestyle ที่ช่วยคุ้มครองในกรณีที่เกิดเหตุไม่คาดฝันในการทำกิจกรรมต่างๆ เช่นการไปดูคอนเสิร์ต เป็นต้น
2.เราต้องไม่มีวันแก่ (Never-Ageing Trend)
ขณะที่ประชากรในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีจำนวนประชากรที่อายุ 60 ปีขึ้นไปมากขึ้น คาดว่า 15% ของประชากรจะอายุเกิน 60 ปี ในปี 2030 และเพิ่มขึ้นเป็น 22% ในปี 2050 หากแต่แนวความคิดและมุมมองเกี่ยวกับการแก่ชรานั้นสวนทางกัน พวกเค้ามองว่า เราสามารถรับมือกับอายุที่เพิ่มขึ้นได้ และรู้สึก “ไม่แก่” แม้อายุจะเพิ่มขึ้น มุมมองที่เปลี่ยนไป คือการมองว่าการมีอายุเพิ่มขึ้นไม่ใช่ชะตากรรม แต่เป็นทางเลือก จากการที่ผู้สูงอายุมองการเพิ่มขึ้นของตัวเลขแบบ passive ในตอนที่เป็นแบบ active คือเตรียมรับมือและมีความสุขไปกับมัน ในมุมของการเข้าสังคมและการใช้ชีวิต เดิมการชราภาพ คือชีวิตแบบโดดเดี่ยว แต่ในปัจจุบัน ผู้สูงอายุสามารถมีสังคม มีกิจกรรม ที่ทำให้ได้พบปะผู้คน และใช้ชีวิตได้อย่างเต็มที่
การเปลี่ยนแปลงความคิดและความต้องการของผู้บริโภคเช่นนี้ ทำให้พวกเขาต้องการที่จะควบคุมกระบวนการ ageing ของตัวเองได้ และมองหาผลิตภัณฑ์และบริการ ที่จะช่วยให้เขารับมือกับการเสื่อมลงของสุขภาพได้ การที่ผู้สูงอายุ active มากๆ ทางออนไลน์ ทำให้พวกเขามีความรู้มากขึ้น รู้จักผลิตภัณฑ์และเทคโนโลยีใหม่ๆ ตลอดเวลา 55% ของผู้บริโภคในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ active ทางออนไลน์ และ 55% ติดตาม influencer อย่างต่อเนื่อง
การนำเสนอผลิตภัณฑ์เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคในกลุ่มนี้จึงเป็น “Sweet Spot” สำหรับแบรนด์ที่ต้องการเติบโตในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพราะกลุ่มนี้ยังมองหาสิ่งที่จะตอบสนองความต้องการของเขาได้ดีกว่า เช่น ผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ ความงาม ที่อยู่อาศัยแบบ smart home ที่ช่วยให้พวกเขาสามารถดูแลตัวเองได้ โดยไม่ต้องพึ่งพาคนอื่น หรือเทคโนโลยีใหม่ๆ เช่น wearable ที่สามารถ track ข้อมูลด้านสุขภาพ เป็นต้น
3.สังคมดิจิทัล (Digital Society)
เอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นสังคมดิจิทัล และยังคงมีการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง เพราะการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตเพิ่มมากขึ้นในแต่ละประเทศ รวมถึงการเติบโตของการซื้อสินค้าออนไลน์ เช่น ฟิลิปปินส์ ไทย และมาเลเซีย ผู้บริโภคมองหาความสะดวกสบาย ความรวดเร็ว คุณภาพ และความหลากหลายของสินค้าและบริการ ซึ่งทำให้มีการเติบโตของ commerce มากขึ้น ในปัจจุบัน ผู้บริโภคในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อยู่ในโลกคู่ขนาน คือ โลกออนไลน์ และโลกออฟไลน์ เราพบว่าในแต่ละประเทศมีการใช้อินเทอร์เน็ตต่อวันในอัตราที่สูง ระหว่าง 7-8 ชั่วโมงขึ้นไปต่อวัน
สังคมในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เปิดรับกับชีวิตแบบดิจิทัล ทั้งเรื่องการใช้ชีวิตประจำวัน ความบันเทิง การเรียน การทำงาน และด้านการเงิน นี่เป็นโอกาสที่ดีของแบรนด์ที่จะเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตพวกเขา ผ่านทางดิจิทัล เทคโนโลยีต่างๆ ทั้งการสื่อสารออนไลน์ การออกผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ เช่น การบริการจ่ายเงินแบบ contactless หรือการยืนยันตัวตนผ่านทาง Facial Recognition ทั้งนี้ Master Card เป็นอีกแบรนด์ที่ทำถึงในส่วนนี้ ทางแบรนด์ออกผลิตภัณฑ์ Selfie Pay เพื่อให้ง่ายต่อการยืนยันตัวตน และปลอดภัยอีกด้วย
ฉบับหน้า พบกับอีก 3 เทรนด์


