ปภ. ประกาศเตือน 61 จังหวัดและ กทม. รับมืออากาศแปรปรวน ฝนตกหนักถึงหนักมาก 5-9 พ.ย. นี้ เสี่ยงน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลาก เฝ้าระวัง 24 ชม.
กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ออกประกาศ เตือนภัยเฝ้าระวังขั้นสูงสุด ประสานงาน 61 จังหวัดทั่วประเทศไทยและกรุงเทพมหานคร ให้เตรียมความพร้อมรับมือสถานการณ์ อากาศแปรปรวน พายุฝนฟ้าคะนอง ลมกระโชกแรง และฝนตกหนักถึงหนักมาก ซึ่งอาจส่งผลให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก ดินโคลนถล่ม และน้ำท่วมขัง
ในช่วงวันที่ 5-9 พฤศจิกายน 2569 พร้อมกำชับเจ้าหน้าที่จัดส่งเครื่องจักรกลสาธารณภัยและกำลังพลเฝ้าระวังพื้นที่เสี่ยงภัยตลอด 24 ชั่วโมง
เปิดสาเหตุสภาพอากาศแปรปรวน มวลอากาศเย็นระลอกใหม่พัดปกคลุม
นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ในฐานะผู้อำนวยการ กองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยกลาง (กอปภ.ก.) เปิดเผยถึงแนวโน้มสภาวะอากาศว่า กอปภ.ก. ได้ติดตามปัจจัยเสี่ยงและสภาพอากาศอย่างใกล้ชิด ร่วมกับข้อมูลประกาศจากกรมอุตุนิยมวิทยา ฉบับที่ 2 (285/2569) เรื่อง "อากาศแปรปรวนบริเวณประเทศไทยตอนบน และฝนตกหนักถึงหนักมากบริเวณภาคใต้"
ปรากฏการณ์ทางธรรมชาติในครั้งนี้ เกิดขึ้นเนื่องจาก บริเวณความกดอากาศสูง หรือมวลอากาศเย็นอีกระลอกหนึ่งจากสาธารณรัฐประชาชนจีน แผ่ลงมาปกคลุมพื้นที่ประเทศไทยตอนบนและทะเลจีนใต้ ส่งผลให้ลมฝ่ายตะวันออกที่พัดปกคลุมอ่าวไทยและประเทศไทยมีกำลังแรงขึ้นอย่างฉับพลัน เกิดการปะทะกันของมวลอากาศต่างอุณหภูมิ ก่อให้เกิดสภาพอากาศแปรปรวน พายุฝนฟ้าคะนอง และลมกระโชกแรงในหลายพื้นที่
เช็กพื้นที่เสี่ยงภัยแยกรายภาค 5 - 9 พฤศจิกายน 2569
จากการประเมินของ กอปภ.ก. ได้มีการแบ่งพื้นที่เฝ้าระวังออกเป็น 2 กลุ่มเหตุการณ์สำคัญตามช่วงเวลาและภูมิภาค เพื่อให้ประชาชนและหน่วยงานในพื้นที่สามารถเตรียมการรับมือได้อย่างถูกต้อง ดังนี้
1. พื้นที่เฝ้าระวังฝนฟ้าคะนองและลมกระโชกแรง (ช่วงวันที่ 5 - 7 พฤศจิกายน 2569)
สภาพอากาศแปรปรวนจะเริ่มส่งผลกระทบในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือก่อนเป็นอันดับแรก หลังจากนั้นภาคเหนือ ภาคกลาง รวมทั้งกรุงเทพมหานคร ปริมณฑล และภาคตะวันออก จะได้รับผลกระทบตามมา ครอบคลุมพื้นที่ 47 จังหวัด ได้แก่
- ภาคเหนือ 16 จังหวัด ได้แก่ เชียงใหม่, เชียงราย, ลำพูน, ลำปาง, พะเยา, แพร่, น่าน, อุตรดิตถ์, ตาก, สุโขทัย, กำแพงเพชร, พิษณุโลก, พิจิตร, เพชรบูรณ์, นครสวรรค์ และอุทัยธานี
- ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 10 จังหวัด ได้แก่ เลย, หนองคาย, บึงกาฬ, หนองบัวลำภู, อุดรธานี, สกลนคร, ชัยภูมิ, ขอนแก่น, นครราชสีมา และบุรีรัมย์
- ภาคกลางและภาคตะวันออก 21 จังหวัด ได้แก่ กาญจนบุรี, ราชบุรี, สุพรรณบุรี, ชัยนาท, สิงห์บุรี, อ่างทอง, พระนครศรีอยุธยา, ลพบุรี, สระบุรี, นครนายก, ปราจีนบุรี, ชลบุรี, ระยอง, เพชรบุรี, ประจวบคีรีขันธ์, ปทุมธานี, นนทบุรี, นครปฐม, สมุทรสาคร, สมุทรสงคราม และสมุทรปราการ
2. พื้นที่เฝ้าระวังน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก และดินโคลนถล่ม (ช่วงวันที่ 7 - 9 พฤศจิกายน 2569)
