วันอังคาร ที่ 3 มีนาคม 2569

Login
Login

ทองคำ และ Strategic metal พุ่ง เมื่อโลกเปลี่ยนเกม เศรษฐกิจแยกขั้ว

ทองคำ และ Strategic metal พุ่ง เมื่อโลกเปลี่ยนเกม เศรษฐกิจแยกขั้ว

ราคาทองคำตั้งแต่ต้นปี 2569 มีการขยับขึ้นแรงจนทำจุดสูงสุดใหม่ และยังคงผันผวนต่อเนื่อง โดยในภาพใหญ่ยังมีโอกาสไปต่อ ท่ามกลางคำถามสำคัญว่าเศรษฐกิจโลกกำลังชะลอหรือไม่ มาหาคำตอบได้ในบทความนี้

ธนันต์พร จรรย์โกมล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายกลยุทธ์และพัฒนาผลิตภัณฑ์ บริษัทหลักทรัพย์ ดาโอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ปี 2026 การจัดพอร์ตต้องคิดต่างจากเดิม เพราะความเสี่ยงหลักของตลาดไม่ได้อยู่แค่ทิศทางอัตราดอกเบี้ยหรือเศรษฐกิจ แต่ขยับไปที่ความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์มากขึ้น จากความตึงเครียดของสหรัฐ กับหลายประเทศที่โยงตรงกับพลังงาน แร่หายาก และความมั่นคง แม้ผลกระทบระยะสั้นอาจยังจำกัด แต่ความเสี่ยงจริงคือการยกระดับความขัดแย้งที่อาจลามไปสู่การค้า เทคโนโลยี และนโยบายระหว่างประเทศ

ล่าสุด ราคาทองคำ และโลหะเงินขยับขึ้นแรงจนทำจุดสูงสุดใหม่ในรอบประวัติการณ์ หลังทรัมป์ออกมาเปิดเกมกดดันยุโรปอีกรอบ ด้วยการประกาศว่าจะเก็บภาษีนำเข้า 10% กับ 8 ประเทศในยุโรปที่คัดค้านแนวคิดของเขาเรื่องกรีนแลนด์ สัญญาณนี้ทำให้ตลาดกลับมาอยู่ในโหมดระวังความเสี่ยงทันที เพราะสะท้อนว่าความขัดแย้งทางการค้าระหว่างสหรัฐกับยุโรปยังไม่จบง่ายๆ และมีโอกาสปะทุเป็นรอบใหม่ได้ตลอดเวลา

การพุ่งขึ้นของราคาทองรอบนี้ไม่ได้มาจากปัจจัยพื้นฐานฝั่งอุปสงค์อุปทานอย่างเดียว แต่เป็นภาพสะท้อนของโลกที่กลับมา "ตึง" ทางการเมืองอีกครั้ง พอความไม่แน่นอนเพิ่ม สินทรัพย์ปลอดภัยก็ถูกดึงกลับมาอยู่ในพอร์ตของนักลงทุน ซึ่งทองคำยังคงเป็นตัวเลือกอันดับต้นๆ

ภาพรวม เศรษฐกิจโลก ในปี 2026 ถ้ามองแบบภาพใหญ่จริงๆ ยังถือว่า “เดินต่อได้” ที่ผ่านมาตลาดชอบตั้งคำถามถึงการเติบโตของเศรษฐกิจจะชะลอหรือไม่ แต่ถ้าไปดูประมาณการ GDP ล่าสุดจาก Bloomberg จะเห็นว่าการเติบโตโดยรวมของปี 2026E ยังออกมาสูงกว่าปี 2025E ประเด็นสำคัญคือแรงขับรอบนี้ไม่ได้พึ่งภาคเอกชนอย่างเดียว แต่มีแรงหนุนจากภาครัฐขนาดใหญ่ โดยเฉพาะประเทศเศรษฐกิจหลักอย่างสหรัฐ ยุโรป และญี่ปุ่น ที่ยังอัดงบประมาณผ่านโครงการลงทุน โครงสร้างพื้นฐาน พลังงาน เทคโนโลยี และอุตสาหกรรมเชิงยุทธศาสตร์อย่างต่อเนื่อง ตรงนี้เลยช่วยพยุงภาพรวมเศรษฐกิจโลกไม่ให้หลุดโทน

สำหรับสหรัฐยังเป็นจุดที่ตลาดจับตามอง ภาพตลาดแรงงานเริ่มมีสัญญาณอ่อนลงตั้งแต่ครึ่งหลังของปี 2025 ขณะที่ความเชื่อมั่นผู้บริโภคยังอยู่ในระดับค่อนข้างต่ำ ถ้าเทียบกับช่วง 4–5 ปีก่อนถือว่ายังซึมอยู่พอสมควร โดยเฉพาะการใช้จ่ายสินค้าชิ้นใหญ่ที่สะท้อนว่าคนยังระวังเงินในกระเป๋า พอตลาดแรงงานเริ่มแผ่วลง เฟดก็เลยถูกกดดันให้ผ่อนคลายนโยบายมากขึ้น แม้ภายในคณะกรรมการเฟดจะยังเห็นต่างกันอยู่ ระหว่างฝั่งที่ยังกังวลเรื่องเงินเฟ้อกับฝั่งที่เริ่มห่วงตลาดแรงงาน จากรายงานการประชุมล่าสุด ทิศทางการปรับลดอัตราดอกเบี้ยในปี 2026 ยังไม่ชัดว่าจะลดเร็วหรือแรงแค่ไหน โดยมุมมองของตลาดดูจะคาดหวังการลดดอกเบี้ยมากกว่าสิ่งที่ dot plot สะท้อนออกมา

