กรมชลฯ ตั้งศูนย์วิกฤติ 24 ชม. ขานรับคำสั่งนายกฯ เร่งคุมการระบายน้ำเจ้าพระยา-ป่าสัก พร้อมระดมเครื่องมือรับมือฝนตกหนักเฝ้าระวังภาคใต้
กรมชลประทาน เดินหน้าขานรับข้อสั่งการของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ที่ได้กำชับให้เร่งบริหารจัดการน้ำและเข้าช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์อุทกภัยอย่างเต็มกำลัง พร้อมสั่งการให้เตรียมความพร้อมรับมือปริมาณฝนที่จะตกเพิ่มขึ้นในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะพื้นที่ภาคใต้ที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ รวมถึงเน้นย้ำให้มีการแจ้งเตือนและรายงานสถานการณ์น้ำแก่ประชาชนอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงสามารถเตรียมพร้อมรับมือได้อย่างทันท่วงที
ด้าน นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้กำชับกรมชลประทานให้ติดตามสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิดและต่อเนื่อง พร้อมสั่งการให้เร่งระบายน้ำออกจากพื้นที่ที่ยังมีน้ำท่วมขัง รวมถึงการระดมเครื่องจักร เครื่องมือ และกำลังเจ้าหน้าที่เข้าไปให้ความช่วยเหลือประชาชนทันที เพื่อลดผลกระทบและบรรเทาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนให้ได้มากที่สุด
กรมชลประทานประชุมด่วน ตั้งศูนย์วิกฤติติดตามน้ำเจ้าพระยา-ป่าสัก
วันนี้ (4 ต.ค. 69) นายวิทยา แก้วมี อธิบดีกรมชลประทาน ได้เป็นประธานการประชุมคณะทำงานแก้ไขปัญหาวิกฤติอุทกภัยและติดตามสถานการณ์น้ำลุ่มเจ้าพระยา ณ ห้องประชุมสำนักเครื่องจักรกล กรมชลประทาน อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี พร้อมเชื่อมโยงการประชุมผ่านระบบ Video Conference ไปยังโครงการชลประทานในพื้นที่ โดยมี นายฐนันดร์ สุทธิพิศาล และ นายวรพจน์ เพชรนรชาติ รองอธิบดีกรมชลประทาน พร้อมด้วยผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุมอย่างพร้อมเพรียง เพื่อติดตามสถานการณ์และวางแผนบริหารจัดการน้ำในระยะต่อไป
ในการนี้ อธิบดีกรมชลประทานได้สั่งการจัดตั้ง “ศูนย์ประสานงานการบริหารจัดการน้ำในภาวะวิกฤต พ.ศ. 2569” เพื่อใช้เป็นศูนย์กลางในการบัญชาการ ประสานงาน และเร่งรัดการบริหารจัดการน้ำในภาวะวิกฤตให้เป็นไปอย่างรวดเร็ว มีประสิทธิภาพ และเป็นระบบ ตลอดจนติดตามประเมินสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพื่อปรับแผนการบริหารจัดการน้ำให้ทันต่อเหตุการณ์จริง ควบคู่ไปกับการประชาสัมพันธ์และแจ้งเตือนข้อมูลสถานการณ์น้ำแก่ประชาชนอย่างต่อเนื่อง
รายงานสถานการณ์น้ำลุ่มน้ำเจ้าพระยา และการควบคุมการระบายน้ำ
สำหรับภาพรวมสถานการณ์น้ำในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา ข้อมูล ณ วันที่ 4 ตุลาคม 2569 เวลา 19.00 น. มีรายละเอียดการบริหารจัดการน้ำดังนี้
- สถานี C.2 จังหวัดนครสวรรค์ มีปริมาณน้ำไหลผ่านอยู่ที่ 2,078 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที โดยแนวโน้มระดับน้ำเริ่มลดลงอย่างต่อเนื่อง
- เขื่อนเจ้าพระยา จังหวัดชัยนาท ยังคงอัตราการระบายน้ำท้ายเขื่อนไว้ที่ 2,500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที
- การกระจายน้ำเข้าระบบชลประทาน ดำเนินการบริหารจัดการกระจายน้ำเข้าสู่ระบบชลประทานทั้งฝั่งตะวันออกและฝั่งตะวันตก เพื่อลดปริมาณน้ำที่จะไหลลงสู่พื้นที่ตอนล่างให้ได้มากที่สุด
แม้ปริมาณน้ำจากพื้นที่ตอนบนบางจุดจะเริ่มลดลง แต่เนื่องจากมวลน้ำที่เดินทางมาถึงบริเวณเหนือเขื่อนเจ้าพระยายังคงมีปริมาณมาก ประกอบกับมีน้ำสะสมอยู่ด้านเหนือเขื่อน กรมชลประทานจึงจำเป็นต้องบริหารจัดการการระบายน้ำให้สอดคล้องกับสถานการณ์จริง เพื่อควบคุมระดับน้ำเหนือเขื่อนและลดความเสี่ยงต่อพื้นที่เหนือน้ำ ทั้งนี้ การปรับเพิ่มการระบายน้ำจะดำเนินการอย่างเป็นขั้นตอน เพื่อชะลอความรวดเร็วในการเพิ่มขึ้นของระดับน้ำ และลดผลกระทบต่อประชาชนท้ายน้ำให้น้อยที่สุด
