PTG ปี 65 ยอดขายน้ำมันทุบสถิติสูงสุด รายได้รวม 1.79 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 34.1%

PTG ปี 65 ยอดขายน้ำมันทุบสถิติสูงสุด รายได้รวม 1.79 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 34.1%

"PTG" ประกาศผลงานปี 2565 รายได้รวม 179,422 ล้านบาท เติบโต 34.1% ขานรับผลบวกปริมาณการจำหน่ายน้ำมันพุ่ง 5,316 ล้านลิตร เติบโต 5.9% จากปีก่อน ทำสถิติสูงสุด

นายพิทักษ์ รัชกิจประการ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท พีทีจี เอ็นเนอยี จำกัด (มหาชน) หรือ PTG เปิดเผยผลการดำเนินงานปี 2565 ว่า บริษัทฯ มีรายได้รวม 179,422 ล้านบาท เติบโต 34.1% จากปีก่อน จาก ธุรกิจ Oil ที่มีปริมาณการจำหน่ายน้ำมันผ่านทุกช่องทาง 5,316 ล้านลิตร เติบโต 5.9% จากปีก่อน นับเป็นปริมาณการจำหน่ายน้ำมันผ่านทุกช่องทางที่สูงสุดเป็นประวัติการณ์ และราคาค้าปลีกเฉลี่ยต่อลิตรเพิ่มขึ้น 25.2% เมื่อเทียบกับปีก่อน มาอยู่ที่ 31.94 บาทต่อลิตร

ขณะที่ ภาพรวมรายได้จาก ธุรกิจ Non-Oil ยังคงเติบโตต่อเนื่อง มีรายได้รวมอยู่ที่ 9,478 ล้านบาท เติบโต 68.5% จากปี 2564 จากธุรกิจ ก๊าซ LPG มีปริมาณการจำหน่ายก๊าซ LPG ที่ยังคงสร้างสถิติปริมาณการจำหน่ายที่สูงสุดอย่างต่อเนื่องเช่นกัน โดยสิ้นปี 2565 มีปริมาณการจำหน่าย 497 ล้านลิตร เพิ่มขึ้น 62.4% จากปี 2564 และราคาเฉลี่ยอยู่ที่ 11.48 บาทต่อลิตร เพิ่มขึ้น 17.9% จากปีก่อน รวมถึงธุรกิจ ร้านกาแฟพันธุ์ไทย ที่มีรายได้จำนวน 805 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 76.3% จากปีก่อน

ทั้งนี้ ในปี 2565 บริษัทฯ มีกำไรขั้นต้นอยู่ที่ 12,008 ล้านบาท เติบโต 18.5% จากปีก่อน โดยสัดส่วนหลักมาจาก ธุรกิจ Oil ที่เติบโต 13.1% จากปีก่อน เป็น 9,786 ล้านบาท เนื่องจากปริมาณการจำหน่ายน้ำมันที่เพิ่มขึ้น การปรับราคาค้าปลีกให้สอดคล้องกับการเพิ่มขึ้นของต้นทุนน้ำมันที่สูงขึ้น รวมถึงการบริหารจัดการต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ จึงส่งผลให้ค่าการตลาดอยู่ในระดับที่เหมาะสม ส่วนกำไรขั้นต้นใน ธุรกิจ Non-Oil นั้น เติบโตเช่นเดียวกัน เพิ่มขึ้น 50.1% จากปี 2564 เป็น 2,222 ล้านบาท จากการขยายธุรกิจ Non-Oil อย่างต่อเนื่อง

อย่างไรก็ตามในปี 2565 บริษัทฯ มี EBITDA เท่ากับ 5,623 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.8% จากปีก่อน ในขณะที่ค่าเสื่อมราคาเพิ่มขึ้นจากการขยายตัวของสถานีบริการและสาขาของธุรกิจ Non-Oil อีกทั้ง บริษัทฯ ได้รับผลกระทบจากราคา น้ำมันปาล์มดิบ รวมทั้งการปรับลดสัดส่วนไบโอดีเซล (B100) จาก B7 เป็น B5 ในช่วงระหว่างเดือนกุมภาพันธ์-ตุลาคม 2565 และปรับเป็น B7 ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2565 จนถึงมีนาคม 2566 เพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพที่สูงจากวิกฤติราคาพลังงานที่เพิ่มสูงขึ้นทั่วโลก จึงส่งผลให้ยังคงรับรู้ส่วนแบ่งขาดทุนจากกิจการร่วมค้า ทำให้กำไรสุทธิในปี 2565 เท่ากับ 953 ล้านบาท ลดลง 6.3% จากปีก่อน

