สทนช. ลงพื้นที่กาญจนบุรี ยืนยันเขื่อนวชิราลงกรณสภาพน้ำปกติ ยังรองรับน้ำได้อีก 120 ล้าน ลบ.ม. ไร้ความจำเป็นเปิด Spillway
สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์น้ำและตรวจติดตามการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ภาคตะวันตก ยืนยันภาพรวมอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ยังคงบริหารจัดการได้อย่างมีประสิทธิภาพ เขื่อนวชิราลงกรณยังคงรองรับน้ำได้ตามปกติโดยไม่ต้องเปิดอาคารระบายน้ำล้น (Spillway) ขณะที่สถานการณ์น้ำในลุ่มน้ำแม่กลองและลุ่มน้ำเจ้าพระยามีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง เร่งผันน้ำท้ายเขื่อนและเตรียมความพร้อมรับมือฝนชุดใหม่ช่วงวันที่ 4–7 ตุลาคมนี้อย่างเต็มกำลัง
สทนช. ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์น้ำเขื่อนวชิราลงกรณและเขื่อนแม่กลอง
นายไพฑูรย์ เก่งการช่าง รองเลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ในฐานะโฆษก สทนช. (ด้านการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ) เปิดเผยภายหลังการลงพื้นที่ในช่วงเช้า ร่วมกับ นายชวลิต กันคำ ผู้ช่วยผู้ว่าการผลิตไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) และนายสกล อักษรธนาวัฒน์ ผู้อำนวยการเขื่อนวชิราลงกรณ กฟผ. ณ เขื่อนวชิราลงกรณ อำเภอทองผาภูมิ จังหวัดกาญจนบุรี
ต่อมาในช่วงบ่าย นายไพฑูรย์ ได้ลงพื้นที่ต่อเนื่องร่วมกับ นายวิทยา แก้วมี อธิบดีกรมชลประทาน และนายวุฒิพงษ์ สุภัควนิช รองผู้ว่าราชการจังหวัดกาญจนบุรี ณ เขื่อนแม่กลอง อำเภอท่าม่วง จังหวัดกาญจนบุรี เพื่อประเมินสถานการณ์น้ำไหลเข้าเขื่อนและแผนการระบายน้ำท้ายเขื่อนแบบบูรณาการ
จากการลงพื้นที่และประชุมร่วมกับทุกฝ่าย สทนช. ยืนยันว่าภาพรวมอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ในพื้นที่ภาคตะวันตกยังคงบริหารจัดการน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด สภาพน้ำอยู่ในสภาวะปกติ และได้รับการดูแลควบคุมอย่างใกล้ชิด
เปิดตัวเลขปริมาณน้ำเขื่อนวชิราลงกรณ ยืนยันไม่ต้องเปิด Spillway
สำหรับสถานการณ์น้ำในเขื่อนวชิราลงกรณ อำเภอทองผาภูมิ จังหวัดกาญจนบุรี ปัจจุบันระดับการเก็บกักน้ำอยู่ที่ 154.7 เมตร รทก. ตัวเลขนี้สะท้อนให้เห็นว่า เขื่อนยังสามารถรองรับน้ำได้อีกประมาณ 120 ล้านลูกบาศก์เมตร
ข้อมูลการไหลเข้าและระบายน้ำของเขื่อนวชิราลงกรณ มีดังนี้
- ปริมาณน้ำไหลเข้าเขื่อน ประมาณวันละ 60 ล้านลูกบาศก์เมตร
- ปริมาณน้ำระบายออกผ่านช่องทางปกติ วันละ 40 ล้านลูกบาศก์เมตร
โฆษก สทนช. คาดการณ์ว่า ปริมาณน้ำไหลเข้าเขื่อนจะลดลงจนเท่ากับปริมาณน้ำที่ระบายออก ส่งผลให้เขื่อนวชิราลงกรณยังคงรักษาระดับการรองรับน้ำได้ตามปกติ โดยไม่มีความจำเป็นต้องเปิดอาคารระบายน้ำล้น (Spillway) แต่อย่างใด
