ตัวเลขน่าเป็นห่วง! ผู้สูงวัยทั่วโลกเผชิญความเสี่ยงหกล้ม “แพทย์จุฬาฯ” ผนึกกำลังทีมยุโรป เร่งวิจัยฟื้นฟูการทรงตัวด้วย AI–AR หวังต่อยอดใช้จริงในไทย
“เดินเซ เวียนศีรษะ ทรงตัวไม่มั่นคง” อาการสำคัญที่ควรระวัง ข้อมูลจากองค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่า การพลัดตกหกล้มเป็นสาเหตุการเสียชีวิตจากการบาดเจ็บโดยไม่ตั้งใจอันดับ 2 ของโลก
โดยมีผู้เสียชีวิตจากการหกล้มประมาณ 684,000 คนต่อปี และมีการหกล้มราว 37.3 ล้านครั้งต่อปี ที่รุนแรงจนจำเป็นต้องได้รับการดูแลทางการแพทย์ ผู้ที่มีอายุมากกว่า 60 ปี เป็นกลุ่มที่มีจำนวนการหกล้มถึงแก่ชีวิตสูงที่สุด
ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า “การทรงตัว” ไม่ใช่เรื่องเล็ก โดยเฉพาะเมื่อประเทศไทยก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างเต็มตัว การค้นหาแนวทางที่จะช่วยให้ผู้ป่วยสามารถเข้าถึงการฟื้นฟูได้ง่ายขึ้นต่อเนื่องขึ้น และเหมาะสมกับแต่ละบุคคล จึงเป็นอีกหนึ่งโจทย์สำคัญของวงการแพทย์
ล่าสุด คณะแพทยศาสตร์ และโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ร่วมกับเครือข่ายนักวิจัยจากยุโรป เปิดความ สำเร็จของโครงการ TeleRehabilitation of Balance Clinical and Economic Decision Support System หรือ TeleRehaB DSS
โครงการวิจัยและนวัตกรรมระดับนานาชาติที่มุ่งพัฒนา ระบบสนับสนุนการตัดสินใจทางคลินิกด้วย ปัญญาประดิษฐ์ (AI-based Decision Support System) สำหรับการฟื้นฟูผู้ที่มีปัญหาการทรงตัวและมีความเสี่ยงต่อการหกล้ม
โครงการ TeleRehaB DSS ได้รับทุนสนับสนุนภายใต้ Horizon Europe – Health ของสหภาพยุโรปมีมูลค่าโครงการ รวมกว่า 5.06 ล้านยูโร เริ่มดำเนินโครงการตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2565 ถึง 31 สิงหาคม 2569
ต่อยอดจากเทคโนโลยี HOLOBALANCE สู่การพัฒนาระบบที่ผสาน AI, Augmented Reality (AR), Wearable Devices และ IoT เพื่อสนับสนุน การฟื้นฟูการทรงตัวและการติดตามผู้ป่วยจากระยะไกล
จากการรักษาในโรงพยาบาลสู่การฟื้นฟูที่บ้าน
หนึ่งในความท้าทายสำคัญของผู้ที่มีปัญหาการทรงตัว โดยเฉพาะผู้สูงอายุคือ การฟื้นฟูจำเป็นต้องอาศัยการฝึกอย่างสม่ำเสมอ ขณะที่ผู้ป่วยบางรายอาจมีข้อจำกัดในการเดินทางมาโรงพยาบาลบ่อยครั้ง
TeleRehaB DSS จึงถูกพัฒนาขึ้นภายใต้แนวคิดที่จะทำให้การฟื้นฟูสามารถเกิดขึ้นที่บ้านได้ โดยยังเชื่อมต่อกับทีมรักษา
ระบบประกอบด้วยเทคโนโลยีหลายส่วน ตั้งแต่กล้อง Depth Camera สำหรับติดตามการเคลื่อนไหว เซนเซอร์ IMU ที่สวมใส่บนร่างกาย Head-mounted display สำหรับแสดงภาพ AR อุปกรณ์ติดตามอัตราการเต้นของหัวใจ Smartwatch, Smartphone/Tablet ตลอดจนระบบประมวลผลและ AI
ผู้ป่วยสามารถฝึกที่บ้านผ่านผู้ฝึกสอนเสมือนจริง ขณะที่ข้อมูลจากเซนเซอร์สามารถนำกลับมาช่วยให้ทีมรักษาติดตามความก้าวหน้าและพิจารณาปรับโปรแกรมให้เหมาะสมกับแต่ละบุคคล
ความสำเร็จของการแพทย์ไทยในการเป็น 1 ใน 5 ของความร่วมมือระดับโลก
ผศ.ดร.พญ.นัตวรรณ อุทุมพฤกษ์พร แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโสตประสาทและการทรงตัว หัวหน้าโครงการวิจัยประจำประเทศไทย โครงการ TeleRehaB DSS เปิดเผยว่า ความสำเร็จของงานวิจัยครั้งนี้ ไม่ใช่แค่การสร้างเทคโนโลยีใหม่ แต่คือการทำให้การฟื้นฟูเข้าใกล้ชีวิตของผู้ป่วยมากขึ้น
จากเดิมที่ต้องเดินทางมาโรงพยาบาล สู่แนวคิดที่ผู้ป่วยสามารถ ฝึกได้อย่างต่อเนื่องที่บ้านและยังมีทีมผู้เชี่ยวชาญคอยติดตาม เป้าหมายต่อจากนี้คือการผลักดันองค์ความรู้ที่เราร่วมพัฒนาให้มีโอกาสกลับมาเกิดประโยชน์กับผู้ป่วยไทยได้จริง”
สำหรับประเทศไทย การศึกษาภายใต้โครงการครอบคลุมผู้ป่วย โรคหลอดเลือดสมอง (Stroke), ภาวะบกพร่องทางการรู้ คิดเล็กน้อย (Mild Cognitive Impairment: MCI) และความผิดปกติของระบบการทรงตัวจากหูชั้นในหรือระบบเวสติบูลาร์ (Vestibular Disorders)
โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ได้รับเลือกให้เป็น 1 ใน 5 ศูนย์ดำเนินการศึกษาทางคลินิกของโครงการ ร่วมกับ University College London สหราชอาณาจักร, National and Kapodistrian University of Athens ประเทศกรีซ, University Medical Centre Freiburg ประเทศเยอรมนี และ Madeira Health Service/IDEA ประเทศโปรตุเกส
ความสำคัญ ของการเข้าร่วมครั้งนี้ถือเป็นการนำองค์ความรู้ทางคลินิก บริบทของผู้ป่วย และศักยภาพด้านการวิจัยของประเทศไทย เข้าไปร่วมกับองค์ความรู้และเทคโนโลยีจากยุโรป เพื่อให้การพัฒนาเทคโนโลยีได้รับการศึกษาในบริบทประชากรและ ระบบสุขภาพที่แตกต่างกัน
Dr. K.R.M.H. Tatas H.P. Brotosudarmo Representative/Coordinator for ASEAN, EURAXESS Worldwide ระบุถึงความสำคัญของทีมไทยว่า การเข้าร่วมของประเทศไทยช่วยเพิ่มความหลากหลายของหลักฐาน ทั้งด้านประชากร รูปแบบการใช้ชีวิต ลักษณะทางกายภาพระบบสุขภาพและความคุ้นเคยกับเทคโนโลยี ซึ่งมีความสำคัญต่อการพัฒนา ระบบ AI ทางการแพทย์ให้สามารถนำไปปรับใช้ในบริบทที่แตกต่างกันได้
โดยทีมไทยไม่ได้เป็นเพียงพื้นที่นำเทคโนโลยีมาทดลองใช้ แต่มีบทบาทในการร่วมพัฒนาและตรวจสอบเทคโนโลยีสุขภาพดิจิทัลด้วย
ขณะที่ Mr. Tom Corrie อัครราชทูตที่ปรึกษาและหัวหน้าฝ่ายความร่วมมือประจำคณะผู้แทนสหภาพยุโรปประจำ ประเทศไทย กล่าวถึงความสำคัญของความร่วมมือ ระหว่างไทยและยุโรปว่า โครงการ TeleRehaB DSS สะท้อนให้เห็นถึงพลังของการนำ ความเชี่ยวชาญจากหลายประเทศมาทำงานร่วมกัน