นายพิทักษ์ กล่าวอีกว่า ในปี 2565 บริษัทฯ มีการขยายสาขาอย่างต่อเนื่อง ทั้ง ธุรกิจ Oil และ ธุรกิจ Non-Oil ทำให้สิ้นปี 2565 มีสถานีบริการน้ำมัน PT รวม 2,149 สาขา ส่วนสาขาของธุรกิจ Non-Oil อยู่ที่ 1,526 สาขา แบ่งเป็นสถานีบริการ Auto LPG 231 สาขา ร้านจำหน่ายก๊าซ LPG บรรจุถัง (Gas Shop) 253 สาขา ร้านกาแฟพันธุ์ไทย 511 สาขา ร้าน Coffee World 26 สาขา ร้านสะดวกซื้อ Max Mart 309 สาขา ศูนย์บริการซ่อมแซมและบำรุงรักษารถยนต์ Autobacs 45 สาขา ศูนย์เปลี่ยนถ่ายน้ำมัน Maxnitron Lube Change 52 สาขา จุดพักรถ Max Camp 64 สาขา และสถานีอัดประจุไฟฟ้า (EV Charging) 35 สาขา

ทั้งนี้ ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทฯ มีมติอนุมัติจ่ายเงินปันผล ในอัตราหุ้นละ 0.20 บาท โดยกำหนดให้วันที่ไม่ได้รับสิทธิปันผล (XD) ในวันที่ 9 มีนาคม 2566 และกำหนดรายชื่อผู้ถือหุ้นที่มีสิทธิได้รับเงินปันผล (Record Date) ในวันที่ 10 มีนาคม 2566 และกำหนดจ่ายเงินปันผลในวันที่ 19 พฤษภาคม 2566

สำหรับแผนการดำเนินงานปี 2566 บริษัทฯ วางเป้า EBITDA โต 8-12% จากปีก่อน และวางเป้าปริมาณการจำหน่ายน้ำมันผ่านทุกช่องทางเติบโต 8-12% จากปีก่อน จากการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยว ประกอบกับจีนได้สิ้นสุดมาตรการ Zero COVID-19 ตั้งแต่วันที่ 8 มกราคม 2566 จึงมองว่า เป็นเรื่องดีต่อสถานการณ์การท่องเที่ยวของไทย และการขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศ

นอกจากนี้ ยังได้กำหนดงบลงทุน 5,000-6,000 ล้านบาท เพื่อรองรับการขยายธุรกิจ โดยยังคงวางแผนขยายสถานีบริการน้ำมันอย่างต่อเนื่อง ซึ่งปี 2566 คาดว่า จะมีสถานีบริการน้ำมันเพิ่มเป็น 2,206 สถานีบริการ โดยเน้นการขยายตามพื้นที่เส้นทางหลัก และเน้นการปรับปรุงสถานีบริการเพื่อยกระดับคุณภาพสินค้าและบริการ ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้ามากขึ้น

ขณะที่ ธุรกิจ Non-Oil วางเป้าสัดส่วนกำไรขั้นต้นคิดเป็น 20-30% ของกำไรขั้นต้นรวม โดยมุ่งเน้นการเติบโตในธุรกิจก๊าซ LPG ธุรกิจร้านกาแฟพันธุ์ไทย และอื่นๆ โดยธุรกิจก๊าซ LPG ยังคงมองการเติบโตของปริมาณการจำหน่ายก๊าซไว้ที่ระดับ 40-60% จากกลุ่ม Auto LPG ด้วยการยกระดับประสบการณ์ให้แก่ลูกค้าด้วยงานบริการ ส่งเสริมยอดขาย และครองส่วนแบ่งการตลาด จากโครงการ "Taxi Transform" และ "Auto Transform" รวมถึงการใช้กลยุทธ์ทางด้านการตลาดผ่านระบบสมาชิกบัตร PT Max Card เพื่อรักษาและขยายฐานลูกค้า