ส่วนกรณีที่มีการระบายน้ำท้ายเขื่อนวชิราลงกรณในอัตราปกติวันละ 400–500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาทีนั้น โฆษก สทนช. อธิบายว่าเป็นขั้นตอนการระบายน้ำทางเทคนิคเพื่อรักษาสภาพและเสถียรภาพของลำน้ำแม่กลอง ป้องกันไม่ให้ระดับน้ำในลำน้ำลดลงอย่างฉับพลัน ซึ่งอาจส่งผลกระทบทำให้ตลิ่งพังทลายและสร้างความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐานบริเวณริมแม่น้ำได้
แนวโน้มน้ำเหนือเขื่อนแม่กลองลดลง คาดลุ่มน้ำแม่กลองเข้าสู่ภาวะปกติใน 1 สัปดาห์
สถานการณ์น้ำเหนือเขื่อนแม่กลอง อำเภอท่าม่วง จังหวัดกาญจนบุรี มีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง จากเดิมที่มีการระบายน้ำในอัตรา 2,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ขณะนี้กรมชลประทานได้ปรับลดการระบายน้ำลงตามลำดับตามปริมาณน้ำมวลเหนือเขื่อนที่ลดลง
ผลจากการปรับลดการระบายน้ำของเขื่อนแม่กลอง จะส่งผลดีโดยตรงต่อพื้นที่ท้ายน้ำ ได้แก่
- จังหวัดกาญจนบุรี พื้นที่อำเภอท่าเรือ และอำเภอท่ามะกา
- จังหวัดราชบุรี พื้นที่อำเภอบ้านโป่ง อำเภอโพธาราม และอำเภอวัดเพลง
- พื้นที่เชื่อมต่อตอนล่าง จังหวัดสมุทรสงคราม และจังหวัดสมุทรสาคร
ระดับน้ำในแม่น้ำสายหลักและลำน้ำสาขาของพื้นที่ดังกล่าวจะค่อยๆ ลดลงอย่างเห็นได้ชัด และคาดการณ์ว่าภายใน 1 สัปดาห์ ภาพรวมสถานการณ์น้ำในลุ่มน้ำแม่กลองจะกลับเข้าสู่ภาวะปกติ ช่วยผายคลายความกังวลของประชาชนในพื้นที่ริมฝั่งน้ำได้อย่างมาก
นวัตกรรมบริหารจัดการน้ำ กฟผ. สูบน้ำกลับเขื่อนศรีนครินทร์ ตัดยอดน้ำหลาก
อีกหนึ่งมาตรการสำคัญในการบริหารจัดการน้ำภาคตะวันตก คือความร่วมมือจากการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ในการช่วยบริหารจัดการน้ำบริเวณเขื่อนศรีนครินทร์และเขื่อนท่าทุ่งนา
กฟผ. ได้ดำเนินมาตรการเชิงรุกด้วยการสูบน้ำจากเขื่อนท่าทุ่งนากลับขึ้นมายังเขื่อนศรีนครินทร์ เพื่อช่วยตัดยอดน้ำหลาก (Peak Flow) หลังจากเกิดเหตุการณ์น้ำป่าไหลหลากบริเวณพื้นที่ท่องเที่ยวสำคัญอย่างน้ำตกเอราวัณ การสูบน้ำย้อนกลับครั้งนี้สามารถลดปริมาณน้ำหลากที่จะไหลลงสู่พื้นที่ตอนล่างได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้เขื่อนท่าทุ่งนาระบายน้ำลงสู่พื้นที่ตอนล่างเพียงวันละ 2 ล้านลูกบาศก์เมตรเท่านั้น ซึ่งถือเป็นระดับที่น้อยมากและไม่ส่งผลกระทบต่อพื้นที่ท้ายน้ำ
อัปเดตสถานการณ์ลุ่มน้ำเจ้าพระยา กรุงเทพฯ และปริมณฑล
ด้านสถานการณ์น้ำในลุ่มน้ำเจ้าพระยา ปัจจุบันปริมาณน้ำไหลผ่านสูงสุดอยู่ที่ 2,610 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ซึ่งเป็นตัวเลขที่ต่ำกว่าที่ สทนช. และกรมชลประทานได้คาดการณ์ไว้ล่วงหน้า ถือเป็นสัญญาณและแนวโน้มที่ดีอย่างยิ่งสำหรับพื้นที่ภาคกลาง
