โฆษกรัฐบาล ชี้แจงน้ำท่วมปี 69 เกิดจาก Extreme Weather ต่างจากปี 54 ชัดเจน ยัน 4 เขื่อนหลักรับน้ำได้อีก เตือนภัย 5 จังหวัดเฝ้าระวัง
ท่ามกลางความกังวลของประชาชนเกี่ยวกับสถานการณ์น้ำท่วมและปริมาณฝนตกหนักสะสมในหลายพื้นที่ของประเทศไทย จนเกิดกระแสเปรียบเทียบว่าอาจเสี่ยงเกิดวิกฤตการณ์น้ำท่วมใหญ่เหมือนปี 2554 หรือไม่นั้น ล่าสุด รัฐบาลได้ออกมาชี้แจงข้อมูลเพื่อสร้างความเข้าใจและลดความตระหนกของสาธารณชนแล้ว
นายเอกภพ เพียรพิเศษ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้เปิดเผยถึงข้อกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์น้ำท่วมปี 2569 โดยยืนยันอย่างชัดเจนว่า สถานการณ์น้ำในครั้งนี้มีความแตกต่างจากมหาอุทกภัยเมื่อปี 2554 อย่างสิ้นเชิง ทั้งในแง่ของสาเหตุ ปริมาณน้ำ และรูปแบบการเคลื่อนตัวของพายุ
เจาะลึกความต่าง มหาอุทกภัยปี 54 VS ภาวะสภาพอากาศสุดขั้วปี 69
การเปรียบเทียบโครงสร้างมวลน้ำและปัจจัยทางอุตุนิยมวิทยา ชี้ให้เห็นถึงความแตกต่างอย่างชัดเจน ดังนี้
-
สถานการณ์น้ำท่วมปี 2554 เกิดจากอิทธิพลของพายุหมุนทราปิกัลที่พัดเข้าสู่ประเทศไทยซ้ำซ้อนกันมากถึง 5 ลูก ส่งผลให้เกิดฝนตกหนักสะสมต่อเนื่องในพื้นที่ภาคเหนือ มวลน้ำขนาดใหญ่จากลุ่มน้ำทางตอนบนจึงไหลหลากลงสู่พื้นที่ภาคกลางและกรุงเทพมหานคร เกิดเป็นการสะสมของมวลน้ำเดินทางยาวนานหลายสัปดาห์
-
สถานการณ์น้ำท่วมปี 2569 เกิดจาก ภาวะสภาพภูมิอากาศสุดขั้ว (Extreme Weather) ซึ่งมีลักษณะเป็นฝนหมุนวนตกหนักหนาแน่นครอบคลุมพื้นที่ภาคตะวันออก ภาคกลาง กรุงเทพมหานคร และปริมณฑล โดยเริ่มตั้งแต่วันที่ 24 กันยายน 2569 ที่ผ่านมา
จากการบันทึกสถิติ ปริมาณน้ำฝนสูงสุดรอบนี้วัดได้ถึง 340 มิลลิเมตร คิดเป็นมวลน้ำรวมประมาณ 248 ล้านลูกบาศก์เมตร ซึ่งนับเป็นสถิติฝนตกหนักที่สุดในรอบ 43 ปี ของประเทศไทย นับตั้งแต่ปี 2526 เป็นต้นมา
ศักยภาพการรับน้ำและแนวทางการบริหารจัดการน้ำ กทม.
