สทนช. เตือน 20 อำเภอเสี่ยงท้ายเขื่อนเจ้าพระยาเตรียมยกของขึ้นที่สูง หลังปรับระบายน้ำเป็น 2,200 ลบ.ม./วิ ทำระดับน้ำเอ่อสูงขึ้น
สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ออกประกาศ ฉบับที่ 7/2569 แจ้งเตือนประชาชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา ให้เฝ้าระวังผลกระทบจากการปรับเพิ่มปริมาณการระบายน้ำของเขื่อนเจ้าพระยาอย่างใกล้ชิด เนื่องจากปริมาณน้ำจากทางตอนบนและลุ่มน้ำสาขามีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ระดับน้ำท้ายเขื่อนเจ้าพระยาคาดว่าจะปรับตัวสูงขึ้นอีกประมาณ 1.00 ถึง 1.20 เมตร จึงขอให้พื้นที่เสี่ยงภัยเตรียมความพร้อมรับมือสถานการณ์น้ำหลากอย่างทันท่วงที
เปิดสาเหตุจำเป็นต้องปรับเพิ่มการระบายน้ำเขื่อนเจ้าพระยา
จากการติดตามและวิเคราะห์สถานการณ์น้ำในลุ่มน้ำเจ้าพระยาอย่างต่อเนื่องของ สทนช. พบว่า ปัจจุบันมีปริมาณน้ำไหลผ่านสถานีวัดน้ำ C.2 อำเภอเมืองนครสวรรค์ จังหวัดนครสวรรค์ ในอัตราสูงถึง 1,800 - 2,350 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที
ที่ผ่านมา ชลประทานได้บริหารจัดการน้ำโดยใช้พื้นที่เหนือเขื่อนเจ้าพระยาในการชะลอน้ำ และผันน้ำเข้าสู่คลองชลประทานทั้งฝั่งตะวันตกและฝั่งตะวันออกอย่างเต็มศักยภาพของระบบคลอง รวมแล้วประมาณ 500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที เพื่อลดปริมาณน้ำที่จะไหลลงสู่พื้นที่ตอนล่าง
อย่างไรก็ตาม เกิดฝนตกหนักในพื้นที่ลุ่มน้ำปิง ส่งผลให้ปริมาณน้ำไหลผ่านสถานี P.7A อำเภอเมืองกำแพงเพชร จังหวัดกำแพงเพชร เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด จากเดิม 700 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที พุ่งสูงขึ้นเป็น 1,700 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ประกอบกับมีมวลน้ำจากลุ่มน้ำสะแกกรังไหลมาสมทบเพิ่มเติม ทำให้ปริมาณน้ำไหลลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยาเป็นไปอย่างรวดเร็ว มวลน้ำสะสมทั้งในพื้นที่ตอนบนและตอนล่างของลุ่มน้ำปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
เพื่อเป็นการบริหารจัดการน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ ลดผลกระทบ และป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นกับโครงสร้างป้องกันน้ำท่วม สทนช. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงมีความจำเป็นต้องปรับเพิ่มปริมาณน้ำไหลผ่านเขื่อนเจ้าพระยา ในอัตรา 2,200 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ซึ่งการปรับเพิ่มการระบายน้ำในครั้งนี้ จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อระดับน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาด้านท้ายเขื่อน ให้มีระดับสูงขึ้นจากปัจจุบันอีกราว 1.00 - 1.20 เมตร
เปิดรายชื่อ 6 จังหวัด พื้นที่เสี่ยงต้องเฝ้าระวังระดับน้ำอย่างใกล้ชิด
จากผลกระทบของการปรับเพิ่มการระบายน้ำดังกล่าว สทนช. ได้ระบุพื้นที่เสี่ยงริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาและพื้นที่นอกคันกั้นน้ำที่ต้องเฝ้าระวังสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ในพื้นที่ 6 จังหวัด รวม 20 อำเภอ ดังนี้
- จังหวัดชัยนาท อำเภอสรรพยา
- จังหวัดสิงห์บุรี อำเภอเมืองสิงห์บุรี, อำเภอพรหมบุรี และอำเภออินทร์บุรี
- จังหวัดอ่างทอง อำเภอเมืองอ่างทอง, อำเภอไชโย, อำเภอป่าโมก และอำเภอวิเศษชัยชาญ
- จังหวัดพระนครศรีอยุธยา อำเภอพระนครศรีอยุธยา, อำเภอบางซ้าย, อำเภอเสนา, อำเภอผักไห่, อำเภอบางบาล, อำเภอบางปะอิน, อำเลอดลาดบัวหลวง และอำเภอบางไทร
- จังหวัดปทุมธานี อำเภอเมืองปทุมธานี และอำเภอสามโคก
- จังหวัดนนทบุรี อำเภอเมืองนนทบุรี, อำเภอบางกรวย และอำเภอปากเกร็ด
สทนช. สั่งการ 3 มาตรการด่วน ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินการ
เพื่อเตรียมความพร้อมรับมือสถานการณ์น้ำหลากและลดผลกระทบต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน สทนช. ได้ประสานและขอความร่วมมือให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งปฏิบัติตามมาตรการรับมือภัยพิบัติอย่างเคร่งครัด ดังนี้
1. ตรวจสอบคันกั้นน้ำ และปรับแผนบริหารจัดการน้ำเชิงรุก
ให้หน่วยงานที่รับผิดชอบเร่งติดตาม ตรวจสอบ และซ่อมแซมแนวคันกั้นน้ำบริเวณริมแม่น้ำให้อยู่ในสภาพมั่นคงแข็งแรง พร้อมเร่งกำจัดสิ่งกีดขวางทางน้ำเพื่อเปิดทางให้น้ำไหลได้สะดวก นอกจากนี้ ต้องวางแผนการบริหารจัดการน้ำให้สอดคล้องกันตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ จนถึงปลายน้ำ โดยควบคุมการเปิด-ปิดประตูระบายน้ำ เขื่อนระบายน้ำ และการบริหารน้ำในแหล่งเก็บกักน้ำขนาดใหญ่ ขนาดกลาง และขนาดเล็ก ให้สัมพันธ์กับอิทธิพลการขึ้น-ลง ของน้ำทะเล เพื่อเร่งระบายน้ำและพร่องน้ำในลำน้ำ รองรับสถานการณ์ฝนตกหนักที่อาจเกิดขึ้นเพิ่มเติม
2. เตรียมความพร้อมกำลังพล เครื่องจักร และบูรณาการความช่วยเหลือ
จัดทำแผนเผชิญเหตุรับสถานการณ์น้ำหลาก เตรียมความพร้อมทั้งด้านบุคลากร เจ้าหน้าที่救災 เครื่องจักร เครื่องมือ อุปกรณ์บรรเทาสาธารณภัย ให้พร้อมใช้งานได้ทันที เร่งลอกท่อระบายน้ำและกำจัดวัชพืชขวางทางน้ำในเขตชุมชน พร้อมทั้งบูรณาการการทำงานร่วมกันทุกภาคส่วนเพื่อให้สามารถเข้าช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบได้อย่างทันท่วงทีตลอด 24 ชั่วโมง
3. ประชาสัมพันธ์และแจ้งเตือนภัยล่วงหน้าแก่ประชาชน
เน้นย้ำให้มีการประชาสัมพันธ์ข้อมูลสถานการณ์น้ำอย่างต่อเนื่อง ผ่านทุกช่องทางสื่อสารในท้องถิ่น และแจ้งเตือนภัยล่วงหน้าไปยังประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่เสี่ยงภัย โดยเฉพาะชุมชนนอกคันกั้นน้ำและผู้ประกอบการริมแม่น้ำ เพื่อให้ประชาชนมีเวลาเตรียมตัวยกของขึ้นที่สูง และพร้อมสำหรับการอพยพย้ายไปอยู่ในพื้นที่ปลอดภัยได้อย่างทันท่วงทีหากเกิดสถานการณ์วิกฤต
ข้อแนะนำสำหรับประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัย
สำหรับประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ 6 จังหวัดเสี่ยงภัยดังกล่าว โดยเฉพาะผู้ที่อยู่นอกแนวคันกั้นน้ำ ริมแม่น้ำเจ้าพระยา และคลองสาขา ขอให้ปฏิบัติตามข้อแนะนำดังต่อไปนี้ เพื่อความปลอดภัย
- ติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด ติดตามการแจ้งเตือนภัยและประกาศจากทางราชการ สทนช. กรมชลประทาน และกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) อย่างสม่ำเสมอ
- ขนย้ายทรัพย์สินขึ้นที่สูง สำรวจสิ่งของเครื่องใช้ ยานพาหนะ และสัตว์เลี้ยง เพื่อเตรียมยกขึ้นที่สูงหรือย้ายไปยังพื้นที่ปลอดภัย
- ตรวจสอบระบบไฟฟ้า ตรวจสอบปลั๊กไฟและสายไฟในบ้าน โดยเฉพาะชั้นล่าง หากระดับน้ำเริ่มเอ่อท่วม ให้ทำการตัดกระแสไฟฟ้าในจุดที่เสี่ยงทันทีเพื่อป้องกันอันตรายจากไฟฟ้ารั่ว
- เตรียมสิ่งของจำเป็น จัดเตรียมถุงยังชีพ น้ำดื่ม อาหารแห้ง ยารักษาโรคประจำตัว และยาสามัญประจำบ้านให้พร้อมใช้งานในกรณีฉุกเฉิน
- สังเกตระดับน้ำอย่างต่อเนื่อง หากพบว่าระดับน้ำเพิ่มสูงขึ้นอย่างผิดปกติหรือมีแนวโน้มไหลทะลักเข้าท่วมบ้านเรือน ให้ประสานขอความช่วยเหลือจากหน่วยงานปกครองท้องถิ่นหรือเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ทันที
สทนช. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จะยังคงติดตามสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิดและประเมินแนวโน้มฝนอย่างต่อเนื่อง เพื่อปรับแผนการบริหารจัดการน้ำให้เหมาะสมกับสถานการณ์จริง และลดผลกระทบต่อประชาชนให้ได้มากที่สุด





