ชาวไร่ยาสูบเข้าพบโฆษกรัฐบาล ยื่น 4 ข้อเสนอขอ ยสท. รับซื้อใบยาเวอร์จิเนียเกินโควต้า 1.8 แสน กก. ยินดีหักโควต้าปีนี้ บรรเทาวิกฤตต้นทุนพุ่ง
วันนี้ (21 ต.ค. 69) นายเอกภพ เพียรพิเศษ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ให้การต้อนรับคณะผู้แทนเครือข่ายชาวไร่ยาสูบจากทั่วประเทศ ณ ทำเนียบรัฐบาล ในโอกาสเดินทางเข้าพบเพื่อแสดงความยินดีเนื่องในโอกาสเข้ารับตำแหน่งอย่างเป็นทางการ พร้อมกันนี้ เครือข่ายชาวไร่ยาสูบได้ใช้โอกาสดังกล่าวในการเข้ายื่นหนังสือข้อเสนอและสะท้อนวิกฤตความเดือดร้อนที่เกษตรกรกำลังเผชิญอยู่ในปัจจุบันอย่างรอบด้าน ไม่ว่าจะเป็นปัญหาโควต้ารับซื้อใบยาสูบที่ลดลงอย่างน่าใจหาย ต้นทุนการผลิตที่ปรับตัวสูงขึ้นทุกปัจจัย ภัยธรรมชาติ และความกังวลต่อการปรับโครงสร้างภาษียาสูบฉบับใหม่
เร่งแก้ปัญหาใบยาเวอร์จิเนียเกินโควต้า 1.8 แสนกิโลกรัม ในพื้นที่เชียงใหม่-แพร่
นายเอกภพ เพียรพิเศษ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยภายหลังการหารือว่า หนึ่งในประเด็นเร่งด่วนที่สุดที่ผู้แทนชาวไร่ยาสูบนำเสนอ คือการขอให้รัฐบาลเร่งหาแนวทางช่วยเหลือและแก้ไขปัญหา ใบยาสูบพันธุ์เวอร์จิเนียส่วนเกิน ในพื้นที่ภาคเหนือ โดยเฉพาะใน จังหวัดเชียงใหม่และจังหวัดแพร่ ซึ่งปัจจุบันมีปริมาณใบยาคงเหลือค้างอยู่อีกมากถึง 180,000 กิโลกรัม
สาเหตุของปัญหาดังกล่าวเกิดจากในฤดูกาลเพาะปลูกที่ผ่านมา สภาพอากาศและปัจจัยการผลิตส่งผลให้เกษตรกรเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ปริมาณมากกว่าโควต้าที่ได้รับการจัดสรรไว้แต่เดิม ทำให้ไม่สามารถส่งมอบใบยาสูบส่วนที่เกินให้แก่ การยาสูบแห่งประเทศไทย (ยสท.) ได้ตามระบบปกติ
ข้อเสนอทางออกของเกษตรกร
กลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกยาสูบเสนอขอความเห็นใจให้ การยาสูบแห่งประเทศไทย (ยสท.) พิจารณารับซื้อใบยาสูบพันธุ์เวอร์จิเนียส่วนเกินจำนวน 1.8 แสนกิโลกรัมนี้ โดย เกษตรกรยินยอมให้นำปริมาณใบยาที่รับซื้อในครั้งนี้ ไปหักออกจากสิทธิ์โควต้ารับซื้อประจำปีปัจจุบัน แทนการร้องขอรับเงินชดเชยเยียวยาจากภาครัฐ
การดำเนินการรูปแบบนี้นับเป็นทางออกที่ช่วยบรรเทาภาระทางการเงินของเกษตรกรได้อย่างทันท่วงที ทั้งยังช่วยลดความเสี่ยงที่เกษตรกรจะถูกกดราคาจากการจำหน่ายผลผลิตให้แก่ผู้ซื้อภายนอกหรือพ่อค้าคนกลางในราคาที่ต่ำกว่าต้นทุนจริง ซึ่งจะยิ่งซ้ำเติมวิกฤตหนี้สินของชาวไร่ยาสูบให้รุนแรงยิ่งขึ้น
ต้นทุนการผลิตพุ่งสูง ผสมโรงวิกฤตภัยแล้ง และโควต้าที่ดิ่งลงร้อยละ 47
นอกเหนือจากปัญหาผลผลิตเกินโควต้าแล้ว ผู้แทนเครือข่ายชาวไร่ยาสูบยังได้สะท้อนให้เห็นถึงโครงสร้างต้นทุนการผลิตที่ปรับตัวสูงขึ้นทุกหมวดหมู่ ซึ่งกำลังบีบคั้นการดำรงชีวิตและเสถียรภาพทางอาชีพของเกษตรกรอย่างหนัก ได้แก่
- ค่าพลังงานและขนส่ง ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงที่ปรับตัวสูงขึ้น ส่งผลกระทบโดยตรงต่อค่าขนส่ง ค่าไถเตรียมดิน และค่าสูบน้ำเข้าพื้นที่แปลงปลูก
- ปัจจัยการผลิต ราคาปุ๋ยเคมี สารบำรุงพืช และอุปกรณ์การบ่มยาสูบปรับตัวสูงขึ้นตามสภาวะเงินเฟ้อ
