ธ.ก.ส. จ่อโอนเงินช่วยเหลือชาวนา ไร่ละ 1,000 บาท สูงสุด 10,000 บาท ให้กลุ่มตกหล่นอีก 2.3 แสนครัวเรือน หลัง ครม. เคาะเพิ่มงบ 1,544 ล้าน พร้อมยืดเวลาถึงสิ้นปี 69
ข่าวดีสำหรับพี่น้องเกษตรกรชาวนาทั่วประเทศ! ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบอนุมัติเพิ่มกรอบวงเงินงบประมาณใน โครงการสนับสนุนช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกข้าวนาปี และส่งเสริมการเพาะปลูกให้เหมาะสมกับศักยภาพพื้นที่ ปีการผลิต 2568/69 อีกจำนวน 1,544.98 ล้านบาท เพื่อเร่งดำเนินการจ่ายเงินช่วยเหลือให้แก่เกษตรกรผู้มีสิทธิที่ยังตกหล่นเพิ่มเติมอีกกว่า 2.3 แสนครัวเรือน เพื่อให้เงินช่วยเหลือส่งตรงถึงมือเกษตรกรอย่างครอบคลุม เท่าเทียม และทันท่วงที
สรุปมติ ครม. อนุมัติเพิ่มงบประมาณอุ้มเกษตรกรผู้ปลูกข้าว
วันนี้ (29 ก.ย. 69) ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้เปิดเผยผลการประชุมคณะรัฐมนตรี โดยระบุว่า ที่ประชุม ครม. ได้มีมติอนุมัติการปรับเพิ่มกรอบวงเงินงบประมาณของโครงการช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกข้าวนาปี ปีการผลิต 2568/69 เพิ่มขึ้นอีก 1,544.98 ล้านบาท
การเพิ่มงบประมาณในครั้งนี้ มีเป้าหมายสำคัญเพื่อนำไปใช้จ่ายช่วยเหลือเกษตรกรที่มีสิทธิ แต่ยังไม่ได้รับเงินโอนในรอบก่อนหน้า ซึ่งมีจำนวนทั้งสิ้น 233,729 ครัวเรือน โดยรัฐบาลได้มอบหมายให้ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ทำหน้าที่สำรองจ่ายเงินจำนวนดังกล่าวก่อน เพื่อให้กระบวนการช่วยเหลือเกษตรกรเป็นไปอย่างต่อเนื่อง ไม่สะดุด และบรรลุวัตถุประสงค์ของโครงการอย่างแท้จริง
เงื่อนไขและอัตราการจ่ายเงินช่วยเหลือ เกษตรกรรับสูงสุด 10,000 บาท
สำหรับมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกข้าวนาปีในครั้งนี้ ยังคงยึดหลักเกณฑ์และเงื่อนไขการช่วยเหลือเช่นเดิม เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนด้านต้นทุนการผลิตและส่งเสริมศักยภาพการเพาะปลูกอย่างเหมาะสม โดยมีรายละเอียดอัตราการจ่ายเงิน ดังนี้
- อัตราเงินช่วยเหลือ จ่ายตรงเข้าบัญชีเกษตรกรในอัตรา ไร่ละ 1,000 บาท
- โควตาพื้นที่รับสิทธิ กำหนดให้รับเงินช่วยเหลือได้ ครัวเรือนละไม่เกิน 10 ไร่
- วงเงินช่วยเหลือสูงสุด แต่ละครัวเรือนจะได้รับเงินช่วยเหลือ สูงสุดไม่เกิน 10,000 บาท
- ช่องทางการโอนเงิน ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) จะดำเนินการโอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากของเกษตรกรที่ได้รับสิทธิโดยตรง
ทั้งนี้ ในภาพรวมของโครงการทั้งหมด รัฐบาลวางเป้าหมายครอบคลุมเกษตรกรผู้ปลูกข้าวนาปีทั่วประเทศประมาณ 4.63 ล้านครัวเรือน คิดเป็นพื้นที่เพาะปลูกที่ได้รับสิทธิช่วยเหลือรวมแล้วกว่า 36.77 ล้านไร่
ทำไมต้องเพิ่มงบประมาณ? เปิดสาเหตุกลุ่มเกษตรกรตกหล่น 2.3 แสนครัวเรือน
หลายท่านอาจสงสัยว่า เหตุใดจึงต้องมีการปรับเพิ่มกรอบวงเงินงบประมาณในครั้งนี้? จากการเปิดเผยของรองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ระบุว่า สาเหตุหลักมาจากกระบวนการตรวจสอบและประมวลผลข้อมูลหลังจากการโอนเงินช่วยเหลือให้แก่เกษตรกรในรอบแรกแล้วเสร็จ
