บกปภ.ช. เตือนรับมือฝนตกหนักและน้ำทะเลหนุนสูง 5-10 ต.ค. นี้ พร้อมสั่งเร่งจ่ายเยียวยา และลดค่าน้ำ-ค่าไฟ บรรเทาความเดือดร้อนผู้ประสบภัย
วันนี้ (5 ต.ค. 69) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะผู้บัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ เป็นประธานการประชุมกองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ (บกปภ.ช.) ณ ห้องประชุม 1 อาคาร 3 ชั้น 5 กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) เพื่อติดตามสถานการณ์อุทกภัย ประเมินแนวโน้ม และวางแนวทางช่วยเหลือผู้ประสบภัยทั่วประเทศอย่างมีประสิทธิภาพ
การประชุมครั้งนี้ได้รับความร่วมมือจากคณะผู้บริหารระดับสูงอย่างคับคั่ง นำโดย นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ และนายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี, พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม, นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม, นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้แก่ นายพลพีร์ สุวรรณฉวี, นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ และนายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รวมถึง นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย และนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ตลอดจนผู้นำเหล่าทัพและผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง นอกจากนี้ ผู้ว่าราชการจังหวัดทั้ง 76 จังหวัด ศูนย์ ปภ. เขต และสำนักงาน ปภ. จังหวัด ยังได้เข้าร่วมประชุมผ่านระบบสื่อสารอิเล็กทรอนิกส์พร้อมกันทั่วประเทศ
ภาพรวมน้ำท่วมเริ่มทรงตัว ชมเชยการย้ายผู้ป่วย รพ.เจ้าพระยาอภัยภูเบศร
นายอนุทิน ชาญวีรกูล เปิดเผยถึงภาพรวมสถานการณ์อุทกภัยว่า ระดับน้ำในพื้นที่ตอนบนของประเทศเริ่มทรงตัวและมีแนวโน้มลดลงตามลำดับ อย่างไรก็ตาม ยังคงมีบางพื้นที่ที่ต้องเผชิญกับปัญหาน้ำท่วมขังอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะที่จังหวัดปราจีนบุรี ซึ่งเกิดเหตุน้ำท่วมบริเวณโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร
นายกรัฐมนตรี ได้กล่าวขอบคุณและชื่นชมการปฏิบัติงานของโรงพยาบาลค่ายจักรพงศ์ ที่ได้เข้าสนับสนุนการเคลื่อนย้ายผู้ป่วยอย่างทันท่วงที ทำให้การดูแลและรองรับผู้ป่วยในภาวะวิกฤตเป็นไปอย่างราบรื่นและปลอดภัย พร้อมเน้นย้ำให้ทุกหน่วยงานสื่อสารข้อมูลระดับน้ำและการระบายน้ำแก่ประชาชนด้วย "ข้อมูลชุดเดียวกัน" เพื่อป้องกันความสับสนและสร้างความมั่นใจในการรับรู้ข่าวสารของสังคม
เตือนภัยฝนระลอกใหม่ 5-7 ต.ค. และเฝ้าระวังน้ำทะเลหนุนสูง
รัฐบาลแจ้งเตือนประชาชนให้เตรียมพร้อมรับมือสภาพอากาศแปรปรวนและฝนระลอกใหม่ ในช่วงวันที่ 5–7 ตุลาคม 2569 ซึ่งคาดว่า จะเกิดฝนฟ้าคะนอง ลมกระโชกแรง และมีฝนตกหนักบางแห่ง โดยมีรายละเอียดแบ่งตามพื้นที่ดังนี้
- วันที่ 5 - 6 ตุลาคม 2569 ฝนตกหนักครอบคลุมพื้นที่ภาคเหนือ, ภาคกลาง, กรุงเทพมหานครและปริมณฑล, ภาคตะวันออก และภาคใต้ตอนบน ขณะที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือฝนจะเริ่มลดลง
- วันที่ 7 ตุลาคม 2569 ฝนตกหนักสะสมเน้นหนักบริเวณฝั่งตะวันตกของภาคเหนือและภาคกลาง
- วันที่ 5 - 10 ตุลาคม 2569 ต้องเฝ้าระวังสถานการณ์น้ำทะเลหนุนสูงอย่างใกล้ชิด ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพการระบายน้ำในเขตกรุงเทพมหานครและพื้นที่ภาคกลาง
เร่งเยียวยาทันที ไม่ต้องรอครบพื้นที่ ส่งเจ้าหน้าที่บริการถึงศูนย์พักพิง
สำหรับพื้นที่ที่ยังคงมีสถานการณ์น้ำท่วมขัง นายกรัฐมนตรี ได้มอบหมายให้เจ้าหน้าที่เร่งลงพื้นที่สำรวจความเสียหายของบ้านเรือนและทรัพย์สินของประชาชนให้ครบถ้วน โดยกำชับให้ ปภ. ประสานงานกับธนาคารเพื่อโอนเงินช่วยเหลือเยียวยาเข้าบัญชีประชาชนโดยเร็วที่สุด "เน้นย้ำให้จ่ายเงินเยียวยาทันทีโดยไม่ต้องรอให้สำรวจเสร็จสิ้นครบทั้งจังหวัด"