การบริหารจัดการน้ำลุ่มน้ำป่าสัก และเขื่อนพระราม 6
ในส่วนของสถานการณ์น้ำในพื้นที่ลุ่มน้ำป่าสัก ได้มีการวางแผนบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบเพื่อลดผลกระทบท้ายน้ำ
- เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ จังหวัดลพบุรี ปัจจุบันมีการระบายน้ำในอัตรา 450 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที โดยมีการประเมินปริมาณน้ำไหลเข้าอ่างฯ คาดการณ์ปริมาณฝน และติดตามสถานการณ์น้ำท้ายน้ำอย่างใกล้ชิด เพื่อปรับแผนการระบายน้ำให้เหมาะสม และเตรียมพื้นที่รองรับน้ำที่จะไหลเข้ามาเพิ่มเติม
- เขื่อนพระราม 6 มีปริมาณน้ำไหลผ่านประมาณ 662 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที
- การเชื่อมโยงระบบชลประทาน บริหารจัดการน้ำเชื่อมโยงกันทั้งระบบ ตั้งแต่เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ เขื่อนพระราม 6 จนถึงคลองระพีพัฒน์ โดยคำนึงถึงปริมาณฝนตกในพื้นที่และความสามารถในการรองรับน้ำของพื้นที่ท้ายน้ำเป็นสำคัญ
เร่งระดมเครื่องจักร ระบายน้ำท่วมขังและกำจัดสิ่งกีดขวางทางน้ำ
สำหรับพื้นที่ลุ่มต่ำและชุมชนที่ยังมีน้ำท่วมขัง กรมชลประทานได้เร่งระดมเครื่องสูบน้ำ เครื่องผลักดันน้ำ รถขุด และเครื่องจักรกลต่างๆ พร้อมจัดส่งเจ้าหน้าที่เข้าปฏิบัติงานในพื้นที่ เพื่อเร่งสูบระบายน้ำออกจากพื้นที่ชุมชนและพื้นที่การเกษตรโดยเร็วที่สุด
นอกจากนี้ ยังได้เร่งดำเนินการกำจัดผักตบชวา วัชพืช และสิ่งกีดขวางทางน้ำบริเวณประตูระบายน้ำ สถานีสูบน้ำ และตามคลองชลประทานต่างๆ เพื่อเปิดทางให้น้ำไหลได้สะดวก เพิ่มประสิทธิภาพในการระบายน้ำ และช่วยให้ระดับน้ำลดลงเข้าสู่ภาวะปกติโดยเร็ว
เฝ้าระวังฝนตกหนักระลอกใหม่ และการเตรียมพร้อมรับมือพื้นที่ภาคใต้
จากข้อมูลคาดการณ์สภาพอากาศในช่วงวันที่ 4-7 ตุลาคม และช่วงวันที่ 9-13 ตุลาคม 2569 พบว่าหลายพื้นที่ของประเทศไทยยังคงมีฝนตกอย่างต่อเนื่อง โดยภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันออก และบางพื้นที่ของภาคกลางจะมีฝนกระจายตัว ขณะที่ ภาคใต้มีแนวโน้มที่จะมีฝนตกหนักและมีปริมาณฝนสะสมสูง ซึ่งต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษเนื่องจากมีความเสี่ยงเกิดน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลาก
นายกรัฐมนตรีได้แสดงความห่วงใยเป็นพิเศษต่อประชาชนในพื้นที่ภาคใต้ จึงได้กำชับให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเตรียมความพร้อมรับมือล่วงหน้า โดยเฉพาะพื้นที่ตั้งแต่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ลงไปจนถึงจังหวัดนราธิวาส โดยกรมชลประทานได้วางมาตรการรับมือดังนี้
- ติดตามสถานการณ์ เฝ้าระวังปริมาณฝนและระดับน้ำในลำน้ำอย่างใกล้ชิดตลอด 24 ชั่วโมง
- บริหารจัดการอ่างเก็บน้ำ ปรับระดับน้ำในอ่างเก็บน้ำและระบบชลประทานให้เหมาะสมเพื่อรองรับปริมาณน้ำฝนใหม่
- ตรวจสอบอาคารชลประทาน ตรวจสอบความแข็งแรงของประตูระบายน้ำ คลองส่งน้ำ และอาคารชลประทานทุกแห่งให้อยู่ในสภาพพร้อมใช้งาน
- ตรึงเครื่องจักรและกำลังคน จัดเตรียมเครื่องสูบน้ำ เครื่องจักรกล และเจ้าหน้าที่ประจำจุดเสี่ยง เพื่อให้สามารถเข้าช่วยเหลือประชาชนได้ทันทีเมื่อเกิดเหตุการณ์ฝนตกหนักหรือน้ำท่วมขัง
กรมชลประทานยืนยันความพร้อมในการติดตามสถานการณ์น้ำตลอด 24 ชั่วโมง พร้อมระดมทรัพยากรทุกด้านเพื่อเข้าช่วยเหลือประชาชน และบรรเทาผลกระทบจากสถานการณ์อุทกภัยให้ได้มากที่สุด





