วันพุธ ที่ 28 ตุลาคม 2569

Login
Login

สรุปสถานการณ์น้ำในเขื่อนใหญ่ทั่วไทย ระดับน้ำวิกฤตจับตาใกล้ชิด

สทนช. เตือนภัย! ปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำทั่วประเทศพุ่งสูงถึง 82% จับตาเขื่อนใหญ่ภาคตะวันตกและภาคใต้ระดับน้ำวิกฤต เสี่ยงน้ำท่วมฉับพลันและน้ำล้นตลิ่ง

สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เปิดเผยสรุปรายงานสถานการณ์น้ำภาพรวมของประเทศไทย ประจำวันที่ 28 ตุลาคม 2569 ระบุภาพรวมปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำทั่วประเทศพุ่งสูงถึง 82% ของความจุ พร้อมออกประกาศเตือนฉบับที่ 12/2569 ให้ประชาชนในพื้นที่ภาคใต้ 14 จังหวัด ระวังอันตรายจากฝนตกหนัก น้ำท่วมขัง น้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก และน้ำล้นตลิ่ง หลังพบปริมาณฝนสะสมสูงสุดที่ จ.สตูล วัดได้ถึง 273 มิลลิเมตร

สภาพอากาศวันนี้และแนวโน้ม มวลอากาศเย็นปกคลุม ภาคใต้ฝนยังหนัก

สภาพอากาศในวันนี้ อิทธิพลจากบริเวณความกดอากาศสูงหรือมวลอากาศเย็นกำลังปานกลางจากประเทศจีน ได้แผ่ลงมาปกคลุมประเทศไทยตอนบนและทะเลจีนใต้ ส่งผลให้เกิดลมฝ่ายตะวันออกพัดปกคลุมประเทศไทยและอ่าวไทย ประกอบกับมีหย่อมความกดอากาศต่ำปกคลุมบริเวณทะเลอันดามัน

ลักษณะเช่นนี้ทำให้ประเทศไทยตอนบน โดยเฉพาะบริเวณภาคกลาง ยังคงมีฝนฟ้าคะนองกับมีลมกระโชกแรง และมีฝนตกหนักบางแห่ง ในขณะที่ภาคใต้มีฝนตกต่อเนื่องและมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางพื้นที่

สำหรับภาพรวมปริมาณฝนสูงสุดรายภาคที่บันทึกได้ มีรายละเอียดดังนี้

  • ภาคใต้ จ.สตูล วัดปริมาณฝนสูงสุดได้ถึง 273 มิลลิเมตร (สูงสุดในประเทศ)
  • ภาคตะวันออก จ.ระยอง วัดได้ 59 มิลลิเมตร
  • ภาคตะวันตก จ.ประจวบคีรีขันธ์ วัดได้ 56 มิลลิเมตร
  • ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จ.นครราชสีมา วัดได้ 55 มิลลิเมตร
  • ภาคเหนือ จ.แม่ฮ่องสอน วัดได้ 47 มิลลิเมตร
  • ภาคกลาง จ.พระนครศรีอยุธยา วัดได้ 37 มิลลิเมตร

คาดการณ์แนวโน้มสภาพอากาศ (29 ต.ค. - 2 พ.ย. 69)

ภาคใต้จะเริ่มมีปริมาณฝนลดลงเล็กน้อย แต่ยังคงต้องเฝ้าระวังฝนตกหนักบางแห่งทั้งฝั่งอ่าวไทยและฝั่งอันดามันอย่างใกล้ชิด

สรุปสถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำทั่วประเทศ

ภาพรวมปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำทั่วประเทศ ณ วันที่ 28 ตุลาคม 2569 อยู่ในเกณฑ์ค่อนข้างสูง โดยมีรายละเอียดดังนี้

  • ปริมาณน้ำรวมทั้งประเทศ 66,682 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็น 82% ของความจุเก็บกักรวม
  • ปริมาณน้ำใช้การได้ 42,556 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็น 75% ของความจุเก็บกักรวม

