ครม. เคาะ 439 ล้าน ลุยสร้างอาคารเช่าผู้มีรายได้น้อย 4 จังหวัด 596 หน่วย ชูอารยสถาปัตย์ ค่าเช่าสบายกระเป๋าเริ่มต้น 2,000 บาท/เดือน
รัฐบาลเดินหน้ายกระดับคุณภาพชีวิตและลดเหลื่อมล้ำด้านที่อยู่อาศัย ล่าสุด ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบการจัดทำ “โครงการอาคารเช่าสำหรับผู้มีรายได้น้อย ปี 2567” จำนวน 4 โครงการ รวมทั้งสิ้น 596 หน่วย ในพื้นที่ 4 จังหวัดยุทธศาสตร์ ได้แก่ สกลนคร ภูเก็ต เลย และนราธิวาส รวมวงเงินลงทุนทั้งสิ้น 439.225 ล้านบาท เพื่อเพิ่มทางเลือกด้านที่อยู่อาศัยให้ประชาชนกลุ่มเป้าหมายสามารถเข้าถึงที่พักอาศัยที่มีคุณภาพ ในอัตราค่าเช่าที่จับต้องได้ โดยไม่ต้องแบกรับภาระทางการเงินจากการซื้อบ้านเป็นของตนเองในระยะยาว
เปิดรายละเอียด 4 โครงการอาคารเช่า 596 หน่วย กระจายความช่วยเหลือ 4 จังหวัด
ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า โครงการดังกล่าวมุ่งเน้นการแก้ปัญหาที่อยู่อาศัยให้แก่ประชาชนที่มีรายได้น้อย ซึ่งไม่มีกำลังทรัพย์เพียงพอในการซื้อที่อยู่อาศัยถาวร โดยมีรายละเอียดการกระจายจำนวนหน่วยพักอาศัยในแต่ละจังหวัด ดังนี้
- จังหวัดนราธิวาส จำนวน 331 หน่วย (รองรับกลุ่มเป้าหมายในพื้นที่ภาคใต้ตอนล่าง)
- จังหวัดสกลนคร จำนวน 146 หน่วย (รองรับกลุ่มเป้าหมายในพื้นที่ภาคอีสาน)
- จังหวัดเลย จำนวน 75 หน่วย (รองรับกลุ่มเป้าหมายในพื้นที่ภาคอีสานตอนบน)
- จังหวัดภูเก็ต จำนวน 44 หน่วย (รองรับกลุ่มเป้าหมายในพื้นที่เมืองท่องเที่ยวและเศรษฐกิจ)
โครงการนี้ถูกออกแบบมาเพื่อรองรับกลุ่มเป้าหมายที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น ผู้มีรายได้น้อย ผู้สูงอายุ ข้าราชการ พนักงานราชการ ลูกจ้างรัฐและเอกชน รวมถึงกลุ่มผู้ที่เพิ่งเริ่มต้นทำงาน (First Jobber) ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีรายได้ต่อเดือนไม่สูงมากนัก และกำลังมองหาที่อยู่อาศัยที่มีค่าใช้จ่ายสอดคล้องกับกำลังความสามารถในการจ่ายของตนเอง
สรุปจุดเด่น ค่าเช่าสบายกระเป๋า 2,000-3,200 บาท/เดือน พร้อม Universal Design
สำหรับไฮไลต์สำคัญที่ประชาชนและผู้กำลังมองหาที่พักอาศัยให้ความสนใจเป็นพิเศษ คือ การกำหนดอัตราค่าเช่ารายเดือนที่ถูกและเป็นธรรม โดยกำหนดไว้ที่ประมาณ 2,000 - 3,200 บาทต่อเดือน เท่านั้น ซึ่งถือเป็นระดับราคาที่สอดคล้องกับรายได้ของกลุ่มเป้าหมายอย่างแท้จริง ช่วยลดภาระค่าครองชีพในแต่ละเดือนได้อย่างมีนัยสำคัญ
นอกจากเรื่องราคาค่าเช่าที่เข้าถึงง่ายแล้ว โครงการนี้ยังไม่ได้เน้นแค่การเพิ่มปริมาณยูนิตพักอาศัยเพียงอย่างเดียว แต่ให้ความสำคัญกับ "คุณภาพชีวิตของผู้พักอาศัย" ในระยะยาว โดยมีจุดเด่นในการพัฒนาโครงการดังนี้
- Universal Design (การออกแบบเพื่อคนทุกวัย) ตัวอาคารและพื้นที่ส่วนกลางทั้งหมดได้รับการออกแบบตามหลักอารยสถาปัตย์ เพื่อให้คนทุกกลุ่ม ทุกวัย สามารถเข้าถึงและใช้ประโยชน์ได้อย่างสะดวกและปลอดภัย โดยเฉพาะผู้สูงอายุและคนพิการ
- Eco-Friendly Design คำนึงถึงการออกแบบที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม การระบายอากาศที่ดี และการประหยัดพลังงาน เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมการอยู่อาศัยที่ยั่งยืน
- ทําเลศักยภาพสูง ดำเนินการบนพื้นที่ ที่ราชพัสดุ และ ที่ดินของการเคหะแห่งชาติ ที่มีความพร้อมด้านระบบสาธารณูปโภคและสาธารณูปการพื้นฐาน ทำให้ผู้อยู่อาศัยสามารถเดินทางและเข้าถึงบริการสาธารณะต่างๆ ได้อย่างสะดวกสบาย
กรอบระยะเวลาดำเนินงาน และแผนการบริหารงบประมาณ
ในส่วนของแผนการดำเนินงานและการบริหารจัดการงบประมาณ รัฐบาลได้วางแนวทางให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อเงินแผ่นดิน โดยกำหนดกรอบระยะเวลาและที่มาของเงินทุนดังนี้
แผนการก่อสร้าง คาดว่าจะเริ่มดำเนินการก่อสร้างใน ปีงบประมาณ 2568 และจะดำเนินการแล้วเสร็จพร้อมเปิดให้เข้าอยู่อาศัยได้ใน ปีงบประมาณ 2570
การบริหารงบประมาณวงเงิน 439.225 ล้านบาท
- ระยะที่ 1 ให้การเคหะแห่งชาตินำ เงินคงเหลือจากการดำเนินโครงการบ้านเอื้ออาทร จำนวน 314.340 ล้านบาท มาใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนในการดำเนินโครงการก่อน เพื่อลดภาระการจัดสรรงบประมาณใหม่ของรัฐบาล
- ระยะถัดไป ส่วนที่เหลือให้การเคหะแห่งชาติจัดทำแผนปฏิบัติงานและแผนการใช้จ่ายงบประมาณ เพื่อเสนอขอตั้งงบประมาณรายจ่ายประจำปีตามขั้นตอนต่อไป โดยกำชับให้มีการควบคุมต้นทุนค่าก่อสร้างอย่างเข้มงวด ประหยัด และเป็นไปตามเกณฑ์มาตรฐาน
ยกระดับคุณภาพชีวิต สร้างความมั่นคงให้สังคมไทย
รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวสรุปว่า โครงการอาคารเช่าสำหรับผู้มีรายได้น้อยทั้ง 4 โครงการนี้ ไม่ได้เป็นเพียงแค่การสร้าง “บ้านเช่า” เพิ่มขึ้นในระบบ แต่เป็นนโยบายเชิงโครงสร้างที่ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายด้านปัจจัยสี่ สร้างความมั่นคงในการดำรงชีวิต และลดความเหลื่อมล้ำในสังคม
การผสมผสานระหว่าง ค่าเช่าที่เหมาะสม ทำเลที่เดินทางสะดวก และการออกแบบอารยสถาปัตย์ (Universal Design) จะช่วยให้ผู้สูงอายุ คนพิการ ผู้มีรายได้น้อย และคนรุ่นใหม่ที่เพิ่งเริ่มทำงาน สามารถดำเนินชีวิตได้อย่างมีคุณภาพ มีความปลอดภัย และพร้อมที่จะเติบโตไปพร้อมกับชุมชนและเข้มแข็งในระยะยาวต่อไป





