วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ปรับแผนสู้ฝนใหม่! กทม. ผันน้ำย้อนแสนแสบ ช่วยสะพานสูง-ลาดกระบัง

กทม. ปรับแผนสู้ฝน! ดึงน้ำย้อนเข้าคลองแสนแสบ ปลดล็อกน้ำท่วมสะพานสูง-ลาดกระบัง เร่งระบายน้ำค้างท่อ พร้อมรับมือฝนระลอกใหม่

กรุงเทพมหานคร เดินหน้าแก้ปัญหาน้ำท่วมฝั่งตะวันออก “ชัชชาติ” ลงพื้นที่ติดตามการบริหารจัดการน้ำเขตสะพานสูงและลาดกระบัง ปรับแผนผันน้ำย้อนกลับเข้าคลองแสนแสบ ตัดยอดน้ำไม่ให้ไหลเติมคลองประเวศบุรีรมย์ พร้อมเร่งเดินหน้าโครงการอุโมงค์ระบายน้ำระยะยาว และคลี่คลายข้อกังวลคันกั้นน้ำซอยสายไหม 43 ย้ำการทำงานต้องคำนึงถึงประชาชนทั้งสองฝั่งอย่างเท่าเทียม

วันนี้ (1 ต.ค. 69) ณ ศูนย์ควบคุมระบบป้องกันน้ำท่วมกรุงเทพมหานคร สำนักการระบายน้ำ เขตดินแดง นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เปิดเผยถึงสถานการณ์น้ำท่วมขังในพื้นที่กรุงเทพฯ ฝั่งตะวันออก โดยเฉพาะในพื้นที่เขตสะพานสูงและเขตลาดกระบัง ซึ่งขณะนี้บางจุดยังคงมีระดับน้ำท่วมสูง เนื่องจากระดับน้ำในคลองประเวศบุรีรมย์ซึ่งเป็นคลองระบายน้ำสายหลักยังอยู่ในระดับที่สูงอย่างต่อเนื่อง

นายชัชชาติ ยืนยันว่า กรุงเทพมหานครมีความเข้าใจและเห็นใจพี่น้องประชาชนในทุกพื้นที่อย่างยิ่ง โดยเฉพาะประชาชนในพื้นที่ฝั่งเหนือที่มีความกังวลเกี่ยวกับผลกระทบจากการบริหารจัดการน้ำและการเปิด-ปิดประตูระบายน้ำ ทั้งนี้ กทม. ยึดหลักการทำงานที่ต้องดูแลและคำนึงถึงผลกระทบของประชาชนทั้งสองฝั่งควบคู่กันไปอย่างสมดุล

ปรับแผนสู้ฝนใหม่!  กทม. ผันน้ำย้อนแสนแสบ ช่วยสะพานสูง-ลาดกระบัง

เปิดแผนผันน้ำฝั่งตะวันออก ตัดยอดน้ำเข้าคลองแสนแสบ ลดภาระคลองประเวศฯ

สำหรับแนวทางการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมขังในปัจจุบัน ผู้ว่าฯ ชัชชาติ ระบุว่า กทม. ได้เร่งบริหารจัดการน้ำด้วยการ "ตัดน้ำ" จากคลองสาขาต่างๆ ออกไปยังคลองแสนแสบในหลายเส้นทาง เพื่อป้องกันไม่ให้มีปริมาณน้ำใหม่ไหลเข้าไปเติมในคลองประเวศบุรีรมย์เพิ่มเติม ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการคลี่คลายวิกฤตครั้งนี้

  • พื้นที่เขตสะพานสูง กทม. ได้ทยอยติดตั้งและเดินเครื่องสูบน้ำเต็มกำลัง เพื่อเร่งดึงน้ำออกจากพื้นที่จุดเสี่ยงต่างๆ ไปยังคลองแสนแสบ โดยเฉพาะบริเวณ คลองบ้านม้า ซึ่งเดิมทีมีทิศทางการระบายน้ำไหลลงสู่คลองประเวศบุรีรมย์ ได้มีการปรับแผนบริหารจัดการน้ำใหม่ให้เป็นการสูบน้ำย้อนกลับไปทางคลองแสนแสบแทน
  • พื้นที่หัวหมากและลำสาลี ได้มีการใช้คลองสาขาในการตัดยอดน้ำเพื่อส่งต่อไปยังคลองแสนแสบเพิ่มเติมเช่นเดียวกัน

