สทนช. เผยปริมาณน้ำในเขื่อนภาพรวมพุ่ง 82% เตือนภาคตะวันตกวิกฤตแน่น 96% ด้าน EEC เขื่อนหนองปลาไหลล้นความจุ เช็กสถานการณ์น้ำล่าสุดที่นี่
สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) รายงานสรุปสถานการณ์น้ำภาพรวมของประเทศไทย ประจำวันที่ 12 ตุลาคม 2569 ชี้ภาพรวมน้ำในอ่างเก็บน้ำทั่วประเทศแตะ 82% เผยภาคตะวันตกมีปริมาณน้ำสะสมสูงสุดถึง 96% ขณะที่ราชบุรีเจอมรสุมถล่มฝนสะสมทะลุ 278 มิลลิเมตร พร้อมคาดการณ์ช่วงวันที่ 13 - 17 ตุลาคมนี้ ประเทศไทยตอนบนเริ่มมีฝนลดลงจากมวลอากาศเย็นจากจีน แต่ภาคใต้ต้องเฝ้าระวังฝนตกหนักถึงหนักมากอย่างใกล้ชิด
สภาพอากาศวันนี้และแนวโน้ม: มวลอากาศเย็นจ่อแผ่ปกคลุม ไทยตอนบนฝนลด-ภาคใต้รับมือฝนตกหนัก
จากการติดตามสภาพอากาศของสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) พบว่า สถานการณ์สภาพอากาศในวันนี้ (12 ต.ค. 69) บริเวณประเทศไทยตอนบนยังมีฝนฟ้าคะนองเกิดขึ้นได้ในบางพื้นที่ ในขณะที่พื้นที่ภาคใต้เริ่มมีฝนตกหนักในบางแห่ง
อย่างไรก็ตาม สำหรับ การคาดการณ์แนวโน้มสภาพอากาศในช่วงวันที่ 13 - 17 ตุลาคม 2569 สทนช. ระบุว่า บริเวณความกดอากาศสูงหรือมวลอากาศเย็นอีกระลอกหนึ่งจากประเทศจีนจะเริ่มแผ่ลงมาปกคลุมพื้นที่ประเทศไทยตอนบน ส่งผลให้สภาวะอากาศบริเวณภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง และภาคตะวันออก มีปริมาณฝนลดลงอย่างเห็นได้ชัด
ในทางกลับกัน การแผ่ลงมาของมวลอากาศเย็นดังกล่าวจะผลักดันให้มรสุมหรือกลุ่มฝนเลื่อนลงไปตกสะสมในพื้นที่ภาคใต้ ส่งผลให้ ภาคใต้ยังคงมีฝนตกต่อเนื่องและมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางพื้นที่ จึงขอให้ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัยบริเวณภาคใต้ โดยเฉพาะพื้นที่เชิงเขาและพื้นที่ลุ่มต่ำ ระมัดระวังอันตรายจากน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลากในช่วงสัปดาห์นี้
สรุปปริมาณฝนสูงสุดรายภาค ราชบุรีอ่วม ฝนสะสม 278 มม.
สำหรับรายงานสถิติปริมาณฝนตกสูงสุดรายภาคในรอบ 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา (ข้อมูล ณ วันที่ 12 ต.ค. 69) พบว่าแต่ละภาคมีปริมาณฝนสะสมแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง โดยพื้นที่ที่มีฝนตกหนักที่สุดของประเทศอยู่ในฝั่งภาคตะวันตกและภาคใต้ ดังนี้
- ภาคตะวันตก จ.ราชบุรี วัดปริมาณฝนสูงสุดได้ถึง 278 มิลลิเมตร ซึ่งถือเป็นปริมาณฝนตกหนักมากและสูงสุดในประเทศไทย ณ ขณะนี้
- ภาคใต้ จ.สงขลา วัดปริมาณฝนสูงสุดได้ 112 มิลลิเมตร อยู่ในเกณฑ์ฝนตกหนัก
- ภาคตะวันออก จ.จันทบุรี วัดปริมาณฝนสูงสุดได้ 66 มิลลิเมตร
- ภาคกลาง จ.สุพรรณบุรี วัดปริมาณฝนสูงสุดได้ 47 มิลลิเมตร
- ภาคเหนือ จ.ลำปาง วัดปริมาณฝนสูงสุดได้ 37 มิลลิเมตร
- ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (อีสาน) จ.นครราชสีมา วัดปริมาณฝนสูงสุดได้ 31 มิลลิเมตร
สถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำภาพรวมทั่วประเทศ น้ำสะสม 82% ภาคตะวันตกเฉียดความจุ
ภาพรวมสถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำและเขื่อนต่างๆ ทั่วประเทศไทย ปัจจุบันมีปริมาณน้ำรวมคิดเป็น 82% ของความจุเก็บกัก ปริมาณน้ำรวมทั้งหมดอยู่ที่ 65,962 ล้านลูกบาศก์เมตร โดยแบ่งเป็น ปริมาณน้ำใช้การได้จริง 74% หรือคิดเป็น 41,852 ล้านลูกบาศก์เมตร ซึ่งถือว่าอยู่ในเกณฑ์มั่นคงและเพียงพอต่อการบริหารจัดการน้ำ
รายงานปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำแยกตามรายภาค
เมื่อพิจารณาปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำแบ่งตามภูมิภาค พบว่าพื้นที่ภาคตะวันตกมีสัดส่วนน้ำสะสมสูงที่สุดในประเทศจนน่าจับตามอง โดยมีรายละเอียดดังนี้
- ภาคตะวันตก มีปริมาณน้ำสะสม 27,251 ล้าน ลบ.ม. (สูงถึง 96% ของความจุ) ซึ่งถือเป็นระดับน้ำที่เกือบเต็มความจุเก็บกัก ต้องบริหารจัดการการระบายน้ำอย่างระมัดระวัง
- ภาคตะวันออก มีปริมาณน้ำสะสม 2,714 ล้าน ลบ.ม. (87% ของความจุ)
- ภาคเหนือ มีปริมาณน้ำสะสม 20,946 ล้าน ลบ.ม. (76% ของความจุ)
- ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีปริมาณน้ำสะสม 8,375 ล้าน ลบ.ม. (70% ของความจุ)
- ภาคกลาง มีปริมาณน้ำสะสม 1,312 ล้าน ลบ.ม. (70% ของความจุ)
- ภาคใต้ มีปริมาณน้ำสะสม 5,363 ล้าน ลบ.ม. (68% ของความจุ)
เจาะลึกสถานการณ์น้ำ 3 เขื่อนหลักพื้นที่ EEC หนองปลาไหลน้ำเกินความจุ 105%
ในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ซึ่งครอบคลุม 3 จังหวัดสำคัญ ได้แก่ ชลบุรี ระยอง และฉะเชิงเทรา สทนช. ได้ติดตามสถานการณ์น้ำใน 3 เขื่อนหลักเพื่อประกันความมั่นคงด้านน้ำสำหรับอุตสาหกรรม การเกษตร และการอุปโภคบริโภค พบข้อมูลดังนี้
- เขื่อนหนองปลาไหล ปัจจุบันมี ปริมาณน้ำ 105% (172 ล้าน ลบ.ม.) ซึ่งมีระดับน้ำเกินความจุเก็บกัก เจ้าหน้าที่กำลังเร่งบริหารจัดการและควบคุมระดับน้ำให้อยู่ในเกณฑ์ปลอดภัย
- เขื่อนประแสร์ ปัจจุบันมี ปริมาณน้ำ 91% (269 ล้าน ลบ.ม.) มีระดับน้ำอยู่ในเกณฑ์สูง
- เขื่อนบางพระ ปัจจุบันมี ปริมาณน้ำ 85% (100 ล้าน ลบ.ม.) อยู่ในเกณฑ์น้ำดีมาก
สถานการณ์ลุ่มน้ำเจ้าพระยา ระดับน้ำมีแนวโน้มลดลง เขื่อนเจ้าพระยาคุมการระบายน้ำ 2,000 ลบ.ม./วินาที
ด้านสถานการณ์น้ำในลุ่มน้ำเจ้าพระยา ซึ่งเป็นลำน้ำสายหลักของภาคกลาง ข้อมูล ณ วันที่ 12 ตุลาคม 2569 เวลา 06.00 น. ระดับน้ำในสถานีวัดน้ำสำคัญๆ ส่วนใหญ่เริ่มทรงตัวและมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง ถือเป็นสัญญาณที่ดีสำหรับพื้นที่ลุ่มต่ำท้ายน้ำ
สรุปสถานีวัดน้ำสำคัญในลุ่มน้ำเจ้าพระยา
- สถานี P.17 (อ.บรรพตพิสัย จ.นครสวรรค์) ระดับน้ำปัจจุบันอยู่ที่ 34.81 เมตร รทก. ซึ่งยังคง ต่ำกว่าตลิ่ง 3.44 เมตร และมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง
- สถานี N.67 (อ.ชุมแสง จ.นครสวรรค์) ระดับน้ำปัจจุบันอยู่ที่ 25.25 เมตร รทก. ต่ำกว่าตลิ่ง 2.96 เมตร มีแนวโน้มลดลงเช่นกัน
- สถานี C.2 (อ.เมืองนครสวรรค์ จ.นครสวรรค์) จุดวัดน้ำหลักก่อนไหลเข้าสู่เขื่อนเจ้าพระยา มีปริมาณน้ำไหลผ่านอยู่ที่ 1,824 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ระดับน้ำอยู่ที่ 22.25 เมตร รทก. (ต่ำกว่าตลิ่ง 3.45 เมตร)
การบริหารจัดการน้ำ เขื่อนเจ้าพระยา
สำหรับ เขื่อนเจ้าพระยา จ.ชัยนาท ปัจจุบันยังคงอัตราการระบายน้ำอยู่ที่ 2,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที เพื่อเร่งระบายน้ำเหนือที่ไหลสะสม โดยมีระดับน้ำบริเวณหน้าเขื่อน (เหนือเขื่อน) อยู่ที่ +15.61 เมตร รทก. และระดับน้ำด้านท้ายเขื่อนอยู่ที่ +14.67 เมตร รทก.
การคงอัตราการระบายน้ำในระดับนี้จะช่วยเร่งพร่องน้ำเพื่อรองรับสถานการณ์อย่างเป็นระบบ ขณะที่ประชาชนริมสองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาท้ายเขื่อนยังคงต้องติดตามข่าวสารการแจ้งเตือนจากทางราชการอย่างใกล้ชิด
สรุปข้อควรระวังและการเฝ้าระวังจาก สทนช.
จากข้อมูลสรุปสถานการณ์น้ำทั้งหมดในวันที่ 12 ต.ค. 69 ประชาชนในแต่ละพื้นที่ควรเตรียมพร้อมรับมือดังนี้
- ประชาชนในพื้นที่ภาคใต้ ต้องเตรียมพร้อมรับมือฝนตกหนักถึงหนักมาก รวมทั้งระวังอันตรายจากน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลากในช่วงวันที่ 13 - 17 ต.ค. 69
- พื้นที่ภาคตะวันตก และ EEC โดยเฉพาะบริเวณรอบเขื่อนหนองปลาไหล (ระยอง) และอ่างเก็บน้ำในภาคตะวันตกที่มีปริมาณน้ำสูงเกิน 90% ให้เฝ้าระวังการระบายน้ำของหน่วยงานภาครัฐอย่างใกล้ชิด
- ประชาชนริมแม่น้ำเจ้าพระยา แม้ระดับน้ำเหนือเขื่อนมีแนวโน้มลดลง แต่การระบายน้ำของเขื่อนเจ้าพระยายังคงอยู่ที่ระดับ 2,000 ลบ.ม./วินาที จึงควรเฝ้าระวังระดับน้ำในพื้นที่ลุ่มต่ำนอกคันกั้นน้ำอย่างต่อเนื่อง
สทนช. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะยังคงติดตามสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิดตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อบริหารจัดการน้ำให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดและลดผลกระทบที่จะเกิดกับประชาชนให้ได้มากที่สุด