ความไม่แน่นอนตรงนี้ทำให้เงื่อนไขการเงินยังไม่นิ่ง และกลายเป็นตัวแปรสำคัญที่จะกำหนดจังหวะของทั้งตลาดหุ้นและตราสารหนี้ตลอดทั้งปี ขณะที่อีกด้านหนึ่ง การที่ เฟด เริ่มเติมสภาพคล่องเข้าระบบมากขึ้นในสิ้นปี 2025 ก็ถือเป็นแรงหนุนต่อตลาดหุ้น และช่วยประคอง sentiment ไม่ให้แย่เกินไป

มุมมองเศรษฐกิจและตลาดการเงินโลกปี 2026

ด้าน ตลาดหุ้น ดัชนีหลักๆ ของโลกยังยืนใกล้ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ โดยมีหุ้นเมกะแคปเทคโนโลยีเป็นแกนหลักพยุงตลาด โดยเฉพาะธีม AI Infrastructure ที่รอบนี้ไม่ได้มาแบบกระแสสั้นๆ แต่กลายเป็นโครงสร้างการลงทุนระยะยาว ความต่างจากยุคดอทคอมคือบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่เพิ่มสัดส่วนงบลงทุนในระดับสูง และบางช่วงมีการลงทุนเกินกระแสเงินสดที่สร้างได้ อย่างไรก็ตาม โครงสร้างของเงินการลงทุนครั้งนี้แตกต่างจากยุคดอทคอมอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งลงทุนด้วยกระแสเงินสดจริง มีฐานกำไร และยังคุมงบดุลได้ดี ขณะเดียวกันอุตสาหกรรม Semiconductor ก็ยังอยู่ในวัฏจักรขาขึ้นจาก AI, Cloud และ Data Center ที่ต้องใช้กำลังการผลิตสูงต่อเนื่อง

นอกเหนือจากหุ้น เทรนด์ที่เด่นลากยาวจากปลายปีที่ผ่านมาเข้ามาในปี 2026 คือฝั่งโลหะมีค่าและสินค้าโภคภัณฑ์ ทอง เงิน ทองแดง และแพลทินัม เป็นต้น ได้แรงหนุนจากดอกเบี้ยขาลง เงินไหลเข้าจาก ETF และแรงซื้อจากธนาคารกลาง ส่วนโลหะเชิงอุตสาหกรรม เช่น ทองแดง ได้สะท้อนความต้องการระยะยาวมากกว่าวัฏจักรสั้นๆ ทั้งฝั่งอุปทานที่สะดุดจากเหมืองขนาดใหญ่หลายแห่ง และอุปสงค์ระยะยาวจาก electrification, พลังงานสะอาด, EV และ AI ทำให้ตลาดมองว่าเป็นภาวะ Supply Shortage มากกว่าการขึ้นลงตามรอบเศรษฐกิจแบบเดิม

ส่วนจีน แม้ภาพใหญ่จะไม่เห็นการเร่งโตแรงเหมือนช่วงก่อน แต่ทิศทางตอนนี้คือพยายาม “ประคองให้เดินต่อได้” โดยรัฐบาลจีนเลือกใช้นโยบายค่อยๆ เติมสภาพคล่องเข้าไปในระบบ และโฟกัสคุมความเสี่ยงฝั่งอสังหาริมทรัพย์ มุมที่ยังพอดูดีคือกลุ่มเทคโนโลยี และผู้ผลิตชิปของจีน เพราะนโยบายลดการพึ่งพาต่างประเทศยังเดินหน้าต่อ ทำให้บริษัทฯ ในห่วงโซ่เซมิคอนดักเตอร์และเทคโนโลยีพื้นฐานได้แรงหนุนไปด้วย อีกด้านหนึ่งก็เห็นความคึกคักของฝั่งตลาดทุน จากบริษัทจีนที่ทยอยเข้าคิว IPO ทั้งในตลาดฮ่องกงและตลาด mainland มากขึ้น สะท้อนว่าความเชื่อมั่นในบาง Sector ยังไม่ได้หายไปทั้งหมด

บทสรุปเชิงกลยุทธ์ สินทรัพย์ป้องกันความเสี่ยงและนัยต่อการจัดพอร์ต

ในภาพนี้ เรายังชื่นชอบหุ้นโลก ในฐานะสินทรัพย์สร้างการเติบโตระยะยาว ทองคำ เป็นตัวช่วยป้องกันความเสี่ยงของพอร์ต ในปีนี้การเติบโตไม่ได้หายไป แต่กระจายไม่เท่ากัน โลกมีความแตกต่างด้าน Technology Gap ความสำเร็จของการลงทุนจึงขึ้นอยู่กับการเลือกภูมิภาค อุตสาหกรรม และสินทรัพย์ที่สอดคล้องกับโครงสร้างใหม่ และตลาดยังขึ้นอยู่กับปัจจัยเสี่ยงหลัก เช่น ความไม่แน่นอนด้านนโยบายการเงิน การแตกขั้วทางภูมิรัฐศาสตร์ ดังนั้น การจัดสรรเงินลงทุนใหม่ไปยังอุตสาหกรรมและภูมิภาคที่มีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์มากขึ้น 

ปีม้าไฟเป็นปีที่ตลาดไม่อยู่นิ่ง ความผันผวนจาก Geopolitical risk จะเข้ามากระแทกเป็นระยะพอร์ตลงทุนจึงต้องยืดหยุ่น ปรับเร็ว กล้าลดความเสี่ยงและโยกสินทรัพย์ตามสถานการณ์ ใครขยับทัน ไม่ยึดติดมุมมองเดิม มีโอกาสไม่ใช่แค่รอด แต่มีโอกาสชนะได้

ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทนและความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน

ทองคำ และ Strategic metal พุ่ง เมื่อโลกเปลี่ยนเกม เศรษฐกิจแยกขั้ว