เปิดพิกัดพื้นที่เสี่ยง! เขื่อนป่าสักฯ-แก่งกระจาน น้ำล้นเกินความจุ 100% กรมชลฯ เร่งปรับแผนระบาย เตือนประชาชนริมน้ำรับมือน้ำล้นตลิ่งด่วน
วันนี้ (7 ต.ค. 69) นายสรวุฒิ เนื่องจำนงค์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานการประชุมติดตามและบริหารจัดการสถานการณ์น้ำทั่วประเทศ โดยมี นายวิทยา แก้วมี อธิบดีกรมชลประทาน คณะผู้บริหาร และเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมรายงานภาพรวม ณ ห้องประชุมศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะ อาคาร 99 ปี ม.ล.ชูชาติ กำภู กรมชลประทาน ถนนสามเสน กรุงเทพมหานคร พร้อมเชื่อมโยงระบบ Video Conference ไปยังโครงการชลประทานทั่วประเทศ เพื่อประเมินทิศทางมวลน้ำและวางแนวทางช่วยเหลือประชาชนได้อย่างทันท่วงที
ภาพรวมสถานการณ์น้ำรายลุ่มน้ำ สรุปจุดวิกฤตและแนวโน้ม
1. ลุ่มน้ำเจ้าพระยา สถานการณ์ผ่อนคลาย ปรับลดการระบายน้ำ
ภาพรวมมวลน้ำในเขตลุ่มน้ำเจ้าพระยาเริ่มมีทิศทางดีขึ้นตามลำดับ ปริมาณน้ำไหลผ่านบริเวณจังหวัดนครสวรรค์มีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้กรมชลประทานทยอยปรับลดการระบายน้ำผ่านเขื่อนเจ้าพระยา จากเดิมอัตรา 2,500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ลดลงเหลือ 2,400 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที
การปรับลดอัตราการระบายน้ำดังกล่าวมีเป้าหมายสำคัญ ดังนี้
- ลดปริมาณมวลน้ำ บรรเทาความเสี่ยงน้ำล้นตลิ่งในพื้นที่ริมแม่น้ำตอนล่าง
- เร่งการระบายน้ำขัง เปิดโอกาสให้พื้นที่ท่วมขังเดิมสามารถสูบระบายน้ำลงสู่ลำน้ำสายหลักได้รวดเร็วยิ่งขึ้น
2. ลุ่มน้ำป่าสัก เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ความจุเกิน 100%
สำหรับลุ่มน้ำป่าสัก ปัจจุบันเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์มีปริมาณน้ำกักเก็บอยู่ที่ 927 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็น 106% ของความจุอ่างฯ ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับเกินความจุสูงสุด
- อัตราการระบายน้ำ ขณะนี้คงการระบายน้ำไว้ที่ 500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที
- แนวทางรับมือ เจ้าหน้าที่กรมชลประทานกำลังเฝ้าระวังและติดตามปริมาณน้ำไหลเข้าอ่าง (Inflow) ปริมาณฝนตกสะสม รวมถึงระดับน้ำในพื้นที่ท้ายเขื่อนอย่างใกล้ชิดตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อปรับแผนการระบายน้ำให้สมดุลกับความปลอดภัยของโครงสร้างเขื่อนและประชาชนท้ายน้ำ
3. ลุ่มน้ำบางปะกง เฝ้าระวังพิเศษ จ.ปราจีนบุรี และฉะเชิงเทรา
พื้นที่ลุ่มน้ำบางปะกงจัดเป็นพื้นที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ เนื่องจากได้รับผลกระทบหนักจาก น้ำป่าไหลหลาก น้ำล้นตลิ่ง และปรากฏการณ์น้ำทะเลหนุนสูง ส่งผลให้การระบายน้ำลงสู่ทะเลทำได้ช้าลง โดยเฉพาะในพื้นที่จังหวัดปราจีนบุรีและจังหวัดฉะเชิงเทรา
- ประเมินแนวโน้ม คาดว่าหลังวันที่ 13 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไป ระดับน้ำทะเลหนุนจะเริ่มลดลงอย่างมีนัยสำคัญ
- ข้อกำหนดสถานการณ์ หากไม่มีฝนตกหนักเข้ามาเพิ่มเติมในพื้นที่ คาดว่าสถานการณ์น้ำท่วมขังในลุ่มน้ำบางปะกงจะทยอยคลี่คลายและเข้าสู่ภาวะปกติได้ในช่วงปลายเดือนตุลาคมนี้
4. ลุ่มน้ำแม่กลอง เตือนพื้นที่ริมน้ำรับมือการระบายน้ำเพิ่ม
มวลน้ำในลุ่มน้ำแม่กลองมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น เนื่องจากปริมาณฝนที่ตกหนักในพื้นที่รับน้ำของแม่น้ำแควน้อยและแม่น้ำแควใหญ่ ส่งผลให้ปริมาณน้ำไหลเข้าเขื่อนแม่กลองเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
