"อีวาย" ชวนคณะกรรมการตรวจสอบรับมือโลกธุรกิจ "ที่ไม่เหมือนเดิม" ในงาน Audit Committee Seminar 2026 เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลด้านการเงิน ความยั่งยืน และธรรมาภิบาล อันจะนำไปสู่ความโปร่งใส ความน่าเชื่อถือ และความเชื่อมั่นของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกภาคส่วน
อีวาย ประเทศไทย (EY) ผู้ให้บริการด้านการตรวจสอบบัญชี ภาษีและที่ปรึกษาทางธุรกิจชั้นนำระดับโลก ตอกย้ำความมุ่งมั่นในการยกระดับการกำกับดูแลกิจการของภาคธุรกิจไทยให้สามารถรับมือกับความไม่แน่นอนจากปัจจัยต่างๆ ทั่วโลก ได้จัดงานสัมมนาคณะกรรมการตรวจสอบประจำปี 2569 ภายใต้หัวข้อ "Beyond what used to be!: จะไม่เหมือนเดิม" เปิดมุมมองการเปลี่ยนแปลงที่กำลังพลิกโฉมโลกธุรกิจและการกำกับดูแลองค์กร พร้อมเสริมศักยภาพบทบาทของคณะกรรมการตรวจสอบ ในการเตรียมรับมือความท้าทายด้านการกำกับดูแล กฎระเบียบ และเทคโนโลยีที่กำลังกำหนดอนาคตขององค์กร งานสัมมนาได้รับเกียรติจาก รัตนา จาละ Country Managing Partner กล่าวเปิดงานและต้อนรับผู้เข้าร่วมสัมมนา ณ โรงแรมสยาม เคมปินสกี้ กรุงเทพฯ
เปิดเวทีสัมมนาด้วยหัวข้อ The Trust: From Compliance to Confidence โดย วราพร ประภาศิริกุล หุ้นส่วนและหัวหน้าสายงานตรวจสอบบัญชี ซึ่งกล่าวถึงการยกระดับธรรมาภิบาลองค์กรท่ามกลางความท้าทายด้านภูมิรัฐศาสตร์ เศรษฐกิจ และเทคโนโลยี โดยเน้นความสำคัญของการเสริมสร้างระบบควบคุมภายใน และความเข้มแข็งของหน่วยงานตรวจสอบภายใน ผ่านการตรวจสอบตามระดับความเสี่ยง (Risk-Based Audit) ที่ครอบคลุมทั้งกลุ่มกิจการ พร้อมให้ความสำคัญกับการติดตามสาเหตุที่แท้จริงของข้อบกพร่องและความผิดปกติที่อาจเกิดขึ้น ควบคู่ไปกับการเตรียมความพร้อมต่อการเปลี่ยนแปลงของกฎเกณฑ์และมาตรฐานสำคัญ อาทิ TFRS 18, IFRS S และการประเมิน ESG ตามกรอบ FTSE Russell รวมถึงการกำกับดูแลธุรกรรมที่มีนัยสำคัญและรายการเกี่ยวโยงกันอย่างโปร่งใส ทั้งนี้ องค์กรควรนำเทคโนโลยีดิจิทัล การวิเคราะห์ข้อมูล และ AI มายกระดับการบริหารความเสี่ยง การตรวจจับความผิดปกติ และการกำกับดูแล เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลด้านการเงิน ความยั่งยืน และธรรมาภิบาล อันจะนำไปสู่ความโปร่งใส ความน่าเชื่อถือ และความเชื่อมั่นของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกภาคส่วน
ในอีกมิติหนึ่งของความเชื่อมั่น เกษม เกียรติเสรีกุล หุ้นส่วนและหัวหน้าสายงานภาษีอากร ได้แบ่งปันมุมมองใน The Trust: Tax Governance-How governance makes tax risk visible, owned, controlled and explainable โดยเน้นย้ำว่า องค์กรจำเป็นต้องยกระดับการบริหารจัดการภาษี จากการมุ่งปฏิบัติตามข้อกำหนดสู่การสร้าง Tax Governance ที่ชัดเจนและปฏิบัติได้จริง เพื่อให้ความรับผิดชอบทางภาษีขององค์กร มองเห็นและพิสูจน์ได้ ผ่านกรอบการกำกับดูแลที่ครอบคลุม 6 หลักการสำคัญ ได้แก่ กลยุทธ์ที่ชัดเจน การกำหนดผู้รับผิดชอบ การประยุกต์ใช้อย่างครอบคุลม การกำกับดูแลที่เหมาะสม การทดสอบปรับปรุง และการให้ความเชื่อมั่น นอกจากนี้ เกษมยังแนะให้องค์กรเตรียมพร้อมรับการเปลี่ยนแปลงด้านภาษี อาทิ Country-by-Country Reporting (CbCR), Global Minimum Tax และ Carbon Tax ควบคู่กับการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัล การวิเคราะห์ข้อมูล และ AI เพื่อยกระดับการบริหารจัดการภาษีให้มีประสิทธิภาพ ช่วยให้องค์กรสามารถเปิดเผยข้อมูลได้อย่างโปร่งใส ตอบข้อซักถามของหน่วยงานกำกับดูแลได้อย่างมั่นใจ และบริหารความเสี่ยงทางภาษีได้อย่างเป็นระบบ
อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่คณะกรรมการตรวจสอบต้องให้ความสำคัญ คือคุณภาพของข้อมูลทางการเงิน สุมนา พันธ์พงษ์สานนท์ หุ้นส่วนสายงานตรวจสอบบัญชี ได้สะท้อนมุมมองจากผลสำรวจงบการเงินและรายงานผู้สอบบัญชีของบริษัทจดทะเบียนไทย ใน The Numbers: SET & MAI Survey โดยชี้ว่า ตัวเลขกำไรไม่ได้สะท้อนสุขภาพที่แท้จริงของธุรกิจเสมอไป พร้อมเน้นย้ำความเสี่ยงสำคัญที่องค์กรต้องเฝ้าระวัง อาทิ การด้อยค่าของสินทรัพย์ (Asset Impairment) การประเมินมูลค่าเงินลงทุน รายการระหว่างบุคคลหรือกิจการที่เกี่ยวข้องกัน (RPT) และความสามารถในการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง (Going Concern) ซึ่งอาจส่งผลต่อความน่าเชื่อถือของรายงานทางการเงิน ท่ามกลางสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่ผันผวนและซับซ้อน องค์กรจึงต้องให้ความสำคัญกับคุณภาพรายงานทางการเงิน การบริหารความเสี่ยงเชิงรุก และการเปิดเผยข้อมูลอย่างโปร่งใส โดยคณะกรรมการตรวจสอบต้องก้าวข้ามการพิจารณาตัวเลขสู่การกำกับดูแลเชิงรุก ผ่านกลไก Checks and Balances และการตรวจสอบภายในที่เป็นอิสระ เพื่อมองเห็นความเสี่ยงล่วงหน้าและตัดสินใจบนข้อมูลที่น่าเชื่อถือ เพราะหัวใจของการกำกับดูแลยุคใหม่คือการกล้าตั้งคำถามให้ถูกจุด มองเห็นความเสี่ยงที่ซ่อนอยู่ และปกป้องผลประโยชน์ของผู้ถือหุ้น อันเป็นรากฐานของความเชื่อมั่นผู้ลงทุนและการเติบโตอย่างยั่งยืนของตลาดทุน
ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีที่กำลังพลิกโฉมโลกธุรกิจ ปาจรีย์ แสงคำ หุ้นส่วนและหัวหน้าสายงานที่ปรึกษาธุรกิจ ได้ถ่ายทอดมุมมองในประเด็น The Technology: Speed with Trust ว่า การแข่งขันด้าน AI ในอนาคตไม่ได้วัดเพียงความสามารถของเทคโนโลยี แต่รวมถึงประสิทธิภาพในการกำกับดูแล (AI Governance) และการบริหารความเสี่ยง (AI Risk Management) อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเปรียบเทียบแนวทางของสหรัฐอเมริกาที่ให้ความสำคัญกับการกำกับดูแลและตรวจสอบที่เป็นอิสระ กับจีนที่มุ่งใช้กฎระเบียบและมาตรฐานความปลอดภัยเป็นกลไกควบคุม พร้อมเน้นย้ำองค์กรในการออกแบบกรอบ Governance, Oversight, Controls และ Accountability ให้ครอบคลุมตลอดวงจรชีวิตของ AI (AI Life Cycle) ตั้งแต่การคัดเลือก Use Case การประเมินผลกระทบ การควบคุมภายใน ไปจนถึงการรายงานต่อคณะกรรมการตรวจสอบ พร้อมย้ำว่า ระบบควบคุมภายในและการกำกับดูแลที่โปร่งใสไม่เพียงช่วยลดความเสี่ยงและสร้างความน่าเชื่อถือ แต่ยังเป็นตัวเร่งสำคัญ ที่ช่วยให้องค์กรสามารถนำ AI มาสร้างนวัตกรรมได้อย่างมั่นใจ ปลอดภัย และยั่งยืนในยุคดิจิทัล