ส่วนธุรกิจในกลุ่มก๊าซครัวเรือนและอุตสาหกรรม มุ่งรักษาฐานลูกค้าหลักเดิม และหาฐานลูกค้าใหม่ รวมถึงการนำเสนอโปรโมชันการขาย และการรับรู้แบรนด์ PT แก่ลูกค้า และเน้นการขยายจำนวนสถานีบริการ Auto LPG และ Gas Shop เป็น 574 สาขา จากเดิมที่มีอยู่ 484 สาขาในปี 2565

สำหรับธุรกิจ ร้านกาแฟพันธุ์ไทย ปี 2566 ตั้งเป้าขยายสาขาเป็น 1,500 สาขา จาก 511 สาขา ในปี 2565 ทั้งในและนอกสถานีบริการน้ำมัน โดยมุ่งเน้นขยายสาขาในย่านใจกลางเมือง ย่านธุรกิจที่มีกำลังซื้อสูง ทั้งในเขตกรุงเทพ ปริมณฑล เมืองท่องเที่ยว รวมไปถึงหัวเมืองตามจังหวัดต่างๆ รวมทั้งวางแผนในการออกสินค้าที่โดดเด่นและมีเอกลักษณ์แตกต่างจากคู่แข่งเพื่อสร้างการเติบโตของยอดขาย พร้อมกับวางกลยุทธ์ทางการตลาดและการสื่อสารแบรนด์ผ่านช่องทางเดลิเวอรี เพื่อให้เข้าถึงได้ง่ายทั้งบริการและรับรู้ถึงแบรนด์

นอกจากนี้ ในอนาคตจะมุ่งเน้นการขยายสาขาโดยการขายแฟรนไชส์ 5 รูปแบบ ได้แก่ รูปแบบ Kiosk, Food Truck, Trailer, Build in และ Stand Alone โดยลงทุนเริ่มต้นเพียง 1.25 ล้านบาทต่อสาขา ซึ่งปัจจุบันได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากตลาด

ขณะที่ ธุรกิจอื่นๆ ภายใต้ธุรกิจ Non-Oil บริษัทฯ ยังคงวางแผนขยายสาขา และ Touchpoints อย่างต่อเนื่อง โดยมองว่า ในปี 2566 จะสามารถขยายเป็น 674 สาขา จาก 531 สาขาในปี 2565 โดยการเพิ่มขึ้นหลักๆ จะมาจากธุรกิจร้านสะดวกซื้อ Max Mart ศูนย์บริการและซ่อมบำรุงรถยนต์ Autobacs และสถานีอัดประจุไฟฟ้า Elex by EGAT Max ที่มองว่าจะสามารถขยายการติดตั้งเพิ่มทั้งสิ้นเป็น 65 สถานี ได้ภายในปี 2566

พร้อมกันนี้ บริษัทฯ ได้มีโครงการภายใต้กลุ่มธุรกิจพลังงานทดแทน อาทิ โครงการกำจัดขยะมูลฝอยเพื่อผลิตกระแสไฟฟ้าจากชุมชน ขนาด 4.5 เมกะวัตต์ จังหวัดสงขลา คาดว่า จะเริ่มก่อสร้างได้ภายในไตรมาส 3/2566 และคาดว่า จะเปิดจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบเชิงพาณิชย์ (COD) ได้ภายในปี 2568 รวมถึงโครงการโซลาร์รูฟท็อปสถานีบริการน้ำมันที่ได้มีการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปไปแล้วทั้งหมด 33 สถานี ในปี 2565 ซึ่งมีกำลังไฟทั้งหมด 601,037 kWh สามารถประหยัดค่าไฟได้กว่า 2.4 ล้านบาท โดยมองว่าจะสามารถขยายการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปในพื้นที่สถานีบริการน้ำมัน PT อีก 250-300 สถานีภายในปี 2566 และคาดว่า จะสามารถลดปริมาณการใช้ไฟในปี 2567 ได้เพิ่มเติม 40-60 ล้านบาท