วันจันทร์ ที่ 2 พฤศจิกายน 2569

Login
Login

เปิดแผนรับมือฤดูแล้ง 69/70 เช็กน้ำ 4 เขื่อนใหญ่ รับมือเอลนีโญ

กรมชลฯ ถก SWOC เดินหน้าบริหารน้ำฤดูแล้ง 69/70 เช็ก 4 เขื่อนใหญ่ลุ่มเจ้าพระยามีน้ำ 76% เร่งช่วยภัยท่วม 11 จังหวัด พร้อมสำรองน้ำรับมือเอลนีโญ

กรมชลประทาน เปิดประชุมคณะทำงานติดตามและวิเคราะห์แนวโน้มสถานการณ์น้ำ เพื่อประเมินปริมาณน้ำต้นทุนทั่วประเทศ พร้อมเดินหน้าแผนบริหารจัดการน้ำฤดูแล้ง ปี 2569/70 วางมาตรการจัดสรรน้ำอย่างเป็นธรรม ชูความสำคัญน้ำอุปโภคบริโภคมาเป็นอันดับแรก ควบคู่การเตรียมน้ำสำรองรับมือฝนทิ้งช่วงและปรากฏการณ์ เอลนีโญ ขณะเดียวกันยังเร่งระดมเครื่องจักรอุปกรณ์ช่วยเหลือน้ำท่วมในพื้นที่ที่ยังคงได้รับผลกระทบอีก 11 จังหวัด เพื่อให้สถานการณ์กลับเข้าสู่ภาวะปกติโดยเร็วที่สุด

กรมชลประทานถกเครือข่าย วางกรอบบริหารจัดการน้ำทั่วประเทศ

ล่าสุด วันนี้ (2 พ.ย. 69) นายสันติ เต็มเอี่ยม ผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมชลประทาน (ด้านจัดสรรน้ำและบำรุงรักษา) ผู้ช่วยอธิบดีกรมชลประทาน ได้ได้รับมอบหมายให้เป็นประธานการประชุมคณะทำงานติดตามและวิเคราะห์แนวโน้มสถานการณ์น้ำ ณ ห้องประชุมศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะ (SWOC) กรมชลประทาน สามเสน

การประชุมครั้งนี้เป็นการบูรณาการทำงานร่วมกับหน่วยงานพันธมิตรสำคัญ ได้แก่ กรมอุตุนิยมวิทยา, สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์การมหาชน) และการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) พร้อมทั้งมีการถ่ายทอดสัญญาณผ่านระบบ VDO Conference ไปยังสำนักงานชลประทานที่ 1–17 และสำนักเครื่องจักรกลทั่วประเทศ เพื่อร่วมกันติดตามสถานการณ์น้ำ ประเมินปริมาณฝน สภาพภูมิอากาศ และวางกรอบการบริหารจัดการน้ำให้สอดคล้องกับสภาพพื้นที่จริงในแต่ละภูมิภาค

สรุปสถานการณ์น้ำต้นทุน ลุ่มน้ำเจ้าพระยาและอ่างเก็บน้ำทั่วประเทศ

ศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะ (SWOC) กรมชลประทาน ได้รายงานถึงภาพรวมปริมาณน้ำต้นทุนหลังสิ้นสุดฤดูฝน ปี 2569 และเข้าสู่ช่วงเริ่มต้นของฤดูแล้ง ปี 2569/70 ซึ่งเริ่มตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายนที่ผ่านมา โดยปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั่วประเทศในปัจจุบัน มีรายละเอียดดังนี้

  • อ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และกลางทั่วประเทศ ปริมาณน้ำกักเก็บ 63,984 ล้าน ลบ.ม. (83% ของความจุ)
  • 4 เขื่อนหลักลุ่มน้ำเจ้าพระยา (ภูมิพล, สิริกิติ์, แควน้อยฯ, ป่าสักฯ) ปริมาณน้ำกักเก็บ 18,936 ล้าน ลบ.ม. (76% ของความจุ)

จากตัวเลขปริมาณน้ำต้นทุนดังกล่าว แสดงให้เห็นว่าภาพรวมจัดอยู่ในเกณฑ์ดี สามารถรองรับการใช้น้ำในช่วงฤดูแล้งนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ อย่างไรก็ตาม กรมชลประทาน ยังคงวางแผนการใช้น้ำอย่างกุมความไม่ประมาท เพื่อสร้างความมั่นคงด้านน้ำในระยะยาว

 

ลำดับความสำคัญการจัดสรรน้ำฤดูแล้ง ปี 2569/70 และการสำรองน้ำอนาคต

สำหรับ การจัดสรรน้ำในช่วงฤดูแล้ง ปี 2569/70 กรมชลประทาน ได้กำหนดลำดับความสำคัญตามนโยบายบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืน เพื่อให้ครอบคลุมทุกภาคส่วน ดังนี้