อย่างไรก็ตาม การนำ AI มาใช้ยังมาพร้อมความเสี่ยงสำคัญหลายด้าน ชินน์กวินทร์ กิตต์ธนัตชัย หุ้นส่วน ส่วนงานด้านความเสี่ยงทางเทคโนโลยี นำเสนอข้อมูลในประเด็น The Technology: Governing AI in an Evolving Risk Landscape ว่า แม้ AI จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและขีดความสามารถในการแข่งขันขององค์กร แต่ก็มาพร้อมความเสี่ยงสำคัญ 4 ด้าน ได้แก่ ภัยคุกคามทางไซเบอร์ (Cyber Attacks) ความเสี่ยงจากผู้ให้บริการภายนอก (Third-Party) ความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitical) และช่องว่างระหว่างการนำ AI มาใช้กับการกำกับดูแล (AI Adoption–Governance Gap) องค์กรจึงต้องยกระดับการบริหารความเสี่ยงผ่านการจัดทำ AI Inventory การประเมินความเสี่ยง และการกำหนด AI Governance ที่สอดคล้องกับมาตรฐานสากล ควบคู่กับการเสริมสร้างความสามารถในการรับมือภัยไซเบอร์ (Cyber Resilience) พร้อมประยุกต์ใช้ AI Agents และ Data Analytics เพื่อยกระดับการตรวจสอบภายในสู่การตรวจสอบและสร้างความเชื่อมั่นอย่างต่อเนื่อง (Continuous Assurance) โดยยังคงยึดหลักดุลยพินิจทางวิชาชีพของมนุษย์ (Professional Judgment) ทั้งนี้ ชินน์กวินทร์ย้ำว่า การขับเคลื่อน AI อย่างยั่งยืนต้องมาพร้อมการกำกับดูแลที่เข้มแข็ง โปร่งใส และเชื่อถือได้ เพื่อเปลี่ยนความเสี่ยงให้เป็นโอกาสในการสร้างคุณค่าแก่องค์กร
จากเทคโนโลยีต่อการกำกับดูแลองค์กร สู่ภาพใหญ่ของเศรษฐกิจโลกและการแข่งขันทางภูมิรัฐศาสตร์ ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ ประธานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และที่ปรึกษากลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร ได้เจาะลึกทิศทางเศรษฐกิจโลกและโอกาสของประเทศไทยท่ามกลางการเปลี่ยนผ่านสู่ยุค AI ใน The Changing World โดยชี้ว่าโลกกำลังก้าวจากความร่วมมือแบบพหุภาคี (Multilateralism) สู่การแข่งขันเชิงภูมิรัฐศาสตร์ที่ยึดผลประโยชน์ของประเทศเป็นสำคัญ ขณะที่หนี้สาธารณะและต้นทุนดอกเบี้ยที่สูงขึ้นเพิ่มความเปราะบางต่อระบบการเงินโลก แม้การลงทุนด้าน AI และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลจะเติบโตอย่างรวดเร็ว แต่ยังต้องจับตาความคุ้มค่าและความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น สำหรับประเทศไทย แม้จะได้รับอานิสงส์จากห่วงโซ่อุปทาน AI (AI Supply Chain) แต่ยังเผชิญข้อจำกัดเชิงโครงสร้าง ทั้งเศรษฐกิจเติบโตต่ำ หนี้ครัวเรือนสูง ความเปราะบางของ SMEs และการพึ่งพาพลังงานนำเข้า จึงต้องเร่งการปฏิรูปเศรษฐกิจเชิงโครงสร้าง (Structural Reform) ควบคู่กับการเปลี่ยนผ่านพลังงาน (Energy Transition) และการพัฒนาอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมเกษตรและอาหาร (Agrifood) และการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพและความยั่งยืน (Sustainable & Wellness Tourism) เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันและขับเคลื่อนประเทศสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน
ปิดท้ายงานสัมมนาด้วยการสรุปประเด็นสำคัญจาก ทรงเดช ประดิษฐสมานนท์ ประธานกลุ่มบริษัท อีวาย ประเทศไทย โดยกล่าวว่า ท่ามกลางความท้าทายทางธุรกิจที่ทวีความซับซ้อนขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงด้านกฎระเบียบ ภาษี และเทคโนโลยี AI หัวใจสำคัญของการกำกับดูแลกิจการที่ดียังคงอยู่บนหลักการพื้นฐานเรื่องการถ่วงดุลและตรวจสอบ (Checks and Balances) ตามแนวคิดการแบ่งแยกอำนาจหน้าที่ (Segregation of duties) ซึ่งต้องอาศัยระบบการควบคุมภายในที่เข้มแข็งและบทบาทของผู้ตรวจสอบภายใน ในฐานะกลไกสำคัญของคณะกรรมการตรวจสอบในการสร้างความโปร่งใสและป้องกันความเสี่ยงจากการทุจริต พร้อมย้ำว่าองค์กรที่มีธรรมาภิบาลที่ดีจะสามารถบริหารความเสี่ยงและรับมือกับการเปลี่ยนแปลงได้อย่างมีประสิทธิภาพ ขณะเดียวกัน การนำ AI มาใช้ก็เป็นทั้งโอกาสและความท้าทาย โดยการไม่ปรับตัวอาจกลายเป็นความเสี่ยงไม่แพ้การนำเทคโนโลยีมาใช้ ดังนั้นองค์กรควรเดินหน้าใช้ประโยชน์จาก AI ควบคู่ไปกับการวางกรอบการกำกับดูแลที่เหมาะสม เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในระยะยาว
งานสัมมนาคณะกรรมการตรวจสอบ ประจำปี 2569 ของ EY ได้เสร็จสิ้นลงอย่างสมบูรณ์และประสบความสำเร็จด้วยดี ในนามของ EY ขอขอบพระคุณคณะกรรมการตรวจสอบทุกคนสำหรับความไว้วางใจและการสนับสนุนที่มีให้มาโดยตลอด EY ยังคงมุ่งมั่นในการนำเสนอข้อมูลเชิงลึก มุมมองด้านการกำกับดูแล และแนวโน้มสำคัญทางธุรกิจ เพื่อสนับสนุนให้องค์กรสามารถรับมือกับความเสี่ยงและความท้าทายที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างต่อเนื่อง โดยหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะได้ต้อนรับทุกท่านอีกครั้งในโอกาสต่อไป
อนึ่ง งานสัมมนาคณะกรรมการตรวจสอบ (Audit Committee Seminar) เป็นเวทีสำคัญประจำปีของ EY ที่จัดขึ้นเพื่อนำเสนอข้อมูลเชิงลึกและมุมมองต่อประเด็นด้านการกำกับดูแลองค์กร การบริหารความเสี่ยง การรายงานทางการเงิน ภาษี และเทคโนโลยีที่กำลังพลิกโฉมภูมิทัศน์ทางธุรกิจ เพื่อสนับสนุนให้คณะกรรมการตรวจสอบสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เท่าทันต่อความเสี่ยงที่เกิดขึ้นใหม่ และมีส่วนสำคัญในการเสริมสร้างความเชื่อมั่น ความโปร่งใส และการเติบโตอย่างยั่งยืนขององค์กร