“หลักการสำคัญในขณะนี้คือ ต้องเอาน้ำออกจากพื้นที่ให้ได้หลายช่องทาง และไม่เติมน้ำเข้าคลองประเวศบุรีรมย์เพิ่ม เพราะคลองประเวศฯ ถือเป็นคลองสายหลักในการระบายน้ำของพื้นที่ฝั่งตะวันออก หากเราสามารถลดระดับน้ำในคลองประเวศฯ ลงได้ คลองสาขาต่าง ๆ ก็จะสามารถระบายน้ำออกจากชุมชนตามลงมาได้ดียิ่งขึ้น” นายชัชชาติ กล่าวเน้นย้ำ

นอกจากนี้ กทม. ได้ติดตามสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิดตั้งแต่บริเวณลำสาลี หัวหมาก สะพานสูง จนถึงลาดกระบัง โดยใช้ คลองแสนแสบ เป็นเส้นทางหลักในการเร่งระบายน้ำฝั่งตะวันออก ซึ่งทำงานร่วมกับอุโมงค์ระบายน้ำเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการดึงน้ำ พร้อมทั้งบริหารจัดการระดับน้ำและปรับการเปิดประตูระบายน้ำบริเวณบางชัน เพื่อรับน้ำจากพื้นที่เขตรวมถึงมีนบุรีและหนองจอกเข้าสู่คลองแสนแสบ เมื่อระดับน้ำในคลองแสนแสบลดต่ำลง จะช่วยให้พื้นที่ต่อเนื่องทั้งหมดสามารถระบายน้ำได้อย่างรวดเร็ว

ปรับแผนสู้ฝนใหม่!  กทม. ผันน้ำย้อนแสนแสบ ช่วยสะพานสูง-ลาดกระบัง

เร่งขับเคลื่อนอุโมงค์ระบายน้ำ เพิ่มศักยภาพยั่งยืนในระยะยาว

นอกเหนือจากการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า กรุงเทพมหานครยังได้ดำเนินโครงการเพิ่มประสิทธิภาพระบบระบายน้ำในพื้นที่แนวคลองประเวศบุรีรมย์อย่างต่อเนื่อง เพื่อแก้ไขปัญหาน้ำท่วมในระยะยาวอย่างเป็นระบบ ดังนี้

1. โครงการก่อสร้างอุโมงค์ระบายน้ำบริเวณวัดมหาบุตร ขณะนี้อยู่ระหว่างดำเนินการก่อสร้าง ซึ่งเมื่อเสร็จสมบูรณ์จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการรับน้ำและระบายน้ำลงสู่แม่น้ำสายหลักได้มหาศาล

2. โครงการอุโมงค์ระบายน้ำส่วนต่อขยาย (บึงหนองบอนถึงคลองประเวศบุรีรมย์และคลองสี่) โครงการนี้ได้รับอนุมัติงบประมาณเป็นที่เรียบร้อยแล้ว และปัจจุบันอยู่ระหว่างขั้นตอนการจัดหาผู้รับจ้าง หากโครงการนี้แล้วเสร็จ จะเข้ามาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการควบคุมและรักษาระดับน้ำในคลองประเวศบุรีรมย์ ส่งผลให้คลองสาขาอย่างคลองบ้านม้าและคลองโดยรอบระบายน้ำได้ดีขึ้นมาก

3. การแก้ไขปัญหาน้ำท่วมพื้นที่เคหะร่มเกล้า (เขตลาดกระบัง) พื้นที่ดังกล่าวได้รับผลกระทบโดยตรงจากปริมาณน้ำในคลอง 1 และคลองสองต้นนุ่น ซึ่งการเพิ่มศักยภาพระบบระบายน้ำตลอดแนวคลองประเวศบุรีรมย์จะช่วยเร่งดึงน้ำออกจากพื้นที่เคหะร่มเกล้าและชุมชนใกล้เคียงได้อย่างมีประสิทธิภาพ

เร่งระบายน้ำค้างท่อ รับมือฝนระลอกใหม่ และเฝ้าระวังมวลน้ำเหนือ

ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าวเพิ่มเติมว่า สถานการณ์ในขณะนี้ กทม. ต้องเร่งระบายน้ำที่ยังคงตกค้างอยู่ในพื้นที่ออกให้ได้มากที่สุดและเร็วที่สุด เนื่องจากสภาพพื้นดินในหลายเขตมีความชุ่มน้ำและอุ้มน้ำไว้สูง หากมีฝนตกหนักเพิ่มเติมเข้ามา โดยเฉพาะลักษณะฝนที่ตกอย่างต่อเนื่อง จะส่งผลให้เกิดปัญหาน้ำท่วมขังขยายวงกว้างได้ง่าย ดังนั้น การลดระดับน้ำในคลองสายหลักจึงเป็นสิ่งจำเป็นเร่งด่วนเพื่อ "สร้างแก้มลิงและช่องว่างรองรับน้ำ" ระลอกใหม่

สำหรับ สถานการณ์มวลน้ำเหนือ ที่ไหลลงมานั้น กทม. ยังคงสามารถบริหารจัดการได้ดีผ่านระบบคันกั้นน้ำและแนวป้องกันน้ำท่วมริมฝั่งแม่น้ำ ขณะเดียวกัน กทม. ได้บูรณาการความร่วมมือและประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิด ในการช่วยเร่งระบายน้ำจากพื้นที่รังสิตให้ไหลลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยาโดยเร็ว เพื่อลดปริมาณน้ำสะสมและบรรเทาผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับพื้นที่กรุงเทพมหานครทั้งสองฝั่ง

ปรับแผนสู้ฝนใหม่!  กทม. ผันน้ำย้อนแสนแสบ ช่วยสะพานสูง-ลาดกระบัง

ชี้แจงประเด็นคันกั้นน้ำซอยสายไหม 43: ย้ำบริหารจัดการภาพรวม ไม่ผลักภาระให้พื้นที่ใด

สำหรับกรณีความกังวลของประชาชนเกี่ยวกับ คันกั้นน้ำบริเวณซอยสายไหม 43 ที่หวั่นเกรงว่าจะได้รับผลกระทบจากการบริหารจัดการน้ำนั้น ผู้ว่าฯ ชัชชาติ กล่าวด้วยความห่วงใยว่า กทม. รับรู้และเข้าใจถึงความเดือดร้อนของประชาชนอย่างดี โดยเฉพาะผู้ที่อยู่อาศัยในพื้นที่ทางด้านเหนือ ซึ่ง กทม. จะดำเนินการทุกขั้นตอนอย่างรอบคอบ พร้อมทั้งเปิดรับฟังความคิดเห็นและสื่อสารทำความเข้าใจกับประชาชนในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง

ประเด็นเรื่องคันกั้นน้ำถือเป็นเรื่องที่มีความละเอียดอ่อนและเกิดขึ้นมาอย่างยาวนานในหลายพื้นที่ ซึ่งประชาชนอาจมีความกังวลว่าการสร้างหรือปิดคันกั้นน้ำในจุดใดจุดหนึ่ง จะส่งผลให้ระดับน้ำในอีกพื้นที่หนึ่งปรับตัวสูงขึ้น อย่างไรก็ตาม ในหลักการบริหารจัดการน้ำทางวิศวกรรม จำเป็นต้องพิจารณาจากภาพรวมของมวลน้ำทั้งหมดและระบบระบายน้ำทั้งระบบเป็นสำคัญ ซึ่งการกั้นน้ำเฉพาะจุดไม่ได้เป็นปัจจัยที่ทำให้มวลน้ำมหาศาลที่อยู่ทางด้านบนเพิ่มขึ้นหรือลดลงโดยตรง

“เราเห็นใจทุกคนจริงๆ เพราะทุกคนต่างอยู่ในสถานการณ์ที่ยากลำบาก ดังนั้นเราต้องค่อยๆ พูดคุยและทำความเข้าใจร่วมกันว่า มีส่วนไหนที่สามารถช่วยเหลือกันและกันได้ การบริหารจัดการต้องดูแลพี่น้องประชาชนทั้งสองฝั่งอย่างเป็นธรรม ไม่ใช่เน้นดูแลเฉพาะพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่งเท่านั้น” นายชัชชาติ กล่าวทิ้งท้าย

ทั้งนี้ กรุงเทพมหานครจะดำเนินมาตรการบริหารจัดการน้ำอย่างครบวงจรตั้งแต่ "ต้นทาง กลางทาง และปลายทาง" ควบคู่ไปกับการดูแลสุขภาวะและความเป็นอยู่ของประชาชน โดยจะปรับเปลี่ยนแผนการเดินเครื่องสูบน้ำ การเปิด-ปิดประตูระบายน้ำ ตลอดจนการตัดยอดน้ำระหว่างคลองสายต่างๆ ให้มีความยืดหยุ่นสอดคล้องกับสถานการณ์จริงในแต่ละวัน เพื่อเร่งคลี่คลายสถานการณ์น้ำท่วมขังและลดผลกระทบต่อชีวิตประจำวันของประชาชนให้เร็วที่สุด ย้ำชัดทุกพื้นที่มีความสำคัญเท่าเทียมกัน และการแก้ไขปัญหาจะต้องไม่เป็นการผลักภาระน้ำท่วมไปยังพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่งอย่างแน่นอน

ปรับแผนสู้ฝนใหม่!  กทม. ผันน้ำย้อนแสนแสบ ช่วยสะพานสูง-ลาดกระบัง