รัฐบาล เตรียมเสนอประกาศ "เขตควบคุมมลพิษ" ลุ่มน้ำปราจีนบุรี พร้อมปูพรมตรวจคุณภาพน้ำ ตะกอนดิน และโลหะหนัก ขยายผลถึงบางปะกง มุ่งแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ
รัฐบาลเดินหน้าแก้ไขปัญหามลพิษลุ่มน้ำปราจีนบุรีและแม่น้ำบางปะกงอย่างเป็นระบบ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) อยู่ระหว่างรวบรวมข้อมูลเชิงลึกและศึกษารายละเอียด เตรียมเสนอคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติพิจารณาประกาศเป็น "เขตควบคุมมลพิษ" พร้อมเร่งตรวจวิเคราะห์คุณภาพน้ำ สารตกค้าง และตะกอนดินหาสายเหตุปลาตาย-น้ำสีดำ มุ่งแก้ปัญหาจากต้นเหตุเพื่อสุขอนามัยและคุณภาพชีวิตที่ยั่งยืนของประชาชน
รัฐบาลเอาจริง แก้ปัญหามลพิษลุ่มน้ำปราจีนบุรีและพื้นที่เชื่อมโยง
วันนี้ (8 พ.ย. 69) นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีให้ความสำคัญสูงสุดกับการแก้ไขปัญหามลพิษสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะปัญหาน้ำเสียและสารปนเปื้อนในพื้นที่ลุ่มน้ำปราจีนบุรี รวมถึงพื้นที่เชื่อมโยงทางระบบนิเวศอย่างแม่น้ำบางปะกง
ขณะนี้ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) อยู่ระหว่างการศึกษารายละเอียด รวบรวมข้อเท็จจริง และจัดทำข้อมูลประกอบข้อเสนอเพื่อเตรียมผลักดันการประกาศให้ "พื้นที่ลุ่มน้ำแม่น้ำปราจีนบุรีและลำน้ำสาขาเป็นเขตควบคุมมลพิษ" ตามขั้นตอนทางกฎหมาย
การเคลื่อนไหวครั้งนี้นับเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับมาตรการเฝ้าระวังและการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมในระดับลุ่มน้ำ เพื่อป้องกันไม่ให้ปัญหามลพิษส่งผลกระทบเรื้อรังต่อระบบนิเวศทางน้ำ การเกษตร การประมง และสุขภาพอนามัยของประชาชนในพื้นที่ใกล้เคียง
เปิดขั้นตอนเสนอประกาศ "เขตควบคุมมลพิษ" ลุ่มน้ำปราจีนบุรี
รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้อธิบายถึงความเป็นมาและขั้นตอนการดำเนินงานว่า เมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน 2569 ที่ผ่านมา ในการประชุมคณะกรรมการควบคุมมลพิษ ครั้งที่ 4/2569 ที่ประชุมได้รับทราบข้อเสนอแนะและข้อเรียกร้องจากเครือข่ายภาคประชาชน รวมถึงกลุ่มผู้ได้รับผลกระทบในพื้นที่ ซึ่งเรียกร้องให้มีการประกาศเขตควบคุมมลพิษในพื้นที่ลุ่มน้ำปราจีนบุรีเป็นการเร่งด่วน
จากข้อเรียกร้องดังกล่าว คณะกรรมการควบคุมมลพิษได้มีมติมอบหมายให้หน่วยงานรับผิดชอบหลัก ได้แก่
- กรมควบคุมมลพิษ (คพ.)
- สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.)
- คณะอนุกรรมการที่เกี่ยวข้อง
ร่วมกันศึกษารายละเอียด รวบรวมข้อมูลเชิงพื้นที่ และกำหนดแนวทางดำเนินการเพิ่มเติมอย่างครบถ้วน ก่อนที่จะนำเสนอให้ คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ (กก.สิ่งแวดล้อม) พิจารณาตามขั้นตอนของกฎหมายต่อไป
นางสาวลลิดา เน้นย้ำว่า การเตรียมเสนอประกาศเขตควบคุมมลพิษลุ่มน้ำปราจีนบุรีในขณะนี้ ยังอยู่ในขั้นตอนการศึกษาและจัดเตรียมข้อมูลประกอบการพิจารณาเท่านั้น ยังไม่ได้เป็นการประกาศเขตควบคุมมลพิษอย่างเป็นทางการ เนื่องจากต้องรอให้คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ซึ่งเป็นหน่วยงานที่มีอำนาจตามกฎหมาย พิจารณาอนุมัติเห็นชอบตามขั้นตอนเสียก่อน