สถานการณ์น้ำแยกรายภูมิภาค

  • ภาคเหนือ ปริมาณน้ำ 21,111 ล้าน ลบ.ม. (77% ของความจุเก็บกัก)
  • ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ปริมาณน้ำ 8,397 ล้าน ลบ.ม. (69% ของความจุเก็บกัก)
  • ภาคกลาง ปริมาณน้ำ 1,364 ล้าน ลบ.ม. (73% ของความจุเก็บกัก)
  • ภาคตะวันออก ปริมาณน้ำ 2,837 ล้าน ลบ.ม. (90% ของความจุเก็บกัก)
  • ภาคตะวันตก ปริมาณน้ำ 27,507 ล้าน ลบ.ม. (97% ของความจุเก็บกัก - อยู่ในเกณฑ์เฝ้าระวังพิเศษ)
  • ภาคใต้ ปริมาณน้ำ 5,466 ล้าน ลบ.ม. (70% ของความจุเก็บกัก)

เจาะลึก 2 เขื่อนใหญ่สำคัญในภาคใต้

  • เขื่อนรัชชประภา (จ.สุราษฎร์ธานี) มีปริมาณน้ำ 4,278 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็น 76% ของความจุเก็บกัก
  • เขื่อนบางลาง (จ.ยะลา) มีปริมาณน้ำ 769 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็น 53% ของความจุเก็บกัก

สทนช. ออกประกาศ ฉบับที่ 12/2569 เตือนภัย 14 จังหวัดภาคใต้

จากปริมาณฝนตกสะสมและแนวโน้มสภาพอากาศ สทนช. ได้ออกประกาศฉบับที่ 12/2569 แจ้งเตือนประชาชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ภาคใต้ ให้เตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์น้ำในช่วงวันที่ 26 - 29 ตุลาคม 2569 ใน 3 ประเด็นสำคัญ ได้แก่

1. พื้นที่เสี่ยงน้ำท่วมขัง น้ำท่วมฉับพลัน และน้ำป่าไหลหลาก

ครอบคลุมพื้นที่ 14 จังหวัดภาคใต้ ได้แก่ ชุมพร, ระนอง, พังงา, ภูเก็ต, กระบี่, สุราษฎร์ธานี, นครศรีธรรมราช, ตรัง, สตูล, พัทลุง, สงขลา, ยะลา, ปัตตานี และ นราธิวาส

2. เฝ้าระวังอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ ขนาดกลาง และขนาดเล็ก

เน้นย้ำการบริหารจัดการน้ำในอ่างเก็บน้ำที่มีปริมาณน้ำเกินกว่า ร้อยละ 80 ของความจุเก็บกัก เพื่อป้องกันไม่ให้กระทบต่อความมั่นคงของเขื่อนและการระบายน้ำลงสู่พื้นที่ท้ายน้ำ

3. เฝ้าระวังระดับน้ำเพิ่มขึ้นอย่างฉับพลันและน้ำล้นตลิ่ง

เตือนภัยพื้นที่ลุ่มต่ำริมแม่น้ำสายหลักและลำน้ำสาขา ในพื้นที่ 10 จังหวัด ได้แก่ ชุมพร, สุราษฎร์ธานี, พังงา, นครศรีธรรมราช, ตรัง, สตูล, พัทลุง, ยะลา, ปัตตานี และนราธิวาส ให้ระวังระดับน้ำเอ่อล้นเข้าท่วมบ้านเรือนและพื้นที่การเกษตร

แนวทางปฏิบัติสำหรับประชาชนในพื้นที่เสี่ยง

  1. ติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด ติดตามการแจ้งเตือนจากกรมอุตุนิยมวิทยา สทนช. และหน่วยงานราชการในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง
  2. ยกของขึ้นที่สูง เตรียมย้ายทรัพย์สิน สัตว์เลี้ยง และอุปกรณ์ไฟฟ้าขึ้นที่ปลอดภัย เพื่อป้องกันความเสียหายจากน้ำท่วมฉับพลัน
  3. ตรวจสอบระบบไฟฟ้า เพิ่มความระมัดระวังเรื่องกระแสไฟฟ้ารั่วในช่วงที่มีน้ำท่วมขัง
  4. หลีกเลี่ยงเส้นทางน้ำไหล ไม่ควรเดินข้าม หรือขับขี่ยานพาหนะลุยกระแสน้ำเชี่ยว โดยเฉพาะบริเวณทางน้ำไหลผ่านและริมตลิ่งที่อาจเกิดการกัดเซาะ