ครม. สำรองงบกลาง 4 พันล้านบาท เยียวยาน้ำท่วมทั่วไทย พร้อมดึงท้องถิ่นร่วมจัดทำแก้มลิงเก็บน้ำ ลุยสู้ภัยอุทกภัยและภัยแล้งระยะยาว
วันนี้ (29 ก.ย. 69) ณ ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ถึงแนวทางการดำเนินงาน แผนบริหารจัดการน้ำ และมาตรการช่วยเหลือเยียวยาประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์อุทกภัยทั่วประเทศ โดยยืนยันว่ารัฐบาลมีความพร้อมทั้งในด้านงบประมาณ การจัดสรรผู้รับผิดชอบเชิงพื้นที่ และโครงการโครงสร้างพื้นฐานระยะยาวเพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วมและน้ำแล้งอย่างยั่งยืน
จัดงบกลางสำรอง 4,000 ล้านบาท เยียวยาอุทกภัยครอบคลุมทุกภูมิภาค
นายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงมาตรการช่วยเหลือเร่งด่วนว่า รัฐบาลเตรียมนำงบกลางที่คงเหลืออยู่ประมาณ 4,000 ล้านบาท ซึ่งได้ทำการกันสำรองไว้สำหรับการช่วยเหลือและเยียวยาประชาชนโดยเฉพาะ มาใช้ในปฏิบัติการแก้ไขปัญหาอุทกภัยและการเยียวยาผู้ประสบภัยในครั้งนี้
ทั้งนี้ คาดว่าวงเงินดังกล่าวน่าจะเพียงพอสำหรับการปฏิบัติงานและการช่วยเหลือครอบคลุมพื้นที่ประสบภัยทั่วประเทศ ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่พื้นที่กรุงเทพมหานครเท่านั้น โดยหลักเกณฑ์การจ่ายเงินเยียวยาและการให้ความช่วยเหลือจะเป็นไปตามข้อมูลความเสียหายจริงที่แต่ละพื้นที่และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสรุปและเสนอเรื่องขึ้นมาตามขั้นตอน
แบ่งสาย 5 รองนายกฯ - รัฐมนตรี ลุยกำกับดูแลพื้นที่รับมือภัยธรรมชาติ
เพื่อให้การบริหารจัดการสถานการณ์อุทกภัยเป็นไปอย่างรวดเร็ว มีประสิทธิภาพ และสั่งการได้อย่างเป็นระบบ รัฐบาลได้กำหนดผู้รับผิดชอบกำกับติดตามสถานการณ์ในแต่ละภูมิภาคอย่างชัดเจน ดังนี้
- ภาคกลาง : รองนายกรัฐมนตรี เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ
- ภาคเหนือ : รองนายกรัฐมนตรี ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์
- ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (อีสาน) : รองนายกรัฐมนตรี ทรงศักดิ์ ทองศรี
- ภาคตะวันออก : รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สุชาติ ชมกลิ่น
- กรุงเทพมหานคร : พลโท อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ทำหน้าที่ผู้แทนคณะรัฐมนตรีกำกับดูแลพื้นที่ กทม.