เร่งหาสาเหตุ "ปลาตายบ้านทาม - น้ำสีดำประตูน้ำเพชรเฉลิม"
สำหรับสถานการณ์ความเดือดร้อนในพื้นที่จริง กรมควบคุมมลพิษได้ส่งเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่เก็บตัวอย่างน้ำบริเวณที่ได้รับแจ้งเหตุและพื้นที่ข้างเคียงเรียบร้อยแล้ว โดยเน้นการเฝ้าระวังและตรวจสอบใน 2 กรณีสำคัญ
- กรณีพบปลาตาย ตรวจสอบหาสารปนเปื้อนและคุณภาพน้ำบริเวณพื้นที่ตำบลบ้านทาม อำเภอศรีมหาโพธิ จังหวัดปราจีนบุรี
- กรณีข้อร้องเรียนน้ำสีดำ ตรวจสอบคุณภาพน้ำและวิเคราะห์สารเคมีบริเวณประตูน้ำเพชรเฉลิม
ขณะนี้ กรมควบคุมมลพิษอยู่ระหว่างการรวบรวมข้อมูลทางวิทยาศาสตร์และรอผลการตรวจวิเคราะห์ทางห้องปฏิบัติการ (Lab) อย่างละเอียด เพื่อประเมินสาเหตุที่แท้จริงของปรากฏการณ์ดังกล่าว ทั้งนี้ ปัจจุบันยังไม่สามารถสรุปชี้ชัดได้ว่าเกิดจากสารปนเปื้อนชนิดใด หรือมีแหล่งกำเนิดมลพิษจากจุดใดเป็นต้นเหตุหลัก จึงต้องรอผลสรุปอย่างเป็นทางการเพื่อความถูกต้องแม่นยำ
ขยายผลตรวจตะกอนดินหาสารตกค้างและโลหะหนักถึงแม่น้ำบางปะกง
เพื่อการแก้ไขปัญหาที่ครอบคลุมทั้งระบบ รัฐบาลได้สั่งการให้ขยายขอบเขตการสำรวจและตรวจสอบสิ่งแวดล้อมให้กว้างขึ้น โดยกรมควบคุมมลพิษมีแผนดำเนินงานเพิ่มเติม ดังนี้
- เก็บตัวอย่างน้ำครอบคลุม 2 สายน้ำหลัก เพิ่มจุดตรวจวัดคุณภาพน้ำในแม่น้ำปราจีนบุรีและขยายไปยังแม่น้ำบางปะกง
- ปูพรมตรวจแหล่งกำเนิดมลพิษ เข้าตรวจสอบโรงงานอุตสาหกรรม เขตอุตสาหกรรม และแหล่งกำเนิดมลพิษรอบพื้นที่ใกล้เคียงอย่างเข้มงวด
- ตรวจสอบการสะสมของโลหะหนักในตะกอนดิน ดำเนินการเก็บตัวอย่างตะกอนดินใต้ท้องน้ำ เพื่อตรวจหาการสะสมและตกค้างของสารโลหะหนักและสารเคมีอันตราย
การตรวจวิเคราะห์ตะกอนดินถือเป็นหัวใจสำคัญ เนื่องจากมลพิษทางน้ำบางประเภทอาจไม่ปรากฏในมวลน้ำเคลื่อนที่ แต่เกิดการตกตะกอนสะสมอยู่ในดินใต้น้ำ ซึ่งอาจส่งผลกระทบระยะยาวต่อห่วงโซ่อาหารและสัตว์น้ำ
รัฐบาลยึดหลักวิชาการ มุ่งแก้ปัญหามลพิษที่ต้นเหตุ
“รัฐบาลไม่ได้นิ่งนอนใจต่อปัญหามลพิษที่ส่งผลกระทบต่อประชาชน โดยเฉพาะปัญหาคุณภาพน้ำที่เกี่ยวข้องกับการดำรงชีวิตและระบบนิเวศ การแก้ไขปัญหาต้องตรวจสอบให้ถึงต้นเหตุ ไม่ใช่เพียงตรวจคุณภาพน้ำเฉพาะจุด แต่ต้องเชื่อมโยงข้อมูลแหล่งกำเนิดมลพิษ การไหลของน้ำ และการสะสมของสารอันตรายในตะกอนดิน เพื่อให้มีหลักฐานเพียงพอในการกำหนดมาตรการแก้ไขอย่างตรงจุด” นางสาวลลิดากล่าว
นอกจากนี้ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรียังกล่าวเพิ่มเติมเพื่อสร้างความมั่นใจแก่ประชาชนว่า รัฐบาลพร้อมรับฟังทุกข้อกังวลของพี่น้องประชาชนในพื้นที่ และมุ่งมั่นที่จะแก้ไขปัญหามลพิษทางน้ำอย่างจริงจังและเด็ดขาด โดยยึดถือหลักวิชาการ พยานหลักฐาน และข้อเท็จจริงทางวิทยาศาสตร์เป็นสำคัญ
กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจะเร่งรวบรวมข้อมูล ตรวจสอบแหล่งกำเนิดมลพิษ ตลอดจนผลักดันแนวทางการบริหารจัดการและแก้ไขปัญหาในระดับลุ่มน้ำแบบบูรณาการ เพื่อปกป้องทรัพยากรธรรมชาติ ฟื้นฟูระบบนิเวศ และคุ้มครองสุขภาพอนามัยรวมถึงคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่อย่างยั่งยืนต่อไป