- พื้นที่แจ้งเตือนภัย ประชาชนที่มีบ้านเรือนอยู่ริมแม่น้ำในเขตจังหวัด กาญจนบุรี, ราชบุรี, สมุทรสงคราม และสมุทรสาคร
- มาตรการชลประทาน ขอให้ประชาชนติดตามข่าวสารใกล้ชิด เนื่องจากเขื่อนแม่กลองอาจจำเป็นต้องปรับเพิ่มการระบายน้ำ มากกว่า 1,200 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ในระยะต่อไป เพื่อรักษาความมั่นคงของเขื่อน
5. กรุงเทพมหานครและปริมณฑล มวลน้ำผ่านแล้ว แต่ยังต้องระวังฝนตกในพื้นที่
ในส่วนของพื้นที่กรุงเทพมหานครและจังหวัดปริมณฑล มวลน้ำก้อนใหญ่จากเขื่อนเจ้าพระยาได้ไหลผ่านพื้นที่ออกสู่ทะเลไปเรียบร้อยแล้ว ส่งผลให้ระดับน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาปัจจุบันยังคงต่ำกว่าระดับแนวคันกั้นน้ำและตลิ่งปากอ่าว
แม้มวลน้ำเหนือจะลดความน่ากลัวลง แต่พื้นที่เมืองหลวงยังคงมีความเสี่ยงสูงจาก ฝนตกหนักเฉพาะแห่งและฝนสะสม เนื่องจากน้ำฝนที่ตกลงมาโดยตรงจะเข้าสู่ระบบระบายน้ำและคลองสาขาในเมืองทันที ประชาชนจึงต้องติดตามประกาศเตือนภัยจากทางราชการอย่างสม่ำเสมอ
6. ภาคใต้และจังหวัดเพชรบุรี เตรียมรับมือฝนระลอกใหม่ 10-11 ต.ค.
กรมชลประทานเตรียมพร้อมรับมือฝนที่จะเพิ่มขึ้นในพื้นที่ภาคใต้ช่วงวันที่ 10-11 ตุลาคม 2569 โดยมีการเคลื่อนย้ายและติดตั้งเครื่องจักรกล เครื่องสูบน้ำ และเครื่องผลักดันน้ำ เข้าประจำจุดเสี่ยงน้ำท่วมฉับพลันแล้ว
ขณะเดียวกันที่จังหวัดเพชรบุรี ได้เริ่มแผน พร่องน้ำออกจากเขื่อนแก่งกระจาน เพื่อเพิ่มพื้นที่รองรับน้ำใหม่ เนื่องจากปัจจุบันเขื่อนแก่งกระจานมีปริมาณน้ำสูงถึง 727 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือคิดเป็น 102% ของความจุอ่างฯ
สั่งการด่วน 3 มาตรการเข้ม เครื่องมือพร้อม-กำจัดวัชพืช-บูรณาการพื้นที่
ในการประชุมครั้งนี้ นายสรวุฒิ เนื่องจำนงค์ ได้มอบนโยบายและเน้นย้ำข้อสั่งการสำคัญแก่กรมชลประทานและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง 3 ด้านหลัก เพื่อให้การบริหารจัดการน้ำในภาวะวิกฤตเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด
- ตรวจสอบความพร้อมของเครื่องจักรกลและอุปกรณ์สูบน้ำ สั่งการให้สำรวจสภาพความพร้อมของเครื่องสูบน้ำ เครื่องผลักดันน้ำ และเครื่องจักรกลหนักทุกชนิด หากพบอุปกรณ์ชำรุด เสื่อมสภาพ หรือไม่พร้อมใช้งาน ให้เร่งดำเนินการซ่อมแซมแก้ไขทันที เพื่อให้พร้อมเดินเครื่องเต็มกำลังเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน
- เร่งเปิดทางน้ำและกำจัดสิ่งกีดขวาง กำชับให้เจ้าหน้าที่เร่งจัดเก็บผักตบชวา ขยะมูลฝอย และวัชพืชที่สะสมอยู่บริเวณหน้าประตูระบายน้ำ ทางน้ำไหล และจุดเวนคืนน้ำต่าง ๆ เพื่อเปิดทางให้น้ำไหลได้สะดวก ลดปัญหาการสะสมของมวลน้ำบริเวณจุดคอขวด
- บูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานท้องถิ่น เน้นย้ำให้กรมชลประทานประสานงานอย่างใกล้ชิดกับผู้ว่าราชการจังหวัด องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) และฝ่ายปกครองในพื้นที่ เพื่อร่วมกันเฝ้าระวัง วางแผนรับมือ และเข้าช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยได้ในทันที
กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ขอให้ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัย โดยเฉพาะบริเวณลุ่มน้ำบางปะกง ลุ่มน้ำแม่กลอง และพื้นที่ภาคใต้ ติดตามข่าวสารพยากรณ์อากาศและประกาศเตือนภัยจากกรมชลประทานและกรมอุตุนิยมวิทยาอย่างใกล้ชิด หากต้องการความช่วยเหลือหรือสอบถามข้อมูลสถานการณ์น้ำเพิ่มเติม สามารถติดต่อได้ที่ ศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะ (SWOC) กรมชลประทาน หรือสายด่วนกรมชลประทาน 1460 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง





