วันจันทร์ ที่ 2 พฤศจิกายน 2569

Login
Login

ปริมาณน้ำล่าสุด อ่างเก็บน้ำทะลุ 82% สทนช. เตือนรับมืออากาศแปรปรวน

สทนช. สรุปสถานการณ์น้ำภาพรวมทะลุ 82% เตือน 8 จว. รับมือน้ำทะเลหนุนสูง พร้อมรับมืออากาศแปรปรวน ฝนตกหนัก ลมกระโชกแรง 3–6 พ.ย. นี้

สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เปิดเผยรายงานสรุปสถานการณ์น้ำภาพรวมของประเทศไทย ประจำวันที่ 2 พฤศจิกายน 2569 ชี้ภาพรวมปริมาณน้ำทั่วประเทศพุ่งสูงถึง 82% ของความจุ พร้อมเตือนประชาชนในพื้นที่ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง และภาคใต้ เตรียมรับมือสภาพอากาศแปรปรวน มีฝนตกหนัก และลมกระโชกแรงช่วงวันที่ 3 - 6 พฤศจิกายนนี้ นอกจากนี้ยังออกประกาศเฝ้าระวังปรากฏการณ์น้ำทะเลหนุนสูงในพื้นที่ริมแม่น้ำสายหลักและเขตปริมณฑลจนถึงวันที่ 4 พฤศจิกายน 2569

สรุปสถานการณ์ฝนตกสูงสุดรายภาคทั่วประเทศ

จากข้อมูลการเฝ้าระวังและติดตามสภาพภูมิอากาศของ สทนช. ในรอบ 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา พบว่าประเทศไทยยังคงมีฝนฟ้าคะนองกระจายตัวในหลายพื้นที่ โดยปริมาณน้ำฝนสูงสุดที่วัดได้ในแต่ละภาค มีรายละเอียดดังนี้

  • ภาคใต้ จังหวัดสงขลา วัดปริมาณน้ำฝนได้สูงสุดที่ 78 มิลลิเมตร
  • ภาคเหนือ จังหวัดน่าน วัดปริมาณน้ำฝนได้สูงสุดที่ 77 มิลลิเมตร
  • ภาคตะวันออก จังหวัดระยอง วัดปริมาณน้ำฝนได้สูงสุดที่ 61 มิลลิเมตร
  • ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จังหวัดเลย วัดปริมาณน้ำฝนได้สูงสุดที่ 57 มิลลิเมตร
  • ภาคกลาง กรุงเทพมหานคร วัดปริมาณน้ำฝนได้สูงสุดที่ 55 มิลลิเมตร
  • ภาคตะวันตก จังหวัดกาญจนบุรี วัดปริมาณน้ำฝนได้สูงสุดที่ 24 มิลลิเมตร

พยากรณ์อากาศและแนวโน้มสภาพอากาศแปรปรวน (3 - 6 พ.ย. 69)

รายงานสภาพอากาศวันนี้พบว่า ประเทศไทยยังคงมีฝนฟ้าคะนองเกิดขึ้นได้ในบางแห่ง โดยเฉพาะบริเวณภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง และภาคใต้

อย่างไรก็ตาม สทนช. ได้เน้นย้ำถึงข้อควรระวังในช่วง วันที่ 3 - 6 พฤศจิกายน 2569 ซึ่งประเทศไทยจะเผชิญกับ สภาพอากาศแปรปรวน อันเนื่องมาจากมวลอากาศเย็นหรือความกดอากาศสูงจากประเทศจีนที่แผ่ลงมาปกคลุม ส่งผลให้เกิดปรากฏการณ์ฝนฟ้าคะนอง ลมกระโชกแรง และอาจมีฝนตกหนักเกิดขึ้นได้ในบางพื้นที่ ขอให้เกษตรกรและประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัยเตรียมการป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นกับผลผลิตทางการเกษตรและสิ่งปลูกสร้างที่ไม่แข็งแรง

ปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำภาพรวมและรายภาค

สถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั่วประเทศ ณ วันที่ 2 พฤศจิกายน 2569 มีปริมาณน้ำรวมทั้งสิ้น 66,450 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือคิดเป็น 82% ของความจุเก็บกักรวม โดยมีปริมาณน้ำใช้การได้จริงอยู่ที่ 42,322 ล้านลูกบาศก์เมตร (คิดเป็น 75% ของความจุเก็บกักรวม)

เมื่อพิจารณาสถานการณ์น้ำแยกตามรายภูมิภาค พบข้อมูลดังนี้

  • ภาคตะวันตก ปริมาณน้ำ 27,395 ล้าน ลบ.ม. (97% ของความจุเก็บกัก)
  • ภาคตะวันออก ปริมาณน้ำ 2,826 ล้าน ลบ.ม. (89% ของความจุเก็บกัก)
  • ภาคเหนือ ปริมาณน้ำ 21,079 ล้าน ลบ.ม. (76% ของความจุเก็บกัก)
  • ภาคกลาง ปริมาณน้ำ 1,374 ล้าน ลบ.ม. (73% ของความจุเก็บกัก)
  • ภาคใต้ ปริมาณน้ำ 5,460 ล้าน ลบ.ม. (70% ของความจุเก็บกัก)
  • ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ปริมาณน้ำ 8,316 ล้าน ลบ.ม. (69% ของความจุเก็บกัก)