จากการตรวจสอบอย่างละเอียด พบข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับกลุ่มเกษตรกรที่ยังไม่ได้รับเงิน ดังนี้
- กลุ่มเกษตรกรที่ปรับปรุงข้อมูลทะเบียน (113,523 ครัวเรือน) เกิดจากการที่เกษตรกรได้ดำเนินการปรับปรุง แก้ไข หรือเปลี่ยนแปลงข้อมูลการขึ้นทะเบียนเกษตรกรและข้อมูลพื้นที่เพาะปลูกจริง ให้ถูกต้องตรงตามหลักเกณฑ์ ซึ่งเมื่อผ่านการตรวจสอบสิทธิย้อนหลังแล้ว พบว่าเป็นผู้ที่มีสิทธิได้รับเงินช่วยเหลือเพิ่มเติมอย่างถูกต้อง
- กลุ่มเกษตรกรเป้าหมายเดิมที่ยังตกหล่น เป็นเกษตรกรที่มีชื่ออยู่ในกลุ่มเป้าหมายเดิมตั้งแต่แรก แต่ยังไม่ได้รับเงินโอนเนื่องจากติดขัดปัญหาในกระบวนการตรวจสอบเอกสาร ความซ้ำซ้อนของข้อมูล หรือปัญหาทางเทคนิคเรื่องบัญชีธนาคาร
ด้วยเหตุนี้ รัฐบาลจึงจำเป็นต้องปรับเพิ่มกรอบวงเงินโครงการ เพื่อให้สามารถกระจายเงินช่วยเหลือไปถึงมือเกษตรกรผู้มีสิทธิทุกรายอย่างทั่วถึง โดยไม่มีใครต้องถูกตัดสิทธิไปอย่างน่าเสียดาย
ปรับเพิ่มงบรวมทะลุ 3.9 หมื่นล้าน พร้อมขยายเวลาโครงการถึงสิ้นปี 2569
เพื่อให้การดำเนินงานทางกฎหมายและการคลังเป็นไปอย่างถูกต้อง ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีจึงได้มีมติเห็นชอบให้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ดำเนินการทบทวนรายละเอียดโครงการตามมติ ครม. เดิม (เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2568) โดยมีการเปลี่ยนแปลงสาระสำคัญ 2 ประการ ดังนี้
- ปรับกรอบวงเงินงบประมาณโครงการ ปรับเพิ่มจากวงเงินเดิม 37,906.20 ล้านบาท ขึ้นเป็น 39,452.18 ล้านบาท (เพิ่มขึ้น 1,544.98 ล้านบาท) เพื่อรองรับการโอนเงินให้แก่เกษตรกรกลุ่มตกหล่นที่มีสิทธิเพิ่มขึ้น
- ขยายระยะเวลาดำเนินโครงการ ปรับขยายกรอบเวลาการดำเนินโครงการ จากเดิมที่มีกำหนดสิ้นสุดในวันที่ 30 กันยายน 2569 ขยายออกไปจนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2569 เพื่อเปิดโอกาสให้ ธ.ก.ส. มีระยะเวลาเพียงพอในการตรวจสอบบัญชีและดำเนินการโอนเงินให้ครบถ้วนทุกครัวเรือน
สิ่งที่เกษตรกรต้องรู้และข้อควรปฏิบัติ
สำหรับพี่น้องเกษตรกรผู้ปลูกข้าวนาปีที่เคยขึ้นทะเบียนไว้ แต่ยังไม่ได้รับเงินช่วยเหลือในรอบที่ผ่านมา สิ่งสำคัญที่ต้องรับทราบและเตรียมความพร้อม มีดังนี้
- ตรวจสอบสิทธิ เกษตรกรที่ผ่านการตรวจสอบหลักเกณฑ์และได้รับการยืนยันสิทธิ จะได้รับเงินช่วยเหลือในอัตราไร่ละ 1,000 บาท สูงสุด 10,000 บาทอย่างแน่นอน
- ตรวจสอบบัญชี ธ.ก.ส. ควรตรวจสอบให้มั่นใจว่าบัญชีเงินฝากของ ธ.ก.ส. ที่แจ้งไว้ยังคงมีสถานะเปิดใช้งานปกติ และชื่อ-นามสกุล ตรงกับฐานข้อมูลขึ้นทะเบียนเกษตรกร เพื่อป้องกันปัญหาการโอนเงินไม่สำเร็จ
- ติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด ธ.ก.ส. และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์จะประกาศรอบการโอนเงินเข้าบัญชีอย่างเป็นทางการในลำดับถัดไป เกษตรกรสามารถตรวจสอบสถานะการโอนเงินได้ผ่านแอปพลิเคชันของ ธ.ก.ส. หรือระบบตรวจสอบสิทธิของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
การอนุมัติเพิ่มงบประมาณและขยายเวลาโครงการในครั้งนี้ สะท้อนถึงความตั้งใจของรัฐบาลในการบรรเทาความเดือดร้อนให้แก่พี่น้องเกษตรกรไทย โดยมุ่งเน้นความถูกต้อง ครอบคลุม และไม่ทิ้งเกษตรกรรายใดไว้ข้างหลัง