- ความเสี่ยงทางธรรมชาติ ปัญหาภัยแล้งและปริมาณน้ำต้นทุนที่ไม่เพียงพอต่อการเพาะปลูกในฤดูกาลใหม่ ส่งผลให้ผลผลิตต่อไร่เสี่ยงต่อความเสียหาย
โฆษกรัฐบาล ระบุว่า ปริมาณโควต้ารับซื้อใบยาสูบพันธุ์เวอร์จิเนียของการยาสูบแห่งประเทศไทยที่ลดลงเหลือเพียงร้อยละ 47 เมื่อเทียบกับระดับโควต้าในปี 2560 นั้น ถือเป็นปัจจัยหลักที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อรายได้และความมั่นคงในชีวิตของเกษตรกรและครอบครัว ซึ่งภาครัฐเข้าใจถึงความเดือดร้อนนี้เป็นอย่างดี
แนวด้านภาษียาสูบ ขอความร่วมมือชาวไร่ร่วมจัดทำโครงสร้างอัตราภาษีที่เหมาะสม
ประเด็นเรื่อง โครงสร้างภาษียาสูบ ถือเป็นอีกหนึ่งหัวใจสำคัญที่มีผลกระทบเป็นห่วงซอว์ ทั้งต่อเกษตรกรผู้ปลูกยาสูบ ผู้ประกอบการ ตลอดจนรายได้ของรัฐและการควบคุมการบริโภคยาสูบในประเทศ
นายเอกภพ เพียรพิเศษ ได้ใช้โอกาสในการหารือครั้งนี้ ขอความร่วมมือให้เครือข่ายชาวไร่ยาสูบร่วมกันจัดทำ ข้อเสนอเรื่องโครงสร้างภาษียาสูบที่ชัดเจน โดยเฉพาะในมิติของ รูปแบบภาษีและอัตราภาษีที่เห็นว่าเหมาะสม และเป็นธรรมต่อทุกฝ่าย เพื่อที่ภาครัฐจะได้นำข้อเสนอจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียโดยตรงไปใช้เป็นข้อมูลประกอบการหารือร่วมกับ กรมสรรพสามิต และ กระทรวงการคลัง ต่อไป
"การปรับปรุงหรือกำหนดโครงสร้างภาษียาสูบในอนาคต จำเป็นต้องคำนึงถึงสมดุลรอบด้าน ทั้งผลกระทบต่อรายได้ของเกษตรกรผู้ปลูก ความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทย และภาพรวมของอุตสาหกรรมยาสูบทั้งระบบ รัฐบาลพร้อมรับฟังและนำข้อมูลจริงจากชาวไร่ไปหารือกับหน่วยงานที่รับผิดชอบโดยตรง" นายเอกภพ กล่าว
วางแผนยุทธศาสตร์ยั่งยืน 5–10 ปี ลดการพึ่งพาเงินชดเชยจากภาครัฐ
เพื่อเป็นการแก้ไขปัญหาในระยะยาวอย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน โฆษกรัฐบาลได้เสนอแนะให้เครือข่ายชาวไร่ยาสูบร่วมกันยกร่าง แนวทางการแก้ไขปัญหาและการพัฒนาอาชีพในระยะยาว 5–10 ปี เพื่อใช้เป็นแผนโรดแมป (Roadmap) ในการสร้างความมั่นคงทางอาชีพให้แก่ทั้ง กลุ่มผู้ปลูกยาสูบ และ กลุ่มผู้บ่มยาสูบ ทั่วประเทศ
การจัดทำแผนยุทธศาสตร์ระยะยาวนี้ มีวัตถุประสงค์สำคัญเพื่อ
- สร้างความมั่นคงในอาชีพ กำหนดทิศทางการผลิตและตลาดที่ชัดเจน สอดคล้องกับความต้องการของตลาดโลกและการยาสูบแห่งประเทศไทย
- ปรับตัวสู่เกษตรแม่นยำ ลดต้นทุนการผลิตด้วยการใช้เทคโนโลยีและบริหารจัดการน้ำอย่างมีประสิทธิภาพเพื่อรับมือภัยแล้ง
- ลดการพึ่งพามาตรการช่วยเหลือ ลดภาระงบประมาณแผ่นดินในการอุดหนุนหรือเยียวยาชดเชย โดยเน้นการสร้างรายได้ที่เข้มแข็งจากโครงสร้างการผลิตที่สมดุล
นายเอกภพ เพียรพิเศษ ยืนยันว่า ในฐานะโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี จะรับเรื่องร้องเรียนและข้อเสนอทั้งหมดของเครือข่ายชาวไร่ยาสูบไว้ดำเนินการต่อทันที โดยเตรียมนำประเด็นข้อเสนอทั้งหมดไปประสานงานและเปิดโต๊ะหารือร่วมกับ กระทรวงการคลัง, กรมสรรพสามิต, การยาสูบแห่งประเทศไทย (ยสท.) และหน่วยงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อเร่งหามาตรการผ่อนคลายความเดือดร้อนให้แก่เกษตรกร ทั้งในระยะสั้นเรื่องการรับซื้อใบยาส่วนเกิน และการวางโครงสร้างภาษีพร้อมแผนพัฒนาระยะยาวต่อไป