รายละเอียดสถานการณ์น้ำรายพื้นที่ มีดังนี้
- จังหวัดกำแพงเพชรและแม่น้ำสะแกกรัง ปริมาณน้ำเริ่มลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยมีการเร่งระบายน้ำสูงสุดในระดับที่ไม่เกิน 2,500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที
- เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ยังคงควบคุมและรักษาอัตราการระบายน้ำไว้อย่างเคร่งครัดที่ระดับไม่เกิน 400–500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที เพื่อไม่ให้กระทบต่อพื้นที่ท้ายน้ำในลุ่มน้ำป่าสักและลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่าง
- กรุงเทพมหานครและปริมณฑล รัฐบาลได้มีคำสั่งกำชับให้กรุงเทพมหานคร ร่วมมือกับกรมชลประทาน เร่งดำเนินการสูบน้ำท่วมขังในพื้นที่ลุ่มต่ำสะสม เช่น เขตประเวศ เขตลาดกระบัง และเขตสายไหม โดยผันน้ำเข้าสู่อุโมงค์ระบายน้ำขนาดใหญ่เพื่อส่งต่อไปยังพื้นที่รับน้ำและระบายออกสู่ทะเลผ่านจังหวัดฉะเชิงเทรา นครนายก และสมุทรปราการ คาดว่าสถานการณ์น้ำท่วมขังในเขตเมืองจะทยอยดีขึ้นและเข้าสู่ภาวะปกติภายในสัปดาห์นี้เช่นกัน
เตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์น้ำภาคตะวันออก และฝนชุดใหม่ช่วง 4-7 ต.ค.
สำหรับพื้นที่ภาคตะวันออก โดยเฉพาะในเขตจังหวัดปราจีนบุรี หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้เตรียมความพร้อมรับมือกับระดับน้ำที่คาดว่าจะเพิ่มสูงขึ้นอีกประมาณ 40-50 เซนติเมตร โดยเฉพาะการเฝ้าระวังและป้องกันพื้นที่สำคัญอย่าง โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร ซึ่งล่าสุดมีกำลังพลทหารเข้าพื้นที่เพื่อสนับสนุนการวางกระสอบทราย ติดตั้งเครื่องสูบน้ำ และดูแลความปลอดภัยเรียบร้อยแล้ว
ในขณะที่สถานการณ์น้ำในจังหวัดระยอง (อำเภอบ้านค่าย) และจังหวัดจันทบุรี (อำเภอเมือง) ระดับน้ำได้เริ่มลดลงอย่างต่อเนื่องแล้ว
ทั้งนี้ กรมอุตุนิยมวิทยาได้คาดการณ์สภาพอากาศว่า ในช่วงวันที่ 4-7 ตุลาคม จะมีปริมาณฝนตกเพิ่มขึ้นในหลายพื้นที่ของประเทศไทย อย่างไรก็ตาม จากการวิเคราะห์แบบจำลองสภาพอากาศ คาดว่าฝนชุดใหม่นี้จะไม่รุนแรงเท่ากับช่วงฝนตกหนักที่ผ่านมา
นายไพฑูรย์ เก่งการช่าง รองเลขาธิการ สทนช. กล่าวยืนยันในตอนท้ายว่า "เพื่อความไม่ประมาท สทนช. ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและผู้ว่าราชการจังหวัดทุกแห่ง จะบริหารจัดการเร่งระบายน้ำออกจากระบบให้เร็วที่สุดในช่วงที่ฝนลดลงนี้ ควบคู่ไปกับการเตรียมแผนรับมือฝนชุดใหม่ที่จะเข้ามาอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด เพื่อลดผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับพี่น้องประชาชนให้ได้มากที่สุด"
ข้อมูล : สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.)