โดยเชื่อมองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์เข้ากับความ ต้องการจริงของผู้ป่วย เพื่อพัฒนาแนวทางการดูแลสุขภาพ ที่เข้าถึงได้และยึดผู้ป่วยเป็นศูนย์กลางมากขึ้น
เป้าหมายไม่ใช่แค่ “เทคโนโลยีล้ำ” แต่ต้องกลับมาช่วยคนไข้
ในมุมของแพทย์ การพัฒนาเทคโนโลยีจึงไม่ควรจบเพียงการพิสูจน์ว่านวัตกรรมสามารถทำงานได้ แต่ต้องตอบคำถามสำคัญว่า เทคโนโลยีนั้นจะช่วยให้ผู้ป่วยได้รับการดูแลที่ดีขึ้นได้อย่างไร
ศ.พญ.สุพินดา ชูสกุล หัวหน้าฝ่ายโสต ศอ นาสิกวิทยา โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย กล่าวว่า ผู้ป่วยที่มีปัญหาเรื่องการทรงตัวและอาการเวียนศีรษะ เป็นหนึ่งในกลุ่มผู้ป่วยที่เข้ามารับการรักษาอยู่เป็นประจำ โดยอาการสามารถส่งผลต่อการเดิน การทำกิจกรรมต่าง ๆ และความมั่นใจในการใช้ชีวิต ขณะที่การดูแลไม่ได้สิ้นสุดเพียงวันที่ผู้ป่วยมาพบแพทย์ แต่ “การฟื้นฟูอย่างต่อเนื่อง” หลังจากนั้นมีความสำคัญไม่แพ้กัน
เชื่อมโลกงานวิจัยสู่การเปลี่ยนแปลงของสังคมไทย
จากความร่วมมือระดับนานาชาติ สู่การพัฒนาเทคโนโลยีที่ตอบโจทย์ผู้ป่วย อีกหนึ่งกลไกสำคัญที่จะทำให้งานวิจัยเดินทางไปถึงการใช้ประโยชน์จริง คือบทบาทของมหาวิทยาลัยในการเชื่อมองค์ความรู้ นวัตกรรมและบุคลากรเข้ากับความต้องการของสังคม
การสนับสนุนงานวิจัยทางการแพทย์ รวมถึงการมีส่วนร่วมของประชาชนและอาสาสมัคร จึงเป็นอีกหนึ่งฟันเฟืองสำคัญที่จะช่วยให้นักวิจัยมีข้อมูลเพียงพอในการพัฒนาทดสอบและประเมินนวัตกรรม ก่อนที่จะสามารถต่อยอดจาก “ผลงานในโครงการวิจัย” ไปสู่ “เครื่องมือที่มีโอกาสนำมาใช้กับผู้ป่วยไทยได้จริง” ในอนาคต
ด้าน ศ.นพ.วรศักดิ์ โชติเลอศักดิ์ รองคณบดีด้านวิจัยและนวัตกรรมเชิงลึก คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า งานวิจัยที่สร้างการเปลี่ยนแปลงเริ่มจากการมองเห็นปัญหาจริงและกล้าตั้งคำถามใหม่ ๆ
โครงการนี้ เป็นตัวอย่างของการรวมพลังแพทย์นักวิจัย และผู้เชี่ยวชาญจากหลากหลายสาขาและหลายประเทศ เพื่อเปลี่ยนโจทย์ จากการดูแลผู้ป่วยสู่การพัฒนานวัตกรรมที่สามารถต่อยอดได้จริงในอนาคต
ขณะที่ผู้ป่วยที่ได้เข้าร่วมการทดลองในครั้งนี้ต่างมีเสียงตอบรับหลังการทดลองว่า ทำให้ได้การออกกำลังกายฟื้นฟูตามคำแนะนำที่ถูกต้อง พร้อมกับมีตัวอย่าง ท่าออกกำลังกายให้ดูตลอดระยะเวลาการออกกำลังกาย ทั้งยังมีนักกายภาพคอยโทรเช็คและปรับท่าออกกำลังกายให้ทุกอาทิตย์ ทำให้สามารถใช้งานได้เหมาะสมตามตัวบุคคล
วันนี้ประเทศไทยได้ก้าวเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างหลักฐานและพัฒนาเทคโนโลยีด้านการฟื้นฟูการทรงตัว ร่วมกับเครือข่ายระดับนานาชาติ ก้าวต่อไปคือการนำ องค์ความรู้ที่ได้มาพัฒนาให้เหมาะกับบริบทของประเทศ เพื่อขยับงาน วิจัยจาก “สิ่งที่เราศึกษา” ให้เข้าใกล้ “สิ่งที่ผู้ป่วยไทยสามารถเข้าถึงได้จริง” ในอนาคต