การมอบหมายภารกิจในครั้งนี้ เพื่อให้ผู้รับผิดชอบสามารถลงพื้นที่ประสานงาน ทำหน้าที่แทนนายกรัฐมนตรี และสั่งการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้อย่างทันท่วงที ลดขั้นตอนความซ้ำซ้อนในสายการบังคับบัญชา
อนุมัติโครงการคลองระบายน้ำหลาก ชัยนาท–ป่าสัก–อ่าวไทย 1.6 แสนล้าน
นอกเหนือจากมาตรการระยะสั้น ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีได้อนุมัติโครงการโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ ได้แก่ โครงการคลองระบายน้ำหลากชัยนาท–ป่าสัก–อ่าวไทย วงเงินงบประมาณกว่า 160,000 ล้านบาท มีระยะเวลาดำเนินโครงการรวม 8 ปี
โครงการดังกล่าวถือเป็นยุทธศาสตร์สำคัญในการผันน้ำและเพิ่มประสิทธิภาพการป้องกันอุทกภัยในพื้นที่ภาคกลาง กรุงเทพมหานคร และปริมณฑล นอกจากนี้ พื้นที่บางส่วนของโครงการยังสามารถพัฒนาให้เป็นแหล่งกักเก็บน้ำหรือ แก้มลิงตามธรรมชาติ เพื่อชะลอน้ำในช่วงฤดูฝนหลาก และเก็บกักไว้เป็นน้ำต้นทุนไว้ใช้ประโยชน์ในช่วงฤดูแล้งได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ปรับเกณฑ์บริหารจัดการน้ำ ดึงท้องถิ่นร่วมทำแก้มลิงรับมือระยะยาว
นายกรัฐมนตรี กล่าวเพิ่มเติมว่า ในวันเดียวกันนี้จะมีการประชุมร่วมเพื่อพิจารณาปรับปรุงหลักเกณฑ์การบริหารจัดการน้ำ โดยมี รองนายกรัฐมนตรี ทรงศักดิ์ ทองศรี ในฐานะผู้กำกับดูแลสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เป็นประธานและผู้รับผิดชอบหลัก
การปรับเกณฑ์ดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อเปิดโอกาสให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) สามารถจัดทำพื้นที่แก้มลิงเพื่อกักเก็บและผันน้ำได้เองในระดับพื้นที่ ช่วยให้ท้องถิ่นสามารถนำน้ำที่กักเก็บไว้ไปใช้ประโยชน์ทางการเกษตรและอุปโภคบริโภคในช่วงฤดูแล้ง มุ่งเน้นให้เกิดความคุ้มค่าสูงสุดจากการลงทุนบริหารจัดการน้ำทั้งในฤดูน้ำหลากและฤดูแล้ง
สำหรับแหล่งเงินทุนของโครงการ รัฐบาลจะมีการหารือร่วมกันระหว่าง 4 หน่วยงานหลัก ได้แก่
- กระทรวงเกษตรและสหกรณ์
- สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.)
- สำนักงบประมาณ
- กระทรวงการคลัง
รวมถึงจะมีการพิจารณาความเป็นไปได้ในการใช้เงินกู้ตามกรอบและหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด
ผนึกกำลังเอกชน-จิตอาสา เร่งแจกสิ่งของยังชีพและระบายน้ำ
ในส่วนของความช่วยเหลือเฉพาะหน้า นายกรัฐมนตรีได้แสดงความขอบคุณไปยังภาคเอกชน กลุ่มอาสาสมัคร และหน่วยกู้ภัยทุกภาคส่วน ที่ได้ร่วมแรงร่วมใจเข้ามาช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ประสบภัยอย่างต่อเนื่อง
ปัจจุบันรัฐบาลได้เร่งระดมจัดหาอาหารแห้ง ถุงยังชีพ และอาหารปรุงสุก ผ่านกระบวนการสั่งซื้อ การจัดตั้งโรงครัวประจำจุด และการส่งรถประกอบอาหารลงพื้นที่ท่วมขังเป็นวงกว้าง เพื่อกระจายเสบียงและสิ่งของจำเป็นให้ถึงมือผู้ได้รับผลกระทบอย่างทั่วถึง
ขณะเดียวกัน ได้มีการเชิญว่าที่ปลัดกรุงเทพมหานครและอธิบดีกรมชลประทาน มาร่วมประชุมวางแผนบูรณาการเครื่องสูบน้ำและผันน้ำออกจากพื้นที่น้ำท่วมขังให้เร็วที่สุด รวมถึงวางแนวทางเร่งคืนพื้นที่จราจรและเปิดพื้นผิวถนนเพื่อให้ประชาชนกลับมาเดินทางได้ตามปกติโดยเร็วที่สุด