  • น้ำเพื่อการอุปโภคบริโภค ให้ความสำคัญสูงสุดเป็นอันดับแรก เพื่อรองรับการมีน้ำสะอาดสำหรับใช้อุปโภคบริโภคในชีวิตประจำวันของประชาชนทุกพื้นที่
  • น้ำเพื่อการรักษาระบบนิเวศ การผลักดันน้ำเค็ม ควบคุมคุณภาพน้ำ และรักษาสมดุลของระบบนิเวศลำน้ำ
  • น้ำเพื่อภาคการเกษตร สนับสนุนการเพาะปลูกพืชฤดูแล้งตามแผนที่กำหนดไว้
  • น้ำเพื่อภาคอุตสาหกรรมและกิจกรรมอื่น ๆ ขับเคลื่อนภาคเศรษฐกิจ การผลิต และการท่องเที่ยว

นอกจากนี้ กรมชลประทาน ได้วางแผนสำรองน้ำไว้สำหรับช่วงต้นฤดูฝน ปี 2570 โดยเฉพาะในช่วงเดือนพฤษภาคม ถึง กรกฎาคม 2570 ซึ่งมีความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะฝนทิ้งช่วง การสำรองน้ำล่วงหน้านี้จะช่วยลดความเสี่ยงจากการขาดแคลนน้ำ และสร้างความมั่นคงให้กับเกษตรกรและประชาชนในทุกพื้นที่

การปรับลดการระบายน้ำเขื่อนเจ้าพระยา บรรเทาผลกระทบพื้นที่ท้ายน้ำ

ในส่วนของการบริหารจัดการน้ำในลุ่มน้ำเจ้าพระยา ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการเกษตรและชุมชนในภาคกลาง ปัจจุบันกรมชลประทานได้ทยอยปรับลดอัตราการระบายน้ำผ่านเขื่อนเจ้าพระยาให้อยู่ในระดับ 700 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที

การปรับลดการระบายน้ำครั้งนี้ พิจารณาจากแนวโน้มปริมาณน้ำเหนือที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง เพื่อวัตถุประสงค์สำคัญดังนี้

  • ช่วยลดระดับน้ำและบรรเทาผลกระทบต่อพื้นที่ประสบอุทกภัยริมแม่น้ำท้ายเขื่อนเจ้าพระยา
  • รักษาสมดุลการบริหารจัดการน้ำในลุ่มน้ำเจ้าพระยาให้อยู่ในเกณฑ์ควบคุม
  • กักเก็บน้ำไว้ใช้สำหรับการอุปโภคบริโภคและการรักษาระบบนิเวศในช่วงฤดูแล้ง

เดินหน้าช่วยเหลือพื้นที่อุทกภัย 11 จังหวัดอย่างต่อเนื่อง

แม้ว่าประเทศไทยจะเริ่มเข้าสู่ฤดูแล้งอย่างเป็นทางการแล้ว แต่ผลกระทบจากฤดูฝนที่ผ่านมายังคงมีอยู่ในบางพื้นที่ จากสถิติพบว่ามีพื้นที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยรวมทั้งสิ้น 62 จังหวัด ซึ่งส่วนใหญ่สถานการณ์ได้คลี่คลายเข้าสู่ภาวะปกติแล้ว

ปัจจุบัน ยังคงมีพื้นที่ประสบอุทกภัยคงเหลืออีก 11 จังหวัด ซึ่งกรมชลประทานไม่ได้นิ่งนอนใจ โดยได้ดำเนินมาตรการเร่งด่วน ดังนี้

  • บูรณาการทำงานร่วมกับหน่วยงานท้องถิ่นและจังหวัดอย่างใกล้ชิด
  • ระดมเครื่องสูบน้ำ เครื่องจักรกลหนัก และอุปกรณ์บรรเทาสาธารณภัยเข้าพื้นที่
  • ส่งเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานลงพื้นที่เร่งระบายน้ำออกจากพื้นที่ลุ่มต่ำอย่างต่อเนื่อง
  • ให้ความช่วยเหลือเร่งด่วนแก่ประชาชนจนกว่าสถานการณ์จะกลับเข้าสู่ภาวะปกติทั้งหมด

รับมือความเสี่ยงปรากฏการณ์เอลนีโญ และคำร้องขอความร่วมมือจากประชาชน

กรมชลประทาน ยังคงเฝ้าระวังและติดตามปรากฏการณ์ทางภูมิอากาศอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะปรากฏการณ์ เอลนีโญ (El Niño) ที่อาจส่งผลกระทบให้ปริมาณฝนในระยะถัดไปต่ำกว่าค่าปกติ ซึ่งอาจส่งผลต่อปริมาณน้ำต้นทุนในอนาคต

เพื่อให้การบริหารจัดการน้ำเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด กรมชลประทานพร้อมที่จะปรับแผนการจัดสรรน้ำให้สอดคล้องกับสถานการณ์จริงอย่างเต็มศักยภาพ ไม่ว่าจะเป็นการดูแลประชาชนในพื้นที่ประสบภัย การกระจายน้ำอย่างทั่วถึงและเป็นธรรม ตลอดจนการสำรองน้ำไว้ใช้ในอนาคต

พร้อมกันนี้ กรมชลประทานขอความร่วมมือจากพี่น้องประชาชน เกษตรกร ภาคอุตสาหกรรม และทุกภาคส่วน ร่วมกัน ใช้น้ำอย่างประหยัดและรู้คุณค่า เพื่อให้มีปริมาณน้ำเพียงพอสำหรับทุกกิจกรรมตลอดช่วงฤดูแล้ง ปี 2569/70 นี้