จากข้อมูลจะเห็นได้ว่า ภาคตะวันตก และ ภาคตะวันออก เป็นสองภูมิภาคที่มีปริมาณน้ำสะสมในอ่างเก็บน้ำสูงที่สุด ซึ่งต้องมีการบริหารจัดการน้ำและเฝ้าระวังการระบายน้ำอย่างใกล้ชิดเพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อพื้นที่ท้ายน้ำ

เจาะลึกสถานการณ์น้ำ 2 เขื่อนหลักในพื้นที่ภาคใต้

สำหรับสถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำสำคัญของภาคใต้ เพื่อรองรับมรสุมในช่วงปลายปี มีปริมาณน้ำสะสมดังนี้

  1. เขื่อนรัชชประภา (จ.สุราษฎร์ธานี) มีปริมาณน้ำ 4,269 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็น 76% ของความจุเก็บกัก
  2. เขื่อนบางลาง (จ.ยะลา) มีปริมาณน้ำ 770 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็น 53% ของความจุเก็บกัก

ประกาศเตือนเฝ้าระวัง "น้ำทะเลหนุนสูง" บริเวณปากแม่น้ำและพื้นที่ริมฝั่ง (31 ต.ค. – 4 พ.ย. 69)

สทนช. ออกประกาศเตือนภัยต่อเนื่อง เร่งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องและประชาชนเฝ้าระวังสถานการณ์ น้ำทะเลหนุนสูง ในช่วงวันที่ 31 ตุลาคม - 4 พฤศจิกายน 2569

สาเหตุหลักของปรากฏการณ์น้ำหนุน

เกิดจากความกดอากาศสูงกำลังแรงจากประเทศจีนแผ่ลงมาปกคลุมประเทศไทยตอนบนและทะเลจีนใต้ ส่งผลให้เกิดลมฝ่ายตะวันออกพัดปกคลุมด้วยกำลังแรง คลื่นลมในทะเลมีกำลังค่อนข้างแรง ดันให้ระดับน้ำทะเลอ่าวไทยสูงกว่าปกติ ปรากฏการณ์นี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อระดับน้ำบริเวณปากแม่น้ำที่เชื่อมต่อกับทะเล ทำให้ระดับน้ำย่อมอู่สูงขึ้นและเอ่อล้นเข้าท่วมพื้นที่ต่ำริมแม่น้ำ

พื้นที่เสี่ยงภัยและจุดที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ

  • พื้นที่แม่น้ำสายหลัก พื้นที่ริมฝั่งแม่น้ำบางปะกง, แม่น้ำเจ้าพระยา, แม่น้ำท่าจีน และแม่น้ำแม่กลอง
  • ชุมชนนอกแนวคันกั้นน้ำ บริเวณที่ไม่มีแนวป้องกันน้ำถาวร ชุมชนริมน้ำ และพื้นที่ลุ่มต่ำ
  • เส้นทางคมนาคม สัญจรในจุดเสี่ยงที่มีน้ำท่วมขังบนถนนสายหลัก ได้แก่ ถนนสุขุมวิท, ถนนสุขสวัสดิ์ และถนนพระราม 2

8 จังหวัดที่ต้องเตรียมรับมืออย่างใกล้ชิด

สทนช. ได้ประสานงานไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดและหน่วยงานท้องถิ่น ให้เร่งเฝ้าระวังและเตรียมความพร้อมช่วยเหลือประชาชนใน 8 จังหวัดภาคกลางและชายฝั่ง ได้แก่

  1. ฉะเชิงเทรา
  2. สมุทรปราการ
  3. กรุงเทพมหานคร
  4. นนทบุรี
  5. ปทุมธานี
  6. สมุทรสาคร
  7. นครปฐม
  8. สมุทรสงคราม

ข้อแนะนำสำหรับประชาชนในพื้นที่เสี่ยง

  1. ติดตามข่าวสารพยากรณ์อากาศ ติดตามการแจ้งเตือนจาก สทนช. กรมชลประทาน และกรมอุตุนิยมวิทยาอย่างใกล้ชิด
  2. ยกของขึ้นที่สูง ชาวบ้านในชุมชนนอกแนวคันกั้นน้ำริมแม่น้ำเจ้าพระยาและแม่น้ำสายหลัก ควรขนย้ายสิ่งของและอุปกรณ์ไฟฟ้าขึ้นที่สูงเพื่อป้องกันความเสียหาย
  3. ระวังการเดินทาง ผู้ใช้รถใช้ถนนบริเวณถนนพระราม 2 ถนนสุขสวัสดิ์ และถนนสุขุมวิท ควรตรวจสอบเส้นทางก่อนเดินทาง เนื่องจากอาจมีน้ำทะเลหนุนเอ่อล้นเข้าท่วมผิวจราจรในช่วงน้ำขึ้นสูงสุดของวัน
  4. เตรียมพร้อมเครื่องสูบน้ำ ขอให้หน่วยงานภาครัฐและท้องถิ่นตรวจสอบความพร้อมของคันกั้นน้ำ สถานีสูบน้ำ และประตูระบายน้ำ เพื่อเร่งระบายน้ำออกจากพื้นที่ชุมชนได้อย่างทันท่วงที