ป.ป.ส. รวบผู้ต้องหาชาวจีนเครือข่ายส่งกัญชาข้ามชาติ พบเงินสะพัดกว่า 50 ล้านบาท เตรียมผลักดันกลับดำเนินคดีที่จีน
กรณี ป.ป.ส. รวบผู้ต้องหาชาวจีนเครือข่ายส่งกัญชาข้ามชาติ พบเงินสะพัดกว่า 50 ล้านบาท เตรียมผลักดันกลับดำเนินคดีที่จีน
สำนักงาน ป.ป.ส. กระทรวงยุติธรรม ร่วมกับ กองบังคับการสืบสวนสอบสวน สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (สตม.) เข้าติดตามและควบคุมตัวชายสัญชาติจีน ผู้ต้องหาตามหมายจับคดียาเสพติดข้ามชาติของทางการจีน ซึ่งหลบหนีเข้ามาพำนักในประเทศไทย
สืบเนื่องจากสำนักงาน ป.ป.ส. ได้รับการประสานงานจากสำนักงานคณะกรรมาธิการควบคุมยาเสพติดแห่งชาติจีน (NNCC) ผ่านทางอัครราชทูตที่ปรึกษาด้านควบคุมยาเสพติด ประจำกรุงปักกิ่ง ขอความร่วมมือทางการไทยในการสืบสวนติดตามจับกุม ผู้ต้องหาตามหมายจับของเมืองกวางโจว มณฑลกวางตุ้ง สาธารณรัฐประชาชนจีน
โดยมีข้อมูลระบุชัดเจนว่า ผู้ต้องหารายนี้เป็นตัวการสำคัญในเครือข่ายค้ายาเสพติดข้ามชาติ มีพฤติการณ์เป็นนายทุนคอยจัดหาและลักลอบส่งออกกัญชารวมถึงยาเสพติดประเภทอื่น ด้วยการซุกซ่อนทางเรือขนส่งสินค้าจากประเทศไทยไปยังประเทศจีน
จากการตรวจสอบข้อมูลเชิงลึกพบว่า ผู้ต้องหา ได้พักอาศัยอยู่ในประเทศไทยจริง โดยใช้วีซ่าประเภทอุปการะภรรยาชาวไทย (วีซ่าสมรส 1 ปี) เจ้าหน้าที่สำนักปราบปรามยาเสพติดจึงได้ประสาน สตม. เพื่อพิสูจน์ทราบตัวบุคคลและถิ่นที่อยู่ พร้อมขออนุมัติเพิกถอนวีซ่าการอยู่ในราชอาณาจักร เนื่องจากเป็นบุคคลที่มีพฤติการณ์เป็นภัยต่อสังคมและเป็นที่ต้องการตัวของทางการรัฐบาลต่างประเทศ
ต่อมา เช้าวันที่ 1 ต.ค. 69 ที่ผ่านมา นายฤทธิ์ศรี โชติกเสถียร (ผอ.ปป.4) และ นางสาวอธิ อภิเตชาพันธ์ (ผอ.ปป.7) พร้อมกำลังเจ้าหน้าที่ ป.ป.ส. และ เจ้าหน้าที่ กก.2 บก.สส. สตม. และ กก.สส.บก.ตม.6 สตม. นำหมายค้นศาลอาญามีนบุรี เข้าตรวจสอบบ้านพักหรูแห่งหนึ่งย่าน ถนนกรุงเทพกรีฑา-ร่มเกล้า เขตลาดกระบัง กทม.
ผลการปฏิบัติพบตัว ผตห. พักอาศัยอยู่ร่วมกับภรรยาชาวไทย เจ้าหน้าที่จึงได้แสดงหมายและแจ้งข้อกล่าวหาในความผิดฐานเป็นบุคคลต่างด้าวที่มีพฤติการณ์เป็นภัยต่อสังคม พร้อมเข้าควบคุมตัวตามขั้นตอนของกฎหมาย
จากการตรวจค้นภายในบ้านพัก ไม่พบยาเสพติดหรือสิ่งผิดกฎหมายอื่น แต่เจ้าหน้าที่ได้ตรวจยึดพยานหลักฐานสำคัญที่อาจเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดรวม 13 รายการ อาทิ โทรศัพท์มือถือ สมุดบัญชีธนาคาร และบัตรกดเงินสด ซึ่งจากการให้เจ้าหน้าที่ทำการถอดข้อมูลโทรศัพท์มือถือในเบื้องต้น พบหลักฐานข้อมูลเชื่อมโยงเกี่ยวกับการจัดหากัญชาส่งไปจำหน่ายที่ประเทศจีนจริง
นอกจากนี้ เมื่อตรวจสอบข้อมูลทางการเงินยังพบความผิดปกติอย่างชัดเจน โดยมีเงินโอนเข้าบัญชีรวมกว่า 50 ล้านบาท ภายในระยะเวลาเพียงไม่กี่เดือน ซึ่งขณะนี้เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างเร่งตรวจสอบเส้นทางการเงิน เพื่อสืบสวนหาที่มาและความเชื่อมโยงไปถึงผู้ร่วมขบวนการรายอื่นๆ
ทั้งนี้ หลังจากดำเนินกระบวนการตามกฎหมายของไทยแล้วเสร็จ ทางการไทยจะทำการผลักดัน ผตห. กลับไปยังสาธารณรัฐประชาชนจีน เพื่อเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมของประเทศต้นทาง และจะทำการรวบรวมข้อมูลที่ได้จากการถอดรหัสโทรศัพท์มือถือและพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้อง ส่งมอบให้เจ้าหน้าที่ NNCC จีน นำไปประกอบสำนวนคดีต่อไป




