KLINIQ Q1/2026 ทำสถิติสูงสุดใหม่ รายได้แตะ 1,086.26 ล้านบาท โต 33.5% เดินหน้า 3 กลุ่มธุรกิจหลัก หนุนเป้ารายได้–กำไรสุทธิปี 2569 เติบโต 20% ตอกย้ำกลยุทธ์ Multi-Brand Ecosystem
บมจ. เดอะคลีนิกค์ คลินิกเวชกรรม หรือ KLINIQ รายงานผลการดำเนินงานไตรมาส 1 ปี 2569 ทำสถิติสูงสุดใหม่ โดยมีรายได้รวมอยู่ที่ 1,086.26 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 33.5% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และมีกำไรสุทธิ 121.24 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 42.9% สะท้อนศักยภาพการเติบโตของโมเดลธุรกิจที่ครอบคลุม 3 กลุ่มหลัก ได้แก่ กลุ่มความงามและเวลเนส กลุ่มศัลยกรรม และกลุ่มผลิตภัณฑ์
การเติบโตในไตรมาสนี้ได้รับแรงสนับสนุนจากฐานลูกค้าเดิมที่ยังคงแข็งแกร่ง การขยายฐานลูกค้าไปยังกลุ่มคนรุ่นใหม่ โดยเฉพาะ Gen Z และ Young Professionals รวมถึงการพัฒนาแคมเปญ บริการ เทคโนโลยี และนวัตกรรมที่ตอบโจทย์พฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ ซึ่งให้ความสำคัญกับผลลัพธ์ ความปลอดภัย มาตรฐานทางการแพทย์ และประสบการณ์การดูแลที่เหมาะสมกับแต่ละบุคคลมากขึ้น
สำหรับผลการดำเนินงานไตรมาส 1 ปี 2569 บริษัทฯ มีรายได้จากการขายและบริการอยู่ที่ 1,086.26 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 33.5% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน กำไรขั้นต้นอยู่ที่ 560.18 ล้านบาท คิดเป็นอัตรากำไรขั้นต้น 51.6% และ EBITDA อยู่ที่ 252.09 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 31.5% ขณะที่กำไรสุทธิอยู่ที่ 121.24 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 42.9% สะท้อนความสามารถในการบริหารต้นทุน การเพิ่มประสิทธิภาพของสาขา และการขยายบริการที่มีมูลค่าเพิ่มสูง
ด้านยอดขายสาขาเดิม หรือ Same Store Sales Growth (SSSG) Cash Sales ในไตรมาส 1 ปี 2569 เติบโต 19.5% จากไตรมาสเดียวกันของปีก่อน สะท้อนความแข็งแรงของฐานลูกค้าเดิมและประสิทธิภาพของสาขาที่เปิดให้บริการอยู่แล้ว ขณะที่จำนวนสาขารวม ณ สิ้นไตรมาส 1/2569 อยู่ที่ 82 สาขา ครอบคลุมแบรนด์ในเครือ ได้แก่ THE KLINIQUE 45 สาขา, L.A.B.X 26 สาขา, THE KLINIQUE SURGERY CENTER 1 สาขา, L’CLINIC 8 สาขา, KLINIQ WELLNESS SPA 1 สาขา และ ACNE LABS CLINIC 1 สาขา
นายแพทย์อภิรุจ ทองวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัท กล่าวว่า ผลการดำเนินงานในไตรมาส 1/2569 สะท้อนให้เห็นว่า ความต้องการด้านความงาม เวลเนส และการดูแลตัวเองยังมีความแข็งแรง โดยเฉพาะในกลุ่มผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญกับความมั่นใจ ภาพลักษณ์ คุณภาพชีวิต และการดูแลสุขภาพแบบองค์รวมมากขึ้น
"ผู้บริโภคยุคใหม่ไม่ได้มองความงามเป็นเพียงเรื่องของรูปลักษณ์ภายนอกอีกต่อไป แต่เป็นส่วนหนึ่งของความมั่นใจ สุขภาพใจ และคุณภาพชีวิต สิ่งสำคัญคือผู้บริโภคเลือกมากขึ้น ต้องการบริการที่มีมาตรฐาน ปลอดภัย เห็นผล และคุ้มค่ากับการตัดสินใจ"
ภาพรวมอุตสาหกรรมความงามไทยยังมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง โดยข้อมูลจากศูนย์วิจัยกสิกรไทย ระบุว่า มูลค่าตลาดอุตสาหกรรมความงามของไทยในปี 2568 อยู่ที่ประมาณ 75,200 ล้านบาท และคาดว่าจะเพิ่มเป็นประมาณ 76,000 ล้านบาทในปี 2569 โดยผู้ให้บริการในรูปแบบคลินิกยังครองสัดส่วนหลัก ขณะที่ผู้ให้บริการที่มีมาตรฐานทางการแพทย์และความน่าเชื่อถือมีแนวโน้มได้รับความสนใจมากขึ้น
สำหรับปี 2569 KLINIQ ตั้งเป้าหมายรายได้และกำไรสุทธิเติบโตประมาณ 20% โดยมุ่งเน้นการเติบโตเชิงคุณภาพ ผ่านการขยายฐานลูกค้า การเพิ่มประสิทธิภาพของสาขาเดิม การพัฒนาแคมเปญที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคใหม่ และการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมเข้ามาเสริมศักยภาพการให้บริการในกลุ่มธุรกิจหลักของบริษัทฯ
บริษัทฯ เดินหน้าพัฒนาโมเดลธุรกิจแบบ Multi-Brand Ecosystem ผ่านกลุ่มความงามและเวลเนส กลุ่มศัลยกรรม และกลุ่มผลิตภัณฑ์ เพื่อรองรับความต้องการของลูกค้าที่หลากหลายมากขึ้น พร้อมยกระดับแนวคิด Personalized Beauty Solutions ที่ผสานมาตรฐานทางการแพทย์ เทคโนโลยี นวัตกรรม และประสบการณ์ลูกค้าเข้าด้วยกัน
"การแข่งขันของธุรกิจความงามในระยะต่อไปจะไม่ใช่เพียงการแข่งขันด้านราคา แต่คือการแข่งขันด้านความไว้วางใจ มาตรฐานทางการแพทย์ ผลลัพธ์ที่เหมาะสมกับแต่ละบุคคล และประสบการณ์ของลูกค้าตั้งแต่ต้นจนจบ"
นอกจากนี้ KLINIQ ยังมองว่า ธุรกิจศัลยกรรมและความงามของไทยมีศักยภาพในการเชื่อมโยงกับโอกาสของประเทศไทยในการเป็นศูนย์กลางสุขภาพนานาชาติ หรือ Medical Hub หากอุตสาหกรรมสามารถยกระดับมาตรฐาน ความปลอดภัย นวัตกรรม และความน่าเชื่อถือในระดับสากลได้อย่างต่อเนื่อง
"KLINIQ ให้ความสำคัญกับการเติบโตอย่างมีคุณภาพ ไม่ใช่เพียงการขยายจำนวนสาขาหรือยอดขาย แต่รวมถึงการพัฒนาบุคลากร แพทย์ เทคโนโลยี ระบบบริการ และมาตรฐานการดูแลลูกค้า เพื่อให้การเติบโตของบริษัทเป็นการเติบโตที่ยั่งยืนในระยะยาว" นายแพทย์อภิรุจ กล่าว