แม้ปริมาณฝนสะสมจะสูงเป็นประวัติการณ์ แต่โครงสร้างพื้นฐานในการรองรับน้ำของประเทศยังอยู่ในเกณฑ์ที่สามารถบริหารจัดการได้ โดยข้อมูลศักยภาพการกักเก็บน้ำล่าสุดระบุว่า
-
เขื่อนหลักทั้ง 4 แห่ง ยังคงมีพื้นที่ว่างสามารถรองรับน้ำได้เพิ่มอีกกว่า 7,260 ล้านลูกบาศก์เมตร ทำให้ไม่มีความเสี่ยงเรื่องมวลน้ำเหนือไหลสมทบจนเกินความจุ
-
การระบายน้ำของ กทม. กรุงเทพมหานครได้เดินเครื่องสูบน้ำเต็มกำลัง ผ่านทางสถานีสูบน้ำและอุโมงค์ระบายน้ำ เพื่อเร่งผันน้ำออกสู่แม่น้ำเจ้าพระยาเฉลี่ยวันละ 50 ล้านลูกบาศก์เมตร
-
แนวโน้มสภาพอากาศ ขณะนี้หย่อมความกดอากาศต่ำกำลังเคลื่อนตัวออกจากพื้นที่ภาคกลางไปทางทิศตะวันตก มุ่งหน้าสู่จังหวัดกาญจนบุรี หากไม่มีฝนตกหนักเพิ่มเติมเข้ามา คาดการณ์ว่าสถานการณ์น้ำท่วมขังในพื้นที่ กทม. จะเริ่มคลี่คลายและกลับเข้าสู่ภาวะปกติภายใน 2-3 วัน
แจ้งเตือนด่วน! พื้นที่เฝ้าระวังพิเศษ 5 จังหวัด ภาคตะวันออก-ภาคตะวันตก
แม้สถานการณ์ในเขตเมืองหลวงเริ่มมีแนวโน้มดีขึ้น แต่รัฐบาลได้ออกประกาศแจ้งเตือนภัยในพื้นที่รับน้ำและพื้นที่ทางผ่านของพายุ โดยเฉพาะพื้นที่ลุ่มต่ำในภาคตะวันออกและภาคตะวันตก ให้เตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์น้ำล้นตลิ่งและน้ำท่วมฉับพลัน
พื้นที่เฝ้าระวังภาคตะวันออก
- จังหวัดปราจีนบุรี ให้เฝ้าระวังพื้นที่ลุ่มต่ำเป็นพิเศษ โดยเฉพาะบริเวณ โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร ได้มีคำสั่งให้เตรียมความพร้อมในการอพยพผู้ป่วยติดเตียงและกลุ่มกลุ่มนกเปราะบางไปยังพื้นที่ปลอดภัยทันที
- จังหวัดฉะเชิงเทรา เฝ้าระวัง 3 อำเภอ ได้แก่ อำเภอเมืองฉะเชิงเทรา, อำเภอบางคล้า และอำเภอคลองเขื่อน
- จังหวัดนครนายก เฝ้าระวัง 3 อำเภอ ได้แก่ อำเภอเมืองนครนายก, อำเภอองครักษ์ และอำเภอปากพลี
- จังหวัดจันทบุรี เฝ้าระวัง 4 อำเภอ ได้แก่ อำเภอท่าใหม่, อำเภอนายายอาม, อำเภอแก่งหางแมว และอำเภอเมืองจันทบุรี
พื้นที่เฝ้าระวังภาคตะวันตก
- จังหวัดกาญจนบุรี พื้นที่รองรับหย่อมความกดอากาศต่ำที่กำลังเคลื่อนตัวผ่าน ให้เฝ้าระวัง 4 อำเภอ ได้แก่ อำเภอเมืองกาญจนบุรี, อำเภอด่านมะขามเตี้ย, อำเภอไทรโยค และอำเภอทองผาภูมิ
รัฐบาลขอให้ประชาชนในพื้นที่ดังกล่าว ติดตามการแจ้งเตือนจากกรมอุตุนิยมวิทยาและกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) อย่างใกล้ชิด รวมถึงปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ทันทีหากมีคำสั่งอพยพ
นายกฯ สั่งการเร่งเยียวยาฟื้นฟูทันที "น้ำลดจุดไหน ลุยช่วยเหลือจุดนั้น"
ในด้านการช่วยเหลือและเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ นายเอกภพ เน้นย้ำถึงนโยบายสำคัญของรัฐบาลว่า นายกรัฐมนตรีได้มีคำสั่งการด่วนไปยังทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ให้เร่งลงพื้นที่เข้าช่วยเหลือและฟื้นฟูเยียวยาความเสียหายให้กับประชาชนทันที โดยไม่ต้องรอให้สถานการณ์น้ำลดพร้อมกันทั่วประเทศ
“รัฐบาลยืนยันว่าจะไม่ปล่อยให้ประชาชนเผชิญความยากลำบากเพียงลำพัง โดยนายกรัฐมนตรีสั่งการให้ดำเนินการฟื้นฟูเยียวยาประชาชนทันทีในพื้นที่ที่น้ำลดแล้ว โดยไม่ต้องรอให้น้ำลดพร้อมกันทุกจุดทั่วประเทศ” นายเอกภพ เพียรพิเศษ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวสรุป
สำหรับประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนจากเหตุอุทกภัย สามารถติดต่อขอความช่วยเหลือ สายด่วนนิรภัย 1784 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง หรือติดตามข้อมูลข่าวสารการแจ้งเตือนภัยอย่างเป็นทางการผ่านแอปพลิเคชันและช่องทางสื่อสารของทางราชการ