นอกจากนี้ เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ประชาชนที่ไม่สะดวกเดินทางหรือมีข้อจำกัดในการลงทะเบียนออนไลน์ ให้จัดเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่เชิงรุกเข้าไปยังศูนย์พักพิงและชุมชนต่างๆ เพื่อช่วยเหลือและดูแลการลงทะเบียนให้ครอบคลุมทุกครัวเรือน พร้อมทั้งสั่งการให้ระดมเครื่องจักรกลสาธารณภัย เร่งสูบน้ำออกจากพื้นที่ท่วมขัง และจัดส่งรถบรรทุกพร้อมกำลังพลเข้าเก็บกวาดขยะ ทำความสะอาด ฟื้นฟูระบบไฟฟ้าและน้ำประปา เพื่อคืนพื้นที่ให้ประชาชนสามารถกลับมาดำเนินชีวิตตามปกติได้เร็วที่สุด
เปิด 8 ข้อสั่งการสำคัญจากนายกรัฐมนตรี
เพื่อจัดการวิกฤตอุทกภัยและเตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์อย่างเป็นระบบ นายกรัฐมนตรี ได้มอบ 8 ข้อสั่งการสำคัญให้ทุกหน่วยงานถือปฏิบัติโดยเครียดครัด ดังนี้
- บริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบ ให้หน่วยงานที่รับผิดชอบพร่องน้ำและระบายน้ำจากอ่างเก็บน้ำ แหล่งน้ำ และลำน้ำที่มีปริมาณน้ำเต็มหรือใกล้เต็มให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมทันที พร้อมกำหนดมาตรการป้องกันผลกระทบต่อประชาชนในพื้นที่ท้ายน้ำ
- เพิ่มประสิทธิภาพการไหลของน้ำ เร่งกำจัดสิ่งกีดขวางทางน้ำ เช่น ขยะ วัชพืช และเศษวัสดุบริเวณคอขวด สะพาน ท่อระบายน้ำ และทางลอด เพื่อเพิ่มอัตราการไหลและลดน้ำท่วมขัง
- ชี้เป้าพื้นที่เสี่ยงให้แม่นยำ ระบุพื้นที่เสี่ยงภัยให้ชัดเจน ตรงจุด เพื่อให้หน่วยปฏิบัติการสามารถจัดเตรียมกำลังเจ้าหน้าที่และเครื่องจักรกลไว้ล่วงหน้าได้อย่างทันท่วงที
- ระดมเครื่องจักรกลอย่างเพียงพอ หากเครื่องจักรของภาครัฐไม่เพียงพอ ให้จังหวัดประสานระดมเครื่องจักรจากภาคเอกชนและผู้ประกอบการในพื้นที่ตามระเบียบราชการ เพื่อสนับสนุนการเปิดทางน้ำและช่วยเหลือประชาชน
- เริ่มฟื้นฟูทันทีเมื่อน้ำลด ในพื้นที่ที่น้ำเริ่มลด ให้เริ่มทำความสะอาด เก็บขยะ ตรวจสอบความปลอดภัยของระบบไฟฟ้า น้ำประปา และระบบสาธารณสุขทันที โดยไม่ต้องรอให้น้ำลดครบทั้งจังหวัด
- เสนอแผนฟื้นฟูและเยียวยาเกษตรกร เร่งสำรวจและจัดส่งรายชื่อครัวเรือนที่เข้าเกณฑ์รับเงินชดเชย พร้อมมอบหมายให้กระทรวงการคลังหารือกับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เพื่อจัดทำแผนฟื้นฟูช่วยเหลือเกษตรกร
- ลดภาระค่าน้ำ-ค่าไฟ ให้การไฟฟ้าและการประปา ทั้งส่วนนครหลวงและภูมิภาค พิจารณามาตรการเว้นหรือลดหย่อนค่าไฟฟ้าและค่าน้ำประปาในพื้นที่ประสบอุทกภัย เพื่อบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายของประชาชน
- อำนวยความสะดวกต้อนรับการประชุม IMF-World Bank Group 2026 ให้กระทรวงคมนาคมสั่งการไปยัง บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) (ทอท.) จัดกำลังเจ้าหน้าที่ดูแลผู้โดยสารทั้งขาเข้า-ขาออก ณ ท่าอากาศยาน เพื่ออำนวยความสะดวกแก่นักท่องเที่ยว ประชาชน และผู้เข้าร่วมการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก (IMF-World Bank Group Annual Meetings 2026)
บูรณาการทุกเหล่าทัพ ปภ. พร้อมช่วยเหลือตลอด 24 ชั่วโมง
ในช่วงท้ายของการประชุม นายกรัฐมนตรี เน้นย้ำให้ทุกหน่วยงานปฏิบัติงานร่วมกันแบบบูรณาการ โดยให้กองทัพเตรียมกำลังพลและยุทโธปกรณ์สำหรับการอพยพและช่วยเหลือประชาชน, สำนักงานตำรวจแห่งชาติดูแลการจราจรและความปลอดภัยในชีวิตทรัพย์สิน, กระทรวงสาธารณสุขจัดเตรียมแพทย์ ยา เวชภัณฑ์ และสับเปลี่ยนกำลังพลให้เหมาะสม ขณะที่กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ทำหน้าที่เป็นหน่วยงานกลางในการติดตามประเมินสถานการณ์อย่างใกล้ชิด
ทั้งนี้ ปภ. และศูนย์ ปภ. เขต ได้จัดเตรียมเครื่องมือ เครื่องจักรกล และกำลังเจ้าหน้าที่พร้อมปฏิบัติการช่วยเหลือประชาชนตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อให้การรับมือสถานการณ์ฝนตกหนัก ในช่วงวันที่ 5-7 ตุลาคมนี้ เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด





