วันอาทิตย์ ที่ 11 ตุลาคม 2569

Login
Login

ปริมาณน้ำในเขื่อน ล่าสุด ภาพรวม 82% รับมือมวลอากาศเย็นระลอกใหม่

สทนช. สรุปสถานการณ์น้ำในเขื่อนล่าสุดทะลุ 82% เช็กปริมาณน้ำรายภาค พร้อมเตือนไทยตอนบนรับมือฝนส่งท้าย ก่อนมวลอากาศเย็นจีนแผ่ปกคลุม

สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เผยรายงานสรุปสถานการณ์น้ำภาพรวมของประเทศไทย ประจำวันที่ 11 ตุลาคม 2569 ชี้ประเทศไทยตอนบนยังคงเผชิญสภาพอากาศแปรปรวน มีฝนฟ้าคะนองและฝนตกหนักถึงหนักมากบางพื้นที่ โดยวัดปริมาณฝนสูงสุดรายภาคได้ที่จังหวัดเพชรบุรีและยะลา ขณะที่เขื่อนเจ้าพระยาเร่งบริหารจัดการน้ำเพื่อลดผลกระทบ และ สทนช. จับมือกรมชลประทานและกองทัพเรือเร่งระบายน้ำฝั่งตะวันออก แก้ปัญหาสันดอนปากแม่น้ำตื้นเขินเพื่อบรรเทาอุทกภัย

สถานการณ์ฝนตกหนักรายภาค ฝนสูงสุดทะลุ 137 มม.

จากการติดตามสภาพอากาศและปริมาณฝนสะสมทั่วประเทศ สทนช. รายงานสถิติปริมาณน้ำฝนสูงสุดในแต่ละภูมิภาค ประจำวันที่ 11 ตุลาคม 2569 ดังนี้

  • ภาคใต้ จ.ยะลา วัดปริมาณฝนสูงสุดได้ถึง 137 มิลลิเมตร
  • ภาคตะวันตก จ.เพชรบุรี วัดปริมาณฝนได้ 126 มิลลิเมตร
  • ภาคเหนือ จ.นครสวรรค์ วัดปริมาณฝนได้ 98 มิลลิเมตร
  • ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จ.สุรินทร์ วัดปริมาณฝนได้ 74 มิลลิเมตร
  • ภาคตะวันออก จ.จันทบุรี วัดปริมาณฝนได้ 38 มิลลิเมตร
  • ภาคกลาง จ.ลพบุรี วัดปริมาณฝนได้ 20 มิลลิเมตร

จะเห็นได้ว่าพื้นที่ภาคใต้และภาคตะวันตกมีปริมาณฝนตกสะสมสูงเกิน 100 มิลลิเมตร ซึ่งต้องเฝ้าระวังปัญหาน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลากในพื้นที่เสี่ยงภัยอย่างใกล้ชิด

คาดการณ์สภาพอากาศ 12-16 ต.ค. 69: มวลอากาศเย็นแผ่ปกคลุม ฝนภาคใต้ยังหนัก

สภาพอากาศในวันนี้ (11 ต.ค. 69) ประเทศไทยตอนบนยังคงมีสภาพอากาศแปรปรวน โดยมีฝนฟ้าคะนองและฝนตกหนักถึงหนักมากเกิดขึ้นในบางแห่ง

สำหรับ แนวโน้มคาดการณ์ช่วงวันที่ 12 - 16 ตุลาคม 2569 ประเทศไทยตอนบนจะมีปริมาณฝนลดลงอย่างเห็นได้ชัด เนื่องจากบริเวณความกดอากาศสูงหรือมวลอากาศเย็นอีกระลอกหนึ่งจากประเทศจีนจะแผ่ลงมาปกคลุมประเทศไทยตอนบน ส่งผลให้ภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือเริ่มมีอากาศเย็นและฝนลดลง

อย่างไรก็ตาม พื้นที่ภาคใต้ยังคงต้องรับมือกับฝนตกต่อเนื่องและมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่ง จากอิทธิพลของมวลอากาศเย็นที่ดันลงมา ส่งผลให้ร่องมรสุมเลื่อนลงไปพาดผ่านภาคใต้ ขอให้ประชาชนในพื้นที่ภาคใต้เตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์น้ำสะสมและน้ำท่วมขัง

สรุปปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำทั่วประเทศ ปริมาณน้ำรวม 82%

ภาพรวมสถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั่วประเทศ ณ วันที่ 11 ตุลาคม 2569 อยู่ในเกณฑ์น้ำมาก สามารถรองรับและจัดสรรน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภคและการเกษตรได้อย่างเพียงพอ

  • ปริมาณน้ำรวม 82% ของความจุเก็บกัก (65,931 ล้าน ลบ.ม.)
  • ปริมาณน้ำใช้การ 74% (41,822 ล้าน ลบ.ม.)

เจาะลึกสถานการณ์น้ำอ่างเก็บน้ำแยกรายภาค

  • ภาคตะวันตก มีปริมาณน้ำ 27,246 ล้าน ลบ.ม. (96%) (ความจุสูงที่สุดในประเทศ)
  • ภาคตะวันออก มีปริมาณน้ำ 2,729 ล้าน ลบ.ม. (88%)
  • ภาคเหนือ มีปริมาณน้ำ 20,904 ล้าน ลบ.ม. (76%)
  • ภาคกลาง มีปริมาณน้ำ 1,326 ล้าน ลบ.ม. (71%)
  • ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีปริมาณน้ำ 8,363 ล้าน ลบ.ม. (70%)
  • ภาคใต้ มีปริมาณน้ำ 5,363 ล้าน ลบ.ม. (68%)

รายงานสถานการณ์น้ำลุ่มน้ำเจ้าพระยา (ข้อมูล ณ วันที่ 11 ต.ค. 69 เวลา 06.00 น.)

สำหรับการบริหารจัดการน้ำในลุ่มน้ำเจ้าพระยา สถานการณ์โดยรวมมีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้น ระดับน้ำในแม่น้ำสายหลักตอนบนเริ่มลดลงอย่างต่อเนื่อง

  • สถานี P.17 (อ.บรรพตพิสัย จ.นครสวรรค์) ระดับน้ำอยู่ที่ 34.88 ม.รทก. ต่ำกว่าตลิ่ง 3.37 เมตร (แนวโน้มลดลง)
  • สถานี N.67 (อ.ชุมแสง จ.นครสวรรค์) ระดับน้ำอยู่ที่ 25.54 ม.รทก. ต่ำกว่าตลิ่ง 2.67 เมตร (แนวโน้มลดลง)
  • สถานี C.2 (อ.เมืองนครสวรรค์ จ.นครสวรรค์) ปริมาณน้ำไหลผ่านอยู่ที่ 1,885 ลบ.ม./วินาที ระดับน้ำ 22.42 ม.รทก. ต่ำกว่าตลิ่ง 3.28 เมตร

การบริหารจัดการน้ำเขื่อนเจ้าพระยา

ปัจจุบันเขื่อนเจ้าพระยาได้ควบคุมการระบายน้ำอยู่ที่ 2,100 ลบ.ม./วินาที โดยมีระดับน้ำเหนือเขื่อนอยู่ที่ +15.68 ม.รทก. และระดับน้ำท้ายเขื่อนอยู่ที่ +14.98 ม.รทก. ซึ่งการลดอัตราการระบายน้ำลงช่วยบรรเทาภาระน้ำท่วมขังในพื้นที่ลุ่มต่ำท้ายเขื่อน จ.ปทุมธานี และกรุงเทพมหานคร ให้สถานการณ์กลับเข้าสู่ภาวะปกติเร็วยิ่งขึ้น

สทนช. บูรณาการเร่งผลักดันน้ำฝั่งตะวันออก แก้จุดคอขวด "หลังเต่า" ปากแม่น้ำบางปะกง

สทนช. ได้ประสานความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งบริหารจัดการมวลน้ำสะสมในพื้นที่ฝั่งตะวันออก ซึ่งเป็นจุดรับน้ำสำคัญจากหลายทิศทาง โดยพบว่า เขื่อนบางปะกง ยังคงความสามารถในการระบายน้ำได้ดี

วิเคราะห์สาเหตุการระบายน้ำช้าฝั่งตะวันออก

มวลน้ำสะสมในลุ่มน้ำบางปะกงเกิดจากการไหลมารวมกันของ 3 สายหลัก ได้แก่

  1. น้ำหลากท้ายเขื่อนขุนด่านปราการชล
  2. น้ำขังจากคลองรังสิต
  3. มวลน้ำข้ามเขตจากกรุงเทพมหานคร ผ่านคลองประเวศบุรีรมย์และคลองแสนแสบ ไหลลงสู่คลองพระองค์ไชยานุชิต

เกิดจากลักษณะทางภูมิศาสตร์บริเวณสันดอนปากแม่น้ำใต้น้ำที่มีความตื้นเขินคล้าย "หลังเต่า" ในเขตพื้นที่ อ.สำโรง, บางเสาธง, บางบ่อ และบางพลี ทำให้เกิดจุดคอขวด น้ำไหลผ่านได้ช้ากว่าปกติ

แนวทางแก้ไขและมาตรการช่วยเหลือเร่งด่วน

  1. ตัดยอดน้ำตอนบน เขื่อนเจ้าพระยาทำการลดการระบายน้ำ และเร่งเปิดรับน้ำเข้าสู่ระบบคลองรังสิตและนครนายก เพื่อลดมวลน้ำสะสมที่จะไหลไปสมทบในพื้นที่ อ.องครักษ์, บางน้ำเปรี้ยว และฉะเชิงเทรา
  2. ปรับตัวดีขึ้นใน กทม.-ปทุมธานี สถานการณ์น้ำท่วมใน จ.ปทุมธานี และกรุงเทพมหานคร ปัจจุบันปรับตัวดีขึ้นตามลำดับ
  3. ระดมเครื่องมือผลักดันน้ำ กรมชลประทาน ร่วมกับ กองทัพเรือ ดำเนินการติดตั้ง เครื่องผลักดันน้ำและเครื่องสูบน้ำเพิ่มเติมในแม่น้ำบางปะกงอีก 10 เครื่อง เพื่อเร่งระบายน้ำออกสู่ทะเลให้เร็วที่สุด

สทนช. ยังคงเฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิดตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อบูรณาการการทำงานร่วมกับทุกหน่วยงานในการบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนให้ได้มากที่สุด