เมื่อมวลอากาศเย็นแผ่ลงมาลึกขึ้น จะส่งผลให้พื้นที่ภาคใต้มีปริมาณฝนเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว เกิดฝนตกหนักถึงหนักมากหลายพื้นที่ ซึ่งเสี่ยงต่อการเกิดอุทกภัยฉับพลัน ครอบคลุมทั้ง 14 จังหวัดภาคใต้ ได้แก่
- ภาคใต้ 14 จังหวัด ได้แก่ ชุมพร, สุราษฎร์ธานี, นครศรีธรรมราช, พัทลุง, สงขลา, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส, ระนอง, พังงา, ภูเก็ต, กระบี่, ตรัง และสตูล
มาตรการเตรียมความพร้อมและช่วยเหลือของ ปภ. 24 ชั่วโมง
เพื่อลดผลกระทบและความสูญเสียที่อาจเกิดขึ้นกับชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยได้กำหนดมาตรการเชิงรุกร่วมกับหน่วยงานในระดับพื้นที่ ดังนี้
- การเตรียมพร้อมเครื่องมือและกำลังพล จัดเตรียมเครื่องจักรกลสาธารณภัย เช่น รถสูบน้ำระยะไกล รถปฏิบัติการอุทกภัย เรือท้องแบน และเจ้าหน้าที่ชุดเคลื่อนที่เร็ว พร้อมเข้าปฏิบัติการช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ทันทีตลอด 24 ชั่วโมง
- การเร่งระบายน้ำในจุดเสี่ยง กำชับพื้นที่ที่เคยเกิดน้ำท่วมซ้ำซากและพื้นที่ที่ยังคงมีสถานการณ์อุทกภัยสะสม ให้เร่งติดตั้งเครื่องสูบน้ำและเปิดทางน้ำไหล เพื่อระบายน้ำออกจากพื้นที่ชุมชนโดยเร็วที่สุด
- การดูแลความปลอดภัยสถานที่ท่องเที่ยว ประสานสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติ โดยเฉพาะถ้ำ ถ้ำลอด และน้ำตก หากประเมินแล้วพบความเสี่ยงจากน้ำป่าไหลหลาก ให้ทำการประกาศปิดกั้นพื้นที่และห้ามเข้าโดยเด็ดขาด
- การจัดตั้งศูนย์พักพิงชั่วคราว ประสานหน่วยงานท้องถิ่นเตรียมความพร้อมของศูนย์พักพิง อาหาร ถุงยังชีพ และน้ำดื่มสะอาด เพื่อรองรับการอพยพประชาชนอย่างทันท่วงทีหากเกิดเหตุฉุกเฉิน
คู่มือข้อปฏิบัติสำหรับประชาชนในการรับมือสภาพอากาศแปรปรวน
ทางกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย มีข้อแนะนำให้ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัยปฏิบัติตามคำเตือนอย่างเคร่งครัด เพื่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน
- การดูแลสิ่งปลูกสร้าง ตรวจสอบโครงสร้างบ้านเรือน หลังคา และหลังคาโรงเรือนให้อยู่ในสภาพมั่นคงแข็งแรง ตัดแต่งกิ่งไม้ใกล้ตัวบ้านเพื่อป้องกันกิ่งไม้หักโค่นใส่
- ข้อควรระวังระหว่างฝนฟ้าคะนอง หลีกเลี่ยงการอยู่ในที่โล่งแจ้ง ใต้ต้นไม้ใหญ่ ป้ายโฆษณาที่ไม่แข็งแรง หรือสิ่งปลูกสร้างชั่วคราว เพื่อลดความเสี่ยงจากการถูกล้มทับ และระมัดระวังอันตรายจากฟ้าผ่าโดยไม่สวมใส่เครื่องประดับโลหะหรือไม่ใช้โทรศัพท์มือถือขณะเกิดพายุ
- ข้อแนะนำสำหรับเกษตรกร ควรทำคอกสัตว์ให้แข็งแรง เตรียมคลุมผลผลิตทางการเกษตร และจัดทำระบบระบายน้ำในแปลงเกษตรเพื่อป้องกันความเสียหายจากน้ำท่วมขังและลมกระโชกแรง
- ติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด ติดตามการแจ้งเตือนพยากรณ์อากาศจากกรมอุตวยิวิทยา และข่าวสารจากทางราชการในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง
ช่องทางการแจ้งเหตุและขอความช่วยเหลือฉุกเฉิน
หากประชาชนในพื้นที่ใดได้รับผลกระทบจากเหตุอากาศแปรปรวน น้ำท่วม หรือประสบสาธารณภัย สามารถติดต่อขอความช่วยเหลือได้ฟรี ตลอด 24 ชั่วโมง ผ่านช่องทางดังนี้
- สายด่วนนิรภัย : โทร. 1784 (ให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง)
- แอปพลิเคชัน Line : เพิ่มเพื่อน @1784DDPM (ไลน์ "ปภ.รับแจ้งเหตุ 1784